ฉินเทียนตอนนี้อยู่ในมิติแห่งศาลเทพสวรรค์ หลังจากยกระดับการบำเพ็ญแล้วตัวมันก็ยังมิได้ออกจากมิติของระบบศาลเทพสวรรค์
เพราะตอนนี้มีแต้มบุญเหลืออยู่มากนัก และเมื่อตัวมันยกระดับสู่ขอบเขตผู้บำเพ็ญระดับท่องนภา มันก็จำเป็นต้องมีเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับระดับบำเพ็ญของตัวมัน หากแต่เมื่อตัวมันมองดูราคาแต้มบุญที่ต้องจ่ายแล้วก็แลดูจะหนักหนาไม่น้อย
ต่ำสุดเริ่มที่ 100,000 แต้มบุญ สูงสุดของระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มแนะนำคือ 50,000,000 แต้มบุญ เมื่อฉินเทียนเห็นเช่นนี้ก็คล้ายเห็นตัวเองเป็นผู้ยากจนอีกครั้ง มิคิดเลยว่าแค่เคล็ดวิชาก็จะมีราคาแพงถึงเพียงนี้
หากแต่ก็ช่วยไม่ได้ ยิ่งเคล็ดวิชายอดเยี่ยมมากเท่าไรราคาก็แพงมากขึ้นเท่านั้น
หากแต่สุดท้ายฉินเทียนก็ใช้เพียง 12.5 ล้านแต้มบุญ ในการซื้อเคล็ดวิชา
หนึ่ง [ควบคุมห้าธาตุระดับต้น]
สอง [สุริยันดับชีพ]
สาม [เคลื่อนย้ายพริบตา]
สี่ [หุ่นเชิดวิญญาณ]
โดยในทั้ง 4 วิชานี้เคล็ดวิชาที่ราคาแพงที่สุดคือ สุริยันดับชีพ รองมาคือเคลื่อนย้ายพริบตา ซึ่งเคล็ดวิชาสุริยันดับชีพนี้ก็แทบจะตามชื่อของมัน มันเป็นเคล็ดวิชาแบบเผาชีพจรวิญญาณตัวเองแบบเช่นเดิม เป็นไม้ตายที่ฉินเทียนต้องเก็บเอาไว้ยามเกิดเหตุไม่คาดฝัน ส่วนเคล็ดวิชา ควบคุมห้าธาตุระดับต้น และ หุ่นเชิดวิญญาณ เคล็ดวิชาเหล่านี้ฉินเทียนคิดว่ามันมีประโยชน์มากกับบุรุษนักต้มตุ๋นเช่นตัวมัน
มันอาจจะหาโอกาสดีๆ สร้างสิ่งอัศจรรย์ไม่คาดฝันใดๆ หรือปาฏิหาริย์เล็กๆ หลอกล่อผู้คนธรรมดาหรือผู้บำเพ็ญระดับต่ำให้มาหลงศรัทธามันได้โดยง่าย
เมื่อจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จ ฉินเทียนก็ก้าวเดินออกจากหมอกควัน
กล่าววาจาว่าบทพูดสร้างความประทับใจแก่เหล่าอสูรหนุ่มทั้งหลายดังที่เคยได้กล่าวมา
.
.
.
----- กลับมาสู่ช่วงเวลาปัจจุบัน -----
ณ ตอนนี้แม้ฉินเทียนจะไม่เปิดดูหน้าจอระบบของศาลเทพสวรรค์มันก็สัมผัสได้ถึงแรงศรัทธาจากเหล่าอสูรหนุ่มทั้งหลาย ณ ที่ตรงนี้
ดูสิแต่ละคนแม้จะมีสภาพเหมือนลูกหมาตกน้ำ ร่างกายจะเต็มไปด้วยคราบโลหิตและฝุ่นเปรอะเปื้อน หากแต่ในนัยน์ตาของอสูรหนุ่มทั้งหลายกับส่องสว่างเป็นประกายยิ่ง
ฉินเทียนเห็นภาพเช่นนี้ก็ยิ้มกรุ้มกริ่มในใจนัก
หากแต่ดีใจได้ไม่นาน ก็มีอสูรสองตนแบกร่าง อสูรบุรุษหนุ่มที่แลดูจะแต่งกายดีกว่าผู้อื่นอยู่มากมา
ฉินเทียนจำมันผู้นี้ได้ในทันที เพราะในห้วงอดีตที่มันท่องไปในความทรงจำของอสูรจิตมารผู้เป็นหัวหน้ามีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบุรุษผู้นี้มากเหลือเกิน
มันคือ "กัวเจ๋อรุ่ย" องค์ชายแห่งเผ่ากิเลนและนับเป็นอัจฉริยะแห่งยุคสมัยผู้หนึ่งอีกด้วย ด้วยวัยเพียง 15 ปี หากแต่มันกลับสามารถบรรลุระดับท่องนภาหนึ่งจุดแต้มได้ สายเลือดกิเลนและความสามารถในการบำเพ็ญของมันนับว่าสูงล้ำยิ่ง
ซีซวน ซีห่าว แบกร่างขององค์ชายกิเลนมาหาปกคลุมเทียน บุรุษเพียงหนึ่งที่พวกมันคิดว่าจะสามารถช่วยองค์ชาย ผู้ที่เป็นทั้งนายและสหายสนิทในเวลาเดียวกันของพวกมันทั้งสอง
"ผู้สูงส่งโปรดเมตตา องค์ชาย... องค์ชายกิเลน...กำลังจะ..." ซีห่าวยังมิทันได้พูดจบดีฉินเทียนก็เห็นองค์ชายอสูรกิเลนไอกระอักเลือดออกมา สภาพเช่นนี้แลดูน่าอนาถเหลือเกิน
ฉินเทียนใช้เคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายพริบตาไปอยู่ตรงหน้าทั้งสอง
ก่อนจะใช้เคล็ดวิชาควบคุมห้าธาตุดึงร่างองค์ชายกิเลนผู้นี้ขึ้นมาติดมือของมัน ก่อนจะทำการตรวจสอบอาการ หากแต่ด้วยระดับบำเพ็ญที่สูงล้ำขององค์ชาย เกรงว่าความรู้เก่าก่อนของตัวมันฉินเทียนจะไม่เพียงพอในการรักษา มันจำต้องกดใช้แต้มบุญอัปเกรดความรู้ด้าน [โอสถวิเศษ] โดยเร็ว
ไม่ช้าองค์ความรู้ด้านโอสถวิเศษของฉินเทียนที่อยู่ระดับต่ำสุดก็ถูกยกระดับเป็น [โอสถวิเศษ ระดับ 4 : ชำนาญโอสถร่างวิญญาณ : สามารถรักษาสรรพชีวิตหมื่นแสนที่อยู่ในระดับท่องนภาได้ทั้งหมด : 2.5 ล้านแต้มบุญ] ฉินเทียนมองแต้มบุญที่ค่อยๆ หมดลงอย่างรวดเร็วด้วยสายตาเศร้าสร้อย หากแต่มันก็มิอาจไม่จัดซื้อได้
ตัวตนเช่นมันจำต้องรักษาหน้าตายิ่ง ไม่ช้าตัวมันก็สามารถรับรู้อาการขององค์ชายอสูรได้ พร้อมวิเคราะห์ได้อย่างถึงแก่น มันจึงพูดกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราวกับตัวมันคือเทพเซียนที่สามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง
"ชีพจรวิญญาณเสียหาย โชคดีที่ยังไม่ถึงระดับการบำเพ็ญต้องเสียหาย หากแต่ถ้ามิอาจจะรักษาได้อย่างถูกต้องโดยเร็ว เกรงว่าภายในเจ็ดวันระดับการบำเพ็ญทั้งหมดคงจะต้องสูญสลาย นอกจากนั้นชีพจรวิญญาณที่แสนพิเศษของเจ้าตัวนี่ก็จะขาดสะบั้น แตกร้าวอย่างมิอาจจะรักษาได้โดยวิธีทั่วไปได้อีก"
กัวเจ๋อรุ่ยองค์ชายกิเลนได้ยินดังนั้น มันก็มองจดจ้องไปที่บุรุษอสูรผู้สง่างามตัวมันไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี
มันมิเคยร้องขอผู้ใด เพราะตัวมันนั้นนับเป็นองค์ชายที่เย่อหยิ่งผู้หนึ่ง
หากแต่เมื่อมันรู้สึกตัวว่า หากตัวมันเทียบกับมหาบุรุษอสูรตรงหน้าของมันแล้ว มันก็มิได้ต่างกับเถ้าธุลี
นอกจากนั้น ตอนนี้ตัวมันก็ได้รับรู้ถึงเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของหมู่มาร และการตายของพระบิดา มันจำต้องมีชีวิตอยู่ แถมต้องมีชีวิตอยู่ต่ออย่างกล้าแกร่ง...ดังนั้น... มันจึงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป!!! ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นองค์ชายมิได้มีความหมายต่อตัวมันอีกต่อไป
"ผู้สูงส่งโปรดเมตตา ข้าองค์ชายกัวเจ๋อรุ่ย แม้ต้องเป็นทาสบ่าวของท่านไปชั่วชีวิต หากแต่ท่านเมตตาช่วยเหลือข้า แม้ต้องแลกด้วยชีวิตข้าก็จะทำตามความประสงค์ของท่าน ได้โปรดช่วยเหลือข้า เพื่อที่ข้าจะได้มีโอกาสแก้แค้นหมู่มารที่สังหารบิดาข้าด้วยเถอะ" องค์ชายกิเลนกัวเจ๋อรุ่ยพูดไปก็ไอไปด้วย สภาพร่างกายของมันตอนนี้ย่ำแย่ที่สุดแล้ว
ฉินเทียนวาดมือครั้งหนึ่งเป็นวงกลมเกิดเป็นแสงสว่างวูบวาบออกมา ห้าธาตุคล้ายบรรจบ สรรพธาตุก่อกำเนิด ห้าธาตุอยู่ดีๆ ก็ปรากฏและหมุนวนไปมา ดวงแก้วที่ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของแต่ละธาตุสว่างไสวไปมางดงามตระการเกิดคาดหมาย จากนั้นในไม่ช้าในมือของฉินเทียนก็มีแสงสว่างสีทองสว่างวาบออกมาบดบังทุกสิ่งอย่าง มันสว่างราวอาทิตย์สุริยันฉายแสง
เหล่าอสูรบุรุษหนุ่มทั้งหลายที่ได้เห็นก็คล้ายตกตะลึง ไม่เคยเห็นอิทธิฤทธิ์ควบคุมธาตุที่ตระการตาและแลดูยิ่งใหญ่เช่นนี้มากก่อน
เป็นอีกครั้งที่ฉินเทียนซื้อสรรพวิชาที่เน้นโชว์มิเน้นใช้งานมา เคล็ดวิชา [ควบคุมห้าธาตุระดับต้น] ถูกเรียกใช้สร้างธาตุทั้งห้าจากความว่างเปล่า เคล็ดวิชาหากินเช่นหัตถ์นางสวรรค์ ถูกใช้สร้างแสงสว่างวาบสีทองดุจแสงสุริยัน มันหลอกสายตาของเหล่าบุรุษหนุ่มอสูรได้อย่างแนบเนียน
ไม่ช้าตรงมือของฉินเทียนก็คล้ายมีโอสถ 4 ลายเส้น ลอยอยู่บนมือ
ทุกคนที่เห็นภาพนี้ล้วนตกตะลึง
องค์ชายกิเลนกัวเจ๋อรุ่ยถึงกับขยับปากพึมพำ สำหรับตัวมันแล้วสิ่งที่มหาบุรุษตรงหน้ากำลังทำ ช่างคล้ายกับสิ่งที่ถูกขีดเขียนไว้ในบันทึกลับแห่งมหาราชวังของมันเหลือเกิน
"... ขอบ...เขต... เทวะอัศจรรย์"
ซีซวน ซีห่าว ที่ได้ยินองค์ชายพูดเช่นนี้ก็คล้ายสนใจพร้อมนึกถึงเรื่องเล่าบางอย่างในครอบครัว ที่มีแต่บรรพชนหรือหัวหน้าหรือคนสำคัญของตระกูลเท่านั้นที่รับรู้ เรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของมหาจักรวาล ตัวตนที่ถูกนับว่ามีอำนาจแห่งเทวะที่แท้จริง
ซึซวน ซีห่าวคล้ายนึกไปถึงคำพูดของท่านปู่มหาบรรพชนของตัวมัน ยามเมื่อเล่าเรื่องของเทวะอัศจรรย์
"ซีซวน ซีห่าว เหลนรักของปู่เจ้ารู้ไหม ในมหาจักรวาลนี้ในหมู่ชาวสวรรค์ เศษเสี้ยวเทวะที่ปู่เป็นกระประดุจธุลีดิน มิได้เก่งกล้าอะไรในโลกหล้ามหาจักรวาลแม้แต่น้อย แม้ในดารานี้ปู่จะแลดูยิ่งใหญ่เป็นที่นับหน้าถือตา หากแต่ในเขตดาราแห่งชาวสวรรค์ ปู่นั้นแทบมิได้ต่างจากผู้สามัญเลยแม้แต่น้อย ในมหาจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้หากจะมีซักขอบเขตที่เรียกว่าได้รับความกลัวเกรงในดาราแห่งชาวสวรรค์เทวะอัศจรรย์นั่นแหละจึงจะเป็นผู้ที่เรียกว่าได้รับความยำเกรง"
ซีซวน ซีห่าว ในวัยเด็กรีบร้องถามท่านปู่ของมันว่าเทวะอัศจรรย์นั้นคืออะไร
ท่านปู่มหาบรรพชนของมันก็หัวเราะและพูดกล่าว บอกเล่าเรื่องราวของเทวะอัศจรรย์
"ทำสิ่งที่ราวกับปาฏิหาริย์ ในความว่างเปล่าที่มิมี ทำให้มี ทำสิ่งที่มิอาจจะรับรู้ ให้รับรู้ เดินข้ามจักรวาลราวพริบตา เสกสรรสมบัติของวิเศษได้ดั่งใจนึก เจ้าว่านี่มันยอดเยี่ยมไหมล่ะ นิแหละขอบเขตแห่งเทวะอัศจรรย์ เทวะที่สามารถเสกสรรสิ่งต่างๆ ได้ราวปาฏิหาริย์"
.
.
.
ซีซวน ซีห่าวกล่าวน้ำเสียงสั่น "ท่านผู้สูงส่ง... ท่าน... ท่านคือเทวะอัศจรรย์"
ฉินเทียนยืนนิ่งเฉย ไม่พูดตอบรับ และไม่กล่าวปฏิเสธ เมื่อเหล่าเด็กน้อยจะคิดเช่นนี้ ตัวมันก็จะให้คิดไป พร้อมภายในใจที่สุขสันต์ เมื่อรับรู้ว่าเหยื่อกินเบ็ดแล้ว แถมกินตะกละมูมมามจนถลำลึกกว่าที่มันคาดหมายหลายเท่านัก
แต่เดิมมันคาดหวังเพียงหาผู้ศรัทธาได้อีกเพียงแค่ไม่กี่คน
หากแต่ตอนนี้ด้วยน้ำเสียงสั่นไหวของ ซีซวน ซีห่าว และองค์ชายกิเลนที่นอนพะงาบพะงาบราวกับปลาขาดน้ำ
เหล่าอสูรวัยหนุ่มทั้งหลายก็ล้วนตกตะลึง
บ้างก็รู้ว่าเทวะอัศจรรย์คืออะไร บ้างก็มิรู้ หากแต่เมื่อถามมิตรสหายใกล้ตัว แล้วรู้ว่าเทวะอัศจรรย์คืออะไร ตัวพวกมันก็คล้ายสั่นสะท้าน
เพราะเป็นที่รู้กันว่าในดาราแห่งนี้ แม้แต่สำนักอันดับหนึ่งแห่งแดนอสูรนี้ก็ยังมีเพียงแค่ครึ่งก้าวเทวะอัศจรรย์เพียง 1 ซึ่งก็คือท่านเจ้าสำนักในตำนานแต่เพียงเท่านั้น นอกจากนั้นทั่วมหาดาราแห่งนี้ก็มิมีใครอยู่ใกล้เคียงระดับเทวะอัศจรรย์อีก หากมหาบุรุษผู้นี้คือเทวะอัศจรรย์ นี่มิใช่ว่าพวกมันกำลังได้เห็นตัวตนที่มีอยู่แต่เพียงในตำนานบอกเล่าของชนชาวอสูรในดินแดนนี้หลอกรึ
ฉินเทียนมิพูดกล่าว มันนำโอสถวิเศษลอยไปตรงหน้าขององค์ชายกิเลนพร้อมพูดกล่าว
"จงกินมันซะ"
ไม่ช้าก็วาดมือเกิดเป็นลำแสงวิงวับตระการอีกครู่ใหญ่ซาลาเปาลูกแล้วลูกเล่าก็ปรากฏออกมาล่องลอยรอบตัวของฉินเทียนมัน
ก่อนที่ในไม่ช้าจะลอยไปที่ตรงหน้าของทุกคน
ฉินเทียนพูดกล่าวอีกครั้ง
"พวกเจ้าก็ด้วย จงกินมันซะ อาการจะได้ดีขึ้น"
ไม่ช้าเหล่าอสูรทั้งหลายก็ต่างรีบกลืนซาลาเปานั้นเสีย
ไม่ช้าแต่ละคนก็ราวกับมีหมูนับร้อยตัววิ่งตะกุยอยู่ในปากสร้างความสุขสมแห่งการกินเป็นที่สุด ไยไอ้เจ้าซาลาเปาลูกนี้จึงช่างอร่อยล้ำถึงเพียงนี้
บางคนถึงกับน้ำตาไหล ความอร่อยเช่นนี้มีอยู่จริงได้อย่างไร เหตุใดรสชาติซาลาเปาหมูนี่จึงได้ช่างเหนือคำบรรยายนัก
องค์ชายกิเลนตอนนี้เมื่อกลืนโอสถร่างกายมันก็คล้ายมีไอ้เย็นปกคลุม เส้นชีพจรวิญญาณที่บอบช้ำคล้ายได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าตัวมันก็ราวกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง
ตอนนี้เหล่าอสูรหนุ่มแต่ละตนต่างมองฉินเทียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้ายิ่งนัก
.
.
.
ฉินเทียนมิได้รอให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ช้ามันก็พูดกล่าว
"เหล่าวัยเยาว์ทั้งหลาย ก็เป็นไปตามที่ข้าได้เคยบอกกล่าว ศึกมหากาฬกับหมู่มารกำลังจะมาถึงอีกในไม่ช้า ตัวข้าก็คล้ายมีภารกิจอันหนักอึ้ง หากแต่ในเวลานี้ เมื่อการพบเจอของพวกเราราวกับวาสนา ข้าจะถามพวกเจ้าแค่ทำถามเดียว พวกเจ้าจะติดตามข้าเพื่อเป็นศิษย์อสูรต่อสู้กับหมู่มาร หรือจะจากไปและเลือกเดินเส้นทางที่เจ้าปรารถนาก็เชิญเถอะ"
ฉินเทียนกล่าวจบก็ทำตัวดุจเทพเทวะ เดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย
หากแต่เพียงก้าวเดินไปได้ ไม่กี่ก้าว เสียงร้องของหนึ่งบุรุษอสูรก็ร้องดัง พร้อมก้มกราบคุกเข่า
"ท่านผู้สูงส่งข้ากัวเจ๋อรุ่ยขอติดตามท่านชั่วชีวิตขอรับ แม้ต้องเป็นทาสบ่าวข้าก็จะมิปริปากเลยแม้แต่น้อย"
ไม่ช้าก็มีเสียงอสูรหนุ่มตนอื่นๆ ร้องกล่าวไม่ต่างกัน
.
.
.
ฉินเทียนแย้มยิ้มในใจ พร้อมคิด
'ไอ้ตัวดี ไม่เสียทีที่ข้าใช้แต้มบุญเพื่อเจ้าไปถึง 10 ล้านแต้มบุญ ซื้อหาโอสถวิเศษรักษาชีพจรวิญญาณจากศาลเทพสวรรค์เพื่อช่วยเจ้า หึหึ ดีมากดีมาก ทำได้ดีจริงๆ ส่วนพวกที่เหลือพวกเอ็งทุกตัวล้วนได้กินซาลาเปาศาลเทพสวรรค์ราคา 10000 แต้มบุญ จำไว้เลยนะพวกเอ็ง พวกเอ็งต้องสร้างแต้มบุญคืนข้าให้มากกว่าราคาซาลาเปารู้ไหม ไม่เช่นนั้นบิดาจะกระทืบพวกเอ็งเช้าเย็นเลยรู้ไหม เพราะแต้มบุญส่วนนี้บิดามีไว้สำหรับลูกสาวของบิดาเท่านั้นกร๊ากๆ'
'อีกนิดเดียวภารกิจก็จะเสร็จแล้ว ไม่ช้าบิดาก็จะได้กลับบ้านไปหาเจ้าตัวน้อยแล้ว คิกคิก' ฉินเทียนเมื่อคิดถึงบุตรธิดาตัวมันก็คล้ายมีความสุขนัก
.
.
.
ไม่ช้าเมื่อฉินเทียนในร่างของอสูรผู้สง่างามเห็นเป็นเช่นนี้ ตัวมันก็ทำท่าคล้ายพยักหน้ารับ พร้อมบอกกล่าวว่า ต่อจากนี้ไปพวกมันเหล่าอสูรหนุ่มทุกตนได้เป็นผู้ร่วมวิถีกับตัวมันแล้ว พร้อมนับเป็นศิษย์อาจารย์ และตัวมันก็ยินดียิ่งที่จะรับอสูรหนุ่มทุกตน ณ ที่แห่งนี้เป็นศิษย์นอกของตัวมัน
ไม่ช้าก็มีอสูรตนหนึ่งถามฉินเทียนขึ้นด้วยความใคร่รู้
"ท่านอาจารย์มหาอสูรเทวะผู้สูงส่ง ไม่ทราบว่าพวกเราจะไปที่ใดกันหรือขอรับ"
ไม่ช้าฉินเทียนก็ชี้ไปที่ภูเขาสีดำทมิฬลูกหนึ่ง
และนั่นก็ทำให้เหล่าอสูรหนุ่มทั้งหลายถึงกับสั่นกลัว พร้อมพูดกล่าว
"นั่น... นั่นมัน [ภูเขาทมิฬซากอสูร] "
ในหมู่อสูรหนุ่มทั้งหลายก็มีหลายคนนักที่มิรู้ความ มันมิรู้ว่าภูเขาทมิฬซากอสูรคืออะไร มันจึงกล่าวถามผู้เป็นสหาย
"ภูเขาทมิฬซากอสูรคืออะไรรึสหาย"
องค์ชายกิเลนอสูรที่ได้ยินแต่ไกลจึงพูดกล่าว เพราะมันรู้จักสิ่งนี้ดียิ่งกว่าใคร
"ภูเขาทมิฬซากอสูรคือดินแดนแห่งความตายของเราชาวอสูร ว่ากันว่าภายในดินแดนนั้นได้ซุ่มซ่อนความลับเอาไว้มากมาย หากแต่ตลอดหนึ่งกัปกัลป์ว่ากันว่าไม่มีผู้ใดที่เข้าไปแล้วได้กลับออกมา หากแต่โชคดีที่ราชวงศ์อสูรของข้านั้นได้สืบทอดอารยธรรมและบันทึกโบราณมาจึงได้ล่วงรู้บางสิ่งอย่างที่มิมีใครรู้ ว่าแท้จริงแล้วภูเขาทมิฬซากอสูรคือดินแดนลี้ลับมันเป็นสมบัติสวรรค์ชิ้นหนึ่ง หากแต่มันคืออะไรไม่มีใครรู้ หลายแสนปีมานี้มีเทวะอัศจรรย์จากแดนอื่นมากมายมาที่นี่ เพื่อเข้าไปหาสมบัติภายใน หากแต่ก็ไม่มีใครกลับออกมาได้อีก..."
พูดถึงตรงนี้องค์ชายกิเลนก็หันไปมองทางฉินเทียนอย่างภูมิใจ
ตัวมันนั้นคิดว่ามหาบุรุษอสูรผู้นี้ช่างยิ่งใหญ่นัก
องค์ท่านคงสยบและล่วงรู้ความลับอันยิ่งใหญ่ของภูเขาทมิฬซากอสูรนี้ และหลบซ่อนตัวหรืออาศัยอยู่ในนั้นอย่างเงียบๆ เป็นแน่
ท่านมหาเทวะอสูรความสูงส่งและความเหนือล้ำของท่านช่างเหนือจินตนาการจริงๆ
องค์ชายกิเลนคิดไปเองอย่างเพ้อฝัน
.
.
.
หากแต่ในใจฉินเทียนตอนนี้เล่า
.
.
.
ฉินเทียนตอนนี้ราวกับเป็นคนบ้าใบ้อีกครั้ง
คำพูดจาขององค์ชายกิเลนเข้าหูมันทุกคำ
มันอยากตบปากตัวเอง และตัดมือไม้ของมันทิ้งนัก ภูเขารอบบริเวณนี้มีเป็นหมื่น เป็นแสนเหตุใดมันถึงนัดแนะเหล่านางสตรีอสูรตัวน้อยไป ณ ที่แห่งนั้นได้
ความฉิบหายเกิดขึ้นกับมันอีกแล้ว
ฉินเทียนก้าวเดินนำอยู่ด้านหน้า โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีคนมองเห็นหน้าตาของตัวมันนั้นเป็นเช่นไร
บัดนี้ใบหน้าของมันคล้ายผ้ามิได้ซักถูกนั่งทับจนแบนยู่ยี่เป็นที่สุด
นัยน์ตาคล้ายมีน้ำตาคลอ ก้อนหยดน้ำใสๆ เล็กเป็นประกายอยู่ข้างสองตา
ในใจก็ได้แต่บ่นด่ากับตัวเอง 'ฉิบหายอีกแล้ววววว!!! และแบบนี้เมื่อไรจะได้กลับไปหาเจ้าตัวน้อยเสียที... เวรเอ๊ยยยยยย'
.
.
.
แล้วความลับของภูเขาทมิฬซากอสูรคืออะไร
.
.
.
เหล่านางกระต่าย อสูรแห่งเผ่าจันทรายามนี้ก็เร่งฝีเท้าเดินก้าวไม่หยุดมุ่งสู่ภูเขาทมิฬซากอสูร
เปาเปานางสตรีอสูรยามนี้มิยั้งมือไม้อีกต่อไป หากใครมาขว้างเส้นทางแห่งนาง
เจ้าแม่นางร้ายราวองค์ลง
ร่ายฤทธิ์ซัดใส่พวกมันอย่างมิสนใจ
ระหว่างทางมีเหล่าอสูรบำเพ็ญน้อยใหญ่ บ้างนอนตัวไหม้เพราะไฟอิทธิฤทธิ์ บ้างตนแข็งสั่นหนาวเย็นเพราะถูกผนึกด้วยเหมันต์แห่งฤทธา ตลอดทางพบเจอผู้ใดนางแทบใช้อิทธิฤทธิ์ไม่ซ้ำซากเลยแม้แต่น้อย ซัดสาดพวกมันอย่างไม่เกรงใจ
เหล่าผู้ติดตามที่ได้เห็นนางเป็นเช่นนี้ก็ต่างแปลกใจราวกับวันนี้คุณหนูมิได้เป็นเช่นเก่าก่อน
.
.
.
หากแต่เหตุผลที่นางเป็นเช่นนี้ก็เพราะ
ตรงหน้านางเม่ยเม่ยวิ่งก้าวแทบไม่ดูทิศทาง ในตาคล้ายมีรูปหัวใจปรากฏ มันเป็นอาการหลงเสน่ห์หลุมหลงในบุรุษอย่างชัดเจน
เมื่อเปาเปานางเห็นเช่นนี้ นางก็ทั้งโกรธแค้นทั้งหึงหวงเป็นที่สุด
เปาเปาคิดในใจ อย่างไรเสียนางต้องกำจัดมารหัวใจตนนี้ให้ได้
ดังนั้นระหว่างทางที่ก้าวเดิน นางจึงใช้ทุกผู้คนเป็นดังแท่นลับมีด ฝึกฝีมือไปในตัว
พร้อมเป็นที่ระบายแรงหึงห่วงอิสตรีของนาง
'เจ้าบุรุษอสูรนั่น ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร สูงส่งมากเพียงไหน หากแต่ หากแต่ข้าก็จะทำให้เจ้าเป็นเถ้าธุลีตายอย่างทรมานให้จงได้ หาเจ้าริมาแย่งชิงเม่ยเม่ยของรักของข้า เหอะ...เหอะๆ'
เปาเปาพูดกล่าวในใจพร้อมนัยน์ตาและรอยยิ้มที่แสนจะเจ้าเล่ห์เป็นที่สุด