ในปีพ.ศ.2562 มวลมนุษยชาติต้องประสบกับโรคระบาดร้ายแรง มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากมายนับล้านคน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคระบาดรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลของแต่ละประเทศออกมาตรการต่างๆเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค
ทั้งยังเร่งทำการคิดค้นวัคซีนเพื่อปกป้องมวลมนุษย์ แม้นว่าจะมีภาคเอกชนที่สามารถคิดค้นวัคซีนได้เป็ผลสำเร็จ แต่วัคซีนที่คิดค้นได้นั้นก็ไม่สามารถปกป้องชีวิตของผู้คนได้
แม้นว่าวัคซีนจะไม่สามารถปกป้องผู้คนได้มากนัก แต่ก็ยังดีที่มีภูมิต้านทานโรคอยู่บ้าง สถานการณ์การติดเชื้อจึงทุเลาเบาบางลง แม้นว่าเชื้อโรคจะกลายพันธุ์ไปหลายรูปแบบ แต่ก็ไม่สามารถคุกคามผู้คนได้ หลายประเทศจึงผ่อนปรนมาตรการต่างๆลง แลให้ผู้คนออกมาใช้ชีวิตปกติ
หลายปีผ่านไปโรคระบาดที่เคยคร่าชีวิตของผู้คนทั่วโลกไปมากมาย ก็ถูกควบคุมได้หมดสิ้น ผู้คนทั่วโลกจึงประกาศชัยชนะต่อโรคระบาด ทั้งมีการเฉลิมฉลองอย่างบ้าคลั่งหลายวันหลายคืน
“ ในที่สุดไอ้โรคบ้านี่ก็หายไปจากชีวิตเสียที “
“ ใช่ ชั้นเฝ้ารอมาหลายปีในที่สุดก็จะได้ใช้ชีวิตปกติ “
“ ฉลอง อย่างนี้ต้องฉลอง “
ท่ามกลางการเฉลิมฉลองทั่วโลก ยังมีดินแดนที่อยู่ในป่าลึกแห่งหนึ่งที่ลึกลับซับซ้อนทั้งยังเต็มไปด้วยสรรพสิ่งมากมาย และผืนป่านี้กว้างใหญ่ไพศาลกินพื้นที่หลายประเทศ ที่เวลานี้เงียบ เงียบสงบเสียจนน่าหวาดกลัว
“ ครืนน “ เกิดแผ่นดินไหวยังใจกลางผืนป่าอย่างรุนแรง
ทั่วอาณาบริเวณรายรอบของใจกลางนั้นเกิดการยุบตัวของชั้นดิน ไม่นานหลังจากที่ชั้นดินยุบตัวปรากฏมีควันสีดำมากมายพวยพุ่งออกจากชั้นดินที่ยุบตัว
ปีพ.ศ.2700 ประเทศไทย
เด็กหนุ่มนามปราบพิภพ หรือปราบ อายุสิบหกปี นั่งมองออกนอกหน้าต่างของคอนโดมีเนียมที่เขาอยู่อาศัย เขากวาดตามมองผ่านความเสื่อมโทรมของเขตที่พักอาศัยของเขา มันเป็สลัมสำหรับคนจน มันเป็บ้านในย่านที่ผู้คนมากมายอาศัยอยู่
สภาพของเขตที่พักอาศัยแถบนี้นั้นล้วนเป็ชนชั้นแรงงานราคาถูกอยู่กันอย่างแออัด แม้ว่าจะอยู่บนตึกสูงร้อยชั้นแต่ละชั้นนั้นมีห้องอยู่นับพัน แต่กระนั้นแล้วก็ยังมิเพียงพอต่อความ้าของผู้คน
“ ปราบ ต้องไปโรงเรียนแล้ว “ เสียงของผู้เป็มารดาร้องดังลั่น
“ ครับแม่ “ ปราบเด็กหนุ่มอายุสิบสี่ปี ร้องตอบผู้เป็มารดา
เขาเร่งจัดแจงกระเป๋าเป้แล้วสะพายไว้ที่หลัง แล้วเร่งออกจากห้องของเขา
“ วันนี้รีบกลับเพราะพ่อจะกลับมา “ อิงอรผู้เป็มารดาเอ่ยออกมา เมื่อเห็นหน้าบุตรชายสุดที่รักของตน
“ อืม “ ปราบเพียงพยักหน้า
เขามิค่อยจะกินเส้นกับพ่อของเขามากนัก เพราะพ่อของเขานั้นชอบดุด่าว่ากล่าวเขาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งพ่อของเขาก็พยายามอย่างยิ่งที่จะให้เขาสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนจอมยุทธซึ่งเขามักจะบ่ายเบี่ยงแลหาทางหลบเลี่ยงมาเรื่อย
เขา้าเป็เพียงคนธรรมดาที่มิมีได้ชื่อเสียงใดๆ เขา้ามีชีวิตที่เรียบง่าย แต่พ่อของเขานั้นอยากให้เขาเป็จอมยุทธที่มีชื่อเสียง นั่นจึงเป็เื่ราวของสองพ่อลูกที่มิใคร่จะลงรอยกันเท่าใด
“ แม่ผมไปแล้ว “ ปราบเอ่ย แลวางหลังมือของเขาลงยังหลังมือของอิงอรเพื่อรับเอาเครดิต
เด็กหนุ่มยกมือพนมไหว้มารดาแลทะยานร่างออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว
เขามาที่ลิฟต์และรออยู่ สักพักก็มีนักเรียนรุ่นพี่ที่เกเรหลายคนเข้ามารุมล้อม ปราบกวาดตามองทั่ว
“ ไอ้ปราบ เอ็งแน่ใจนะว่าจะไม่เข้าร่วมกับแก๊งของพี่ “ สุวัฒน์เอ่ยถาม
“ พี่วัฒน์ ผมไม่กล้าเข้า หากเข้าร่วมพ่อผมเอาตายแน่ “ ปราบเอ่ย
“ ลูกแหง่เอ๊ย “ สุวัฒน์เอ่ย
เขายกฝ่ามือตบลงยังศีรษะของปราบเบาๆแล้วเดินไปยังทางหนีไฟ
ปราบกับสุวัฒน์นั้นค่อนข้างที่จะสนิทกัน เพราะพวกเขานั้นอายุห่างกันไม่มากแล้วยังอยู่ตึกเดียวกันชั้นเดียวกัน เขาทั้งสองเติบโตมาไล่เลี่ยกัน แต่แล้วโชคชะตาก็กลั่นแกล้งสุวัฒน์เมื่อพ่อและแม่ของเขานั้นตกตายจากการจู่โจมของสัตว์อสูร ทำให้เขาต้องอยู่ตัวคนเดียว และเมื่ออยู่ตัวคนเดียวก็ได้ปรากฎมีเหล่าเด็กเกเรมาที่บ้านของเขา แลชักชวนให้เขาเกเรตาม
ปราบมองยังแผ่นหลังที่หลายครั้งเคยปกป้องเขา “ พี่วัฒน์ “ ปราบพึมพำ
“ ติ้ง “ เสียงประตูลิฟต์เปิดออก
ปราบเดินเข้าไปในลิฟต์แลใช้นิ้วชี้กดลงที่แป้นปุ่มกด “ วิ้ดด “ ประตูลิฟต์สองบานเลื่อนเข้าอย่างรวดเร็ว
ปราบกลับหลังหันมองออกไปนอกลิฟต์แก้ว เขาเพ่งมองยังจอมยุทธหลายคนที่ใช้พลังวัตรเหาะเหินเดินอากาศ เขาได้แต่กำสองหมัดแน่นแลสูดหายใจเข้าลึก
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะเป็จอมยุทธ แต่เพราะเื่ราววันนั้นทำให้เขาไม่สามารถฝึกฝนเพื่อเป็จอมยุทธได้ “ ไอ้โอม มังกับกูทำไมต้องเกิดมาร่วมโลกกันด้วย “ ปราบพึมพำ ในใจของเขาเวลานี้นั้นเต็มไปด้วยไฟแค้นที่รอวันระบาย แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
“ พ่อไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเป็จอมยุทธ แต่ผมเป็ไม่ได้ ผมกลัวพ่อเสียใจผมเลยบอกกับพ่อว่าผมไม่อยากเป็ “ ปราบพึมพำ
“ ติ้ง “ พลันเสียงประตูลิฟต์เปิดออก
“ นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้ขี้แพ้นี่เอง “ เจ๋งสมุนของโอมเดินเข้ามาในลิฟต์พร้อมกับเด็กสาวอีกสองคน
“ เสี่ยวปราบ มึงเห็นกูแล้วทำไม่ไม่คารวะ “ เจ๋งเอ่ย
“ ฮื่อห์ “ ปราบถอนหายใจออกมาอย่างแรง แล้วกลับหลังหัน
ปราบใช้สองมือประสานกันแบบหนังจีน “ คารวะพี่เจ๋ง “ ปราบเอ่ย
“ ดี “ เจ๋งพยักหน้าช้าๆ
“ วี้ดด “ ประตูลิฟต์พลันปิดลง
“ ติ้ง “ ประตูลิฟต์แก้วเปิดออก ปราบรีบแทรกร่างพุ่งทะยานออกจากลิฟต์แก้วอย่างรวดเร็ว
เมื่อออกมาได้เขาเร่งทะยานร่างไปยังรถเมล์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มเข้ามาในรถเมล์ได้เขาวางหลังมือลงยังเครื่องสแกน “ ติ้ด “ เสียงเครื่องสแกนดังขึ้น
ปราบเดินเข้าไปในรถแลหย่อนกายลงนั่งที่เก้าอี้ สองตาของเขามองออกนอกหน้าต่างของรถ เขาได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ เมื่อเห็นเด็กสามถึงหกขวบเล่นต่อสู้เลียนแบบจอมยุทธ ในอดีตเขากับสุวัฒน์นั้นเก็ยังเคยเล่นเลียนแบบจอมยุทธเช่นนี้
“ จริงสิ วันนี้จะมีครูฝึกจากโรงเรียนจอมยุทธสาขาย่อยเมืองไทยมาทดสอบพลังิญญา “ เขาพึมพำ
“ กร้อบ “ สองหมัดของเขากำแน่น ใบหน้าของเขาได้แต่ก้มมองต่ำ เสียงถอนหายใจแ่เบาดังออก
“ ปราบเอ๊ย หากไม่ไหวก็อย่าฝืน หากไม่อยากเรียนแล้วก็ต้องออกไปทำงาน “ ชายวัยกลางคนพึมพำ เขาเองก็รู้จักเด็กหนุ่มครั้งหนึ่งเขายังเคยเห็นเด็กหนุ่มแสดงปาฏิหาริย์ต่อหน้าผู้คน เขายังอดที่จะทึ่งในความสามารถของเด็กหนุ่มไม่ได้ แต่เวลานี้ผ่านไปเพียงปีเดียวกลับตาลปัตร
เมื่อเด็กหนุ่มปราบมาถึงโรงเรียน เด็กหนุ่มเด็กสาวต่างแตกตื่นที่จะได้เข้าทำการทดสอบพลังิญญาของตน พวกเขาทั้งหลายต่างจับกลุ่มพูดคุยกันอย่าออกรส ทุกคนนั้นฝันใฝ่ว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะได้เป็จอมยุทธที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลก เมื่อมีชื่อเสียงเงินทองมากมายก็จะไหลเข้ามามิขาดสาย
ไม้ต้องถึงขนาดได้เป็จอมยุทธที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็สามารถร่ำรวยได้ เพราะเพียงสามารถเข้าสู่โรงเรียนเตรียมจอมยุทธได้ ก็จะได้รับบ้านชุดที่อยู่ในเขตกลางแล้ว มันสามารถยกสถานะของครอบครัวขึ้นได้ในทันใด ทั้งในแต่ละเดือนก็ยังได้รับเงินเดือนแลเบี้ยเลี้ยงจำนวนมาก สามารถส่งเสียให้ครอบครัวได้อยู่อย่างมีความสุข
ปราบพิภพมองยังพวกเขา เขาก็ได้ก้มหน้าเร่งรีบไปยังห้องเรียนอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาในห้องเรียน เขาก็พบกับเด็กหนุ่มเด็กสาวที่อยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เพราะไม่สามารถเข้าทดสอบพลังิญญาได้