บทที่ 2
จุดประสงค์ของตระกูลหยาง
ในตอนเย็นพ่อบ้านิก็มาตามตัวเธอ เพราะมีเื่สำคัญจะคุยด้วย ฟ่านซิงเยียนเดินตามแม่สามีและพ่อบ้านิโดยไม่เอ่ยถามอะไร จนกระทั่งมาที่เรือนใหญ่ด้านซ้าย เป็ห้องทำงานของผู้นำตระกูลหยางคนปัจจุบัน
“มาแล้วหรือ มานั่งสิ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยออกมา คนที่้าพบเธอก็คือผู้นำตระกูลหยาง หยางเหวินโจว
“น้องเจียอี้ออกไปเตรียมมื้อเย็นเถอะ พี่คุยธุระกับสะใภ้สี่เสร็จแล้วจะตามไป” เสียงทุ้มบอกภรรยาของตนเอง
“ค่ะคุณพี่” แม่สามีของเธอมีชื่อว่า หลินเจียอี้ มาจากสกุลหลิน แน่นอนว่าเป็หนึ่งในตระกูลที่มีอิทธิพลของเมืองปักกิ่งแต่เทียบไม่ได้กับห้าตระกูลใหญ่ แต่ก็ยังคงเป็หนึ่งในสิบตระกูลใหญ่ของปักกิ่งอยู่ดี
“เธอกินยาลูกกลอนแล้วรอดมาได้ นับว่าเป็ลิขิต์จริงๆ” ลิขิต์บ้านแกสิ เธอได้แต่คิดอย่างเดือดดาลในใจ แต่ต้องสงบจิตสงบใจของตัวเองไว้ก่อน
“ยาลูกกลอน?” เสียงหวานเอ่ยถามพ่อสามีด้วยน้ำเสียงแ่เบา แววตาและสีหน้าแสดงออกถึงความเ็ป หวาดกลัวและสงสัยอย่างชัดเจน เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าเธอรู้สึกยังไงเมื่อเอ่ยถึงยาลูกกลอน
“ยาปลุกพลัง เธอเองคงรู้ว่าประวัติและความเป็มาของตระกูลหยางของเรา ตระกูลของเราเป็ผู้ฝึกตนมา มีตำราการฝึกสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ยาลูกกลอนที่เธอกินเข้าไปคือยาปลุกพลัง กำเนิดแก่นลมปราณ ดีที่เธอมีโชควาสนาทำให้รอดมาได้ โอกาสเพียงแค่สามในสิบ เธอโชคดีจริงๆ สะใภ้สี่” โชควาสนาบ้าบออะไร เด็กสาวคนนั้นตายเพราะยาลูกกลอนบ้าๆ นั้นไปแล้ว
“สามในสิบ” บัดซบ เธอได้แต่สบถในใจ
“เจียอี้ไม่ได้บอกเธอหรอกหรือว่าหากกินยาปลุกพลังเข้าไป โอกาสที่จะรอดคือสามในสิบเท่านั้น แต่ฉันเข้าใจเจียอี้ คงกลัวว่าเธอจะเป็กังวล คิดมากเลยไม่บอกถึงผลที่ตามมา”
แม่สามีไม่ได้บอกอะไรเลย ร่างเดิมคิดว่ามันคือยาบำรุงร่างกาย ใครจะไปคิดว่ามันคือยาปลุกพลัง ถ้ารู้ใครจะเสี่ยงกิน
“แต่ก็ช่างมันเถอะ เธอรอดมาได้ หมอหลี่บอกว่าร่างกายของเธอมีแก่นปราณที่เป็พลังหยินบริสุทธิ์ นี่คือตำราฝึกตน เธอลองเอาไปอ่านและทำความเข้าใจดู หากเธอฝึกสำเร็จมันจะดีกับตัวเธอเป็อย่างมาก”
"ผู้ฝึกตนคือผู้ที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเป็ผู้ฝึกตนได้ สะใภ้ที่แต่งเข้ามาทุกคนไม่เคยได้รับโอกาสในการฝึกตน มีเพียงแค่เธอคนเดียวเท่านั้น"
“ตระกูลหยางให้ความสำคัญกับเธอมาก อย่าทำให้ผิดหวัง ้าอะไรเพิ่มเติมก็มาแจ้งพ่อบ้านิได้เลย” หยางเหวินโจวบอกกับลูกสะใภ้คนเล็ก นับว่าพ่อของเขามองคนไม่ผิด แม้ว่าหญิงสาวไม่ได้เกิดในตระกูลใหญ่ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ ในเมื่อเธอมีสิ่งที่ลูกหลานสกุลใหญ่ไม่มี
“ขอบคุณมากนะคะคุณพ่อ ฉันจะทำให้ดีที่สุดเพื่อตระกูลหยาง” ฟ่านซิงเยียนรับคำพ่อสามี การฝึกตน น่าสนใจไม่น้อย
ฟ่านซิงเยียนรับหนังสือที่อีกฝ่ายยืนให้มา ที่แท้ยาลูกกลอนคือยาปลุกพลัง สร้างแก่นลมปราณสำหรับฝึกตน ยานั้นคงมีมูลค่าไม่น้อย และหาได้ยากมาก ทำไมตระกูลหยางถึงต้องนำมันมาให้เธอ อีกทั้งยังมอบตำราการฝึกลมปราณให้อย่างใจกว้าง
ไม่ใช่ว่าตำราฝึกตน ควรสืบทอดให้เฉพาะสายเืตระกูลหยาง พวกเขาคงไม่ได้ใจกว้างอะไร เพียงแค่มีจุดประสงค์บางอย่าง ฟ่านซิงเยียนไม่ไว้ใจคนตระกูลหยาง ไม่ว่าจะเป็แม่สามีหรือพ่อของสามีล้วนแต่ไว้ใจไม่ได้
หลังจากรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จ เธอก็มาที่ห้องนอนของตนเอง ตั้งใจอ่านหนังสือที่ได้มา มีหนังสือเขียนวิธีการฝึกฝนตนเบื้องต้นเขียนเอาไว้ ด้วยความอยากรู้อยากลอง เธอเลยทำตามที่หนังสือบอก
นั่งสมาธิรวบรวมลมปราณ จดจ่อที่จุดตันเถียน สร้างแก่นปราณเพื่อเริ่มสู่เส้นทางฝึกตน หมอหลี่บอกว่าร่างนี้มีแก่นปราณหยินบริสุทธิ์
เธอรับรู้ถึงแก่นพลังปราณที่อยู่ในช่องท้อง มันค่อยใหญ่ขึ้นและแผ่ขยายเชื่อมต่อเส้นลมปราณในร่างกาย ทำให้ร่างกายเบาสบาย เดิมทีพลังพิเศษของเธอคือน้ำ อีกทั้งร่างนี้มีพลังหยินบริสุทธิ์ซึ่งก็คือความเย็นะเืจากลมปราณผสานเข้ากับน้ำได้พอดี
จากลูกบอลน้ำ กลายเป็ก้อนน้ำแข็ง
ปัง...
เสียงกระทบกับผนัง
“น้ำ กับน้ำแข็งช่างเข้ากันดีจริงๆ” แม้จะเป็ผู้มีพลังระดับหก แต่ไม่สามารถควบคุมให้น้ำที่เป็ของเหลวกลายเป็ของแข็งได้ แต่เมื่อมีแก่นลมปราณทำให้เธอควบคุมได้อย่างไม่น่าเชื่อ เื่นี้สร้างความดีใจให้เธอเป็อย่างมาก
นอกจากพลังพิเศษที่เธอมีเพียงคนเดียวแล้ว ยังได้มีโอกาสฝึกตน ช่างเป็พลังที่แข็งแกร่งจริงๆ
ฟ่านซิงเยียนไม่คิดจะอยู่ตระกูลหยางไปตลอด ดูเหมือนตระกูลหยางกำลังจะใช้ประโยชน์บางอย่างกับเธอ ถือโอกาสนี้ฉกฉวยประโยชน์ให้กับตัวเองก่อนก็แล้วกัน ทรัพยากรการฝึกตน หนังสือ ตำราที่ตระกูลหยางมี เธอจะใช้โอกาสเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด
ตอนเช้าเธอเอ่ยปากขออนุญาตกับพ่อบ้าน เพื่อเข้าไปในห้องสมุด แน่นอนว่ามันไม่ใช่ห้องสมุดธรรมดาทั่วไป เป็ห้องสมุดที่อยู่ทางด้านปีกซ้ายของตัวบ้าน เป็ห้องสมุดที่ต้องได้รับอนุญาตจากนายใหญ่เท่านั้น
แน่นอนว่าหยางเหวินโจวมีคำสั่งอนุญาตให้เธอเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด
“สะใภ้สี่สามารถเข้าออกห้องสมุดได้ อีกทั้งนายใหญ่ยังกำชับว่าให้สะใภ้สี่ใช้ห้องฝึกตนได้” พ่อบ้านคนสนิทดูเหมือนจะไม่ธรรมดา ที่แน่ ๆ น่าจะเป็ผู้ฝึกตน
ผู้ฝึกตนระดับ 1-9 และขั้นสูงสุดคือปรมาจารย์ ในประวัติศาสตร์มีน้อยมาก แต่เท่าที่อ่านความเป็มาดูเหมือนตระกูลหยางจะมีปรมาจารย์อยู่อย่างน้อยหนึ่งคนอย่างแน่นอน แต่ที่รู้คือไม่ใช่ หยางเหวินโจว อาจจะเป็ผู้าุโหรือผู้เฒ่าในตระกูลสักคน
“สะใภ้สี่มีพร์ แม้พึ่งเริ่มก็เป็ผู้ฝึกตนระดับสองแล้ว นับว่ามีพร์”
“ฉันยังต้องเรียนรู้อีกมาก หวังว่าจะได้รับคำชี้แนะจากพ่อบ้านิ”
“เชิญสะใภ้สี่ตามสบาย” อีกฝ่ายเอ่ยออกมาอย่างนอบน้อม ตอนนี้ความสนใจของเธอก็คือชั้นหนังสือ และห้องฝึกตน เป็ห้องที่อยู่ตรงมุมด้านในสุด
มีหินหยกขนาดใหญ่เท่าลูกฟุตบอลสีเขียว สีขาว สีชมพูและสีม่วงวางอยู่มุมห้อง ด้านในมีเพียงเบาะรองนั่งเท่านั้น ดูคลายลักษณะค่ายกล ไม่รอช้าเธอนั่งลงและโคจรพลังปราณให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง เป็การขยายแก่นลมปราณให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เหมือนว่าห้องนี้จะส่งเสริมให้โคจรพลังปราณได้เร็วขึ้น มิน่าถึงเรียกว่าห้องฝึกตน เธอใช้เวลาฝึกฝนอยู่ราว ๆ สองชั่วโมง จากนั้นก็เริ่มค้นหาหนังสือมาอ่าน
ต้องขอบคุณพลังพิเศษในวันสิ้นโลก มันช่วยให้สมองของเธอจดจำทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว นอกจากจะทำให้สายตามองเห็นได้ระยะไกล หูสามารถได้ยินเสียงที่อยู่ไกลออกไป ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว ขึ้นกับระดับพลังที่มี ยิ่งระดับสูงความสามารถเหล่านี้ก็สูงตามไปด้วย
จากการอ่านหนังสือทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ฝึกตนมากขึ้น ดูเหมือนตระกูลหยางจะสืบทอดเคล็ดวิชาหงส์เพลิง เป็วิชาธาตุไฟ จากหนังสือประวัติดูเหมือนตระกูลใหญ่อีกสี่ตระกูลก็มีวิชาประจำตระกูลเช่นกัน พวกเขาแข็งแกร่งเพราะมีผู้ฝึกตน มีทรัพยากรที่คนทั่วไปไม่สามารถได้
หลังจากฝึกตนอยู่หนึ่งเดือนเต็มๆ เธอสามารถควบคุมพลังได้ สร้างแก่นลมปราณที่มีความแข็งแกร่ง ผสานมันเข้ากับพลังพิเศษของเธอ เคล็ดวิชาของตระกูลหยาง เป็เคล็ดวิชาธาตุไฟ ไม่เหมาะที่เธอจะฝึกฝน ทำให้ฝึกแค่เคล็ดวิชาทั่วไป อย่างวิชาตัวเบาเท่านั้น
ตอนสายของวัน นายใหญ่ตระกูลหยางเรียกเธอเข้าพบ ดูเหมือนว่าแม่สามีจะเดินทางไปมาเก๊าั้แ่เมื่อสองวันก่อน
“นั่งลงสิ” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ
“ขอบคุณค่ะ” แน่นอนว่ามารยาทเป็เื่เคร่งครัดในตระกูลหยาง จึงทำได้เพียงปั้นหน้าแสร้งต่อไป
“พ่อบ้านิบอกว่าเธอมีความก้าวหน้า ฝึกเพียงหนึ่งเดือนก็ถึงระดับห้าแล้ว นับว่ามีพร์มากจริงๆ”
“นี่คือเคล็ดวิชาหยกเหมันต์ เหมาะสำหรับเธอมาก เงื่อนไขการฝึกค่อนข้างเยอะ เธอลองศึกษาดู”
“เคล็ดวิชาโบราณ” เธอศึกษาเกี่ยวกับการฝึกตนมาเป็อย่างดี ทำให้พอจะรู้ว่าเคล็ดวิชาที่อีกฝ่ายยื่นมาให้เป็เคล็ดวิชาโบราณที่แทบจะไม่มีใครฝึกแล้ว
“ใช่ เป็มรดกตกทอดของตระกูลหยาง แต่ไม่มีใครสามารถฝึกได้ เคล็ดวิชาหยกเหมันต์มีทั้งหมดเก้าขั้น หากเธอเริ่มฝึก ฉันแนะนำให้เธอไปฝึกที่เรือนไผ่หยก” หยางเหวินโจวบอกสิ่งที่เป็ประโยชน์กับหญิงสาวมากที่สุด เรือนไผ่หยกทั้งเงียบสงบ ไร้ผู้คนรบกวน เหมาะแก่การฝึกฝนวิชาหยกเหมันต์เป็ที่สุด
“เรือนไผ่หยกเหรอคะ?” เพราะในความทรงจำหรือั้แ่อยู่ในร่างนี้ไม่เคยได้ยินชื่อเรือนนี้
“ใช่ เป็บ้านตระกูลหยางที่อยู่ไกลออกไปนอกเมือง และเธอต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง” ด้วยพร์ที่สะใภ้สี่มี เขาจึงคาดหวังกับอีกฝ่ายไม่น้อย
“ฉันจะไปค่ะ รบกวนคุณพ่อแล้ว” ฟ่านซิงเยียนตอบตกลงด้วยความยินดี ไปอยู่ไกลหูไกลตาหน่อยนับเป็เื่ดี ในบ้านมีคนคอยสอดส่องอยู่ตลอดเวลา แทบจะกระติกตัวทำอะไรไม่ได้เลย
“ฉันจะให้พ่อบ้านิส่งคนไปจัดการ เื่เสบียงอาหารจะจัดเตรียมเอาไว้ให้”
“ขอบคุณมากค่ะ”
ฟ่านซิงเยียนถือหนังสือเคล็ดวิชาหยกเหมันต์เอาไว้แล้วกลับมาที่ห้องนอนของตัวเอง เก็บของใช้ส่วนตัวที่จำเป็ เธอกวาดมองเสื้อผ้าสีขาว สีชมพูอ่อน สีครีม ที่มีอยู่แต่ไม่คิดจะหยิบมันพับใส่กระเป๋าแต่อย่างใด ถือโอกาสนี้เปลี่ยนเป็แบบที่ถูกใจดีกว่า
เธอหันไปสนใจหีบเหล็กที่อยู่ใต้เตียง จำได้ว่าสินสอดที่ทางตระกูลหยางมอบให้ถูกเก็บเอาไว้เป็สินเดิมของเธอ มีเพียงเงินสดหนึ่งแสนหยวนที่มอบให้ตระกูลฟ่าน ซึ่งให้ครอบครัวลุงใหญ่และพี่ชายของเ้าของร่างอย่างละครึ่ง ส่วนที่เหลือเก็บเอาไว้ในหีบเหล็ก
ฟ่านซิงเยียนเปิดหีบออก พบว่ามีหยก เงินสด โฉนดที่ดิน โฉนดบ้านและตึกแถวอย่างละสามใบ เป็สินสอดที่ทางตระกูลหยางมอบให้สะใภ้ที่แต่งเข้ามา ที่ดินมีนอกเมืองปักกิ่ง ส่วนโฉนดบ้านเป็บ้านที่อยู่ที่ลั่วหยางและเมืองไคเฟิง
“เงินสดหนึ่งแสนหยวน” เพราะต้องฝึกงานบ้าน งานเรือน มารยาทและศึกษากฎอันแสนคร่ำครึกของตระกูลหยางทำให้ั้แ่แต่งเข้ามา หญิงสาวไม่เคยก้าวขาออกจากตระกูลหยางเลย เงินจำนวนนี้เลยไม่ถูกนำไปฝากเอาไว้ ก็ดีเหมือนกันเก็บไว้ในมิติปลอดภัยกว่าเยอะ
และจำนวนเงินหนึ่งแสนหยวนจะเป็ข้ออ้างที่เธอจะออกไปเดินห้าง ออกไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย อยากจะเห็นความเป็อยู่ของผู้คนในยุคนี้ แม้จะเคยอ่านประวัติศาสตร์ผ่านตามาบ้างแล้ว แต่เชื่อเธอว่าเธอยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก
ความฝันของเธอคือนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลของแผ่นดิน แน่นอนว่าเส้นทางในอนาคตคงไม่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน
ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึง นี่คือสิ่งที่เธอบอกกับตัวเอง
แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ต้องเริ่มจากสืบข่าวหาข้อมูลของ หยางอี้เฉินผู้เป็สามีตามกฎหมาย ว่าอีกฝ่ายไปมุดหัวอยู่ที่ไหน จากความทรงจำของร่างเดิมก็เจอกันเพียงวันเดียวคือวันแต่งงาน ตอนนี้ผ่านมาสามเดือนแล้ว อีกฝ่ายไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็น
เมื่อเอ่ยถามแม่สามีก็ได้คำตอบเดิมๆ คืออีกฝ่ายไปทำงาน ยังไม่มีกำหนดกลับมาที่ปักกิ่ง ทำให้ฟ่านซิงเยียนแอบน้อยใจ เพราะเธอ้าแรงสนับสนุนจากอีกฝ่ายเพื่อเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย น่าเสียดายที่ไม่มีแม้แต่ช่องทางติดต่อ ทั้งๆที่แม่สามีมี แต่หล่อนกลับไม่เคยพูดถึง ทำราวกับพยายามกีดกันลูกชายให้ออกห่างจากตัวเธอ
แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงออกว่ารักและหวังดี อยากจะให้เธอเป็ภรรยาและสะใภ้ที่ดี การกระทำของแม่สามีช่างย้อนแย้ง เหมือนกำลังปิดบังบางเื่เอาไว้ ในไม่ช้าเธอจะต้องรู้จุดประสงค์ของแม่สามีอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้ ก่อนที่จะออกไปจากบ้านตระกูลหยาง เธอจะต้องอ่านหนังสือพวกนี้ให้จบเล่ม พ่อบ้านิไม่อนุญาตให้นำหนังสือออกจากบ้านตระกูลหยาง เพราะมีกฎเขียนเอาไว้ชัดเจน ยกเว้นหนังสือการฝึกตนที่พ่อสามีมอบให้
เธอต้องใช้มันเพื่อฝึกฝนตามหนังสือที่ได้มา จึงได้รับอนุญาตให้นำไปด้วย อภิสิทธิ์เยอะเกินไปแล้ว
มาหาคำตอบว่าตระกูลหยาง้าอะไรจากสะใภ้คนนี้
---TBC---