God diary บัญญัติเทพพิชิตโลก

    มหันตภัยป่าโบราณ

            ตาสีเหลืองเข้มกลมโตคู่ใหญ่ลอดผ่านพงไม้ออกมาพร้อมศรีษะขนาดกว้างเกินกว่า5เมตร เกร็ดแข็งสีเขียวเข้มตลอดทั้งลำตัว มันวาวราวกับอัญมณี ปกคลุมตั้งแต่หัวจรดปลายหาง ความสูงวัดได้เมื่อยื่นสี่ขายาวจากพื้นประมาณ7เมตร  ขนาดใหญ่กว่าเจ้าตัวที่เจอตรงหน้าด่านทางเข้าถึงเท่าตัว มันเป็นตัวเมียขนาดเขื่องไม่มีแผงคอเหมือนตัวผู้ ร่างยักษ์หนักหลายตันตบเท้าเข้ามาเร็วไม่สมกับขนาดตัวของมัน 
    "หยิบปืนยิงเข้าไปเลย" 
    ใครคนหนึ่งในบรรดาลูกกระบวนตะโกนบอก กลุ่มลูกจ้างที่อยู่ใกล้ที่สุดคว้าอาวุธขึ้นประทับบ่าลั่นไกปล่อยกระสุนออกไปนับไม่ถ้วน ปืนหลายสิบกระบอกส่งเสียงดังลั่นแผดกัมปนาถ เจ้ายักษ์ใหญ่สะดุ้งโหยงเมื่อถูกกระสุนจำนวนมากเล่นเข้าใส่ร่างกายมันชะงักแล้วม้วนตัวหลบไปด้านหลัง ส่งเสียงร้องคำรามน่าหวาดกลัวเมื่อถูกลูกตะกั่วกระแทกทำลายผิวด้านนอก
    การโจมตีของกลุ่มคณะเดินทางเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อ จำนวนคน ในขบวนถือปืนออกมาประทับยิงสมทบเพิ่มเติมอีกจำนวนนับร้อย ยืนกระจายกันเรียงหน้ากระดานยาวจนแทบสุดสายตา บ้างก็หลบอยู่ตามช่องหินและโคนต้นไม้ สัตว์ร่างยักษ์ดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด ปานถูกน้ำกรดร้อนสาด มันสะบัดหางเหวี่ยงเข้ามาใส่บรรดาลูกขบวนในคณะ 
    แส้ก้อนเนื้อลำยาวราวกับต้นมะพร้าวขนาดใหญ่ สะบัดส่งเสียงเฟี้ยวฟ้าว ลอยมาตามลมมากระแทกเข้ากับพื้นเบื้องหน้ากลุ่มคนงานที่ยืนอยู่ตรงหน้าสุด พื้นดินที่อยู่ตรงนั้นระเบิดออก รากต้นไม้ขาดกระจุยกระเด็นกระดอนว่อนอยู่ในอากาศ แรงสั่นสะเทือนจากการประทะ ผลักร่างของคนงานที่อยู่แถวหน้าสุดกระเด็นล้มไปตามกัน ต่างลุกวิ่งหนีตายกันให้ควักขาดสติเมื่อถูกโต้กลับโดยสัตว์ประหลาดที่โตเต็มวัย 
    "อย่าหนีสิวะ มันกำลังเจ็บอยู่ซัดเข้าไปอีก"
    หัวหน้าคณะเดินทางป้องปากตะโกนสั่ง เขาสะบัดหน้าด้วยความเดือดดาลเมื่อเห็นพวกคนงานแตกตื่น รีบคว้าปืนวิ่งออกมายืนอยู่แนวหน้าลั่นไกจนหมดกระสุนแล้วหยิบเติมลงไปใหม่ พวกหัวหน้ากองที่เคยอยู่แนวหลังเมื่อเห็นผู้นำขบวนออกมารบด้วยตนเองก็ตะหวาดสั่งลูกน้องให้รุกคืบจู่โจมหนักขึ้นเรื่อยๆ 
    กิ้งก่าตัวเมียเจ็บหนักกว่าตอนแรงเพราะถูกการโจมตีระรอกหลังกระหน่ำซัดอย่างไม่เว้นจังหวะหายใจ เกร็ดหนังอย่างหนาเปิดออกเกือบทั่วลำตัวของมันแต่กระนั้นมันก็ยัลคงตั้งท่าขู่เหมือนจะพุ่งเข้าใส่ตลอดเวลา 
    "ไม่ไหวนายท่าน มันอึดเหลือเกินขอรับ สั่งคนของเราให้ถอยก่อนดีกว่า" 
    รีอาร์ที่เพิ่งเข้ามาสมทบภายหลังเสนอแนะ ในขณะที่มือก็หยิบหอกเหล็กออกมาซัดเข้าหาศัตรู เจ้าแท่งขนาดยาวแข็งแกร่งด้วยมวลน้ำหนักประกอบกับสปีริตอัดเข้าไปเต็มปริมาณทะยานเข้าหาโคนหางใหญ่ซึ่งเหวี่ยงเข้ามาพอดี สองอาวุธต่างสถานะปะทะกันในจังหวะที่เหมาะสมเกินกว่าใครจะคาดคิด 
    ปลายหอกแหลมฉาบพลังแฝงพุ่งตัดผ่านก้อนเนื้อขนาดใหญ่ปลิวสะบัดไหวกลางอากาศขาดออกจากร่าง ร่วงลงพื้นดิ้นพล่านฟาดไปมาราวกับมีชีวิต กิ้งก่ายักษ์ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด มันกระโจนขึ้นหาผนังพยายามตะกายยึดเกาะขึ้นที่สูงในสภาพหางขาดด้วนโลหิตสาดกระเซ็น
    "อย่าปล่อยให้มันหนียิงเข้าไปอีก ยิงมันเข้าไป"
    เสียงลูกจ้างคนหนึ่งตะโกนบอก พร้อมกับพูดเขานำพวกพ้องวิ่งไล่สาดกระสุนใส่เจ้ายักษ์ใหญ่อย่างไม่ลดละ มันไต่กำแพงสูงขึ้นเกาะอยู่ตรงหน้าผา หันก้มลงมาร้องขู่อย่างโกรธเกรี้ยว บรรดาลูกขบวนอีกจำนวนหนึ่งวิ่งตามออกมาสมทบกลุ่มแรกด้วยความคึกคะนองแผดลั่นไกใส่กันไม่ยั้งแหงนขึ้นที่สูง
    "อย่าเข้าไปรีบถอยออกมาเดี๋ยวนี้" 
    รีอาร์ออกคำสั่ง แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงเพราะปืนดังอยู่ไม่ขาดสาย ทาร่าวิ่งนำหน้าขึ้นไปหมายจะร้องเตือนทุกคนให้รีบถอยกลับมา 
    "ไม่ดีแน่แล้วท่านหัวหน้า มันกำลังเจ็บหนักเลย" 
    ไคลม์เดินเข้ามาจากทางด้านหลังให้ความเห็น
    "ว่ากันว่าสัตว์ที่ถูกทำให้เจ็บ ยิ่งเจ็บก็ยิ่งร้าย" 
    "ข้าก็คิดแบบเดียวกัน" รีอาร์เสริม
    "ทำยังไงดีหล่ะ หยุดคนงานของเราไม่ได้เลย" หัวหน้าคณะเอ่ยสีหน้าดูเครียดๆ
    สถานการณ์ในตอนนั้นชุลมุนวุ่นวายเกินกว่าจะยับยั้งได้ ทั้งเสียงแตรเป่า ทั้งเสียงสัญญาณต่างๆ ถูกนำมาใช้ในการหยุดการเคลื่อนไหวของทุกคนในขบวน แต่ก็สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง บรรดาคนที่เตรียมจะวิ่งออกไปสมทบหยุดชะงักเพราะคำสั่งที่ได้รับจากรีอากับหัวหน้าคณะเดินทาง ในขณะที่กองหน้าซึ่งวิ่งออกไปก่อนนั้น ไม่ได้ยินเสียงเตือนหรือสัญญาณดังกล่าวเพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับการยิงศัตรูที่ปีนป่ายตามหน้าผา
    ระยะห่างระหว่างพวกเขากับขบวนเกวียน ยิ่งไกลออกไปมากขึ้น ไม่มีใครคิดหันหลังกลับโดยง่ายเพราะกำลังได้ใจหมายจะล้มเจ้ายักษ์ใหญ่ตัวนี้ลงให้ได้ 
    "เจ้าพวกโง่เอ๊ย แบบนี้ไม่ดีแล้ว รีอาร์เจ้าตามไปสมทบทาร่าที หากมีอะไรเกิดขึ้นไม่ชอบมาพากล พวกเจ้าทั้งสองคนต้องเอาให้อยู่ อย่าปล่อยให้มีใครตายเด็ดขาด"
     คล็อกครัชสั่ง ลูกจ้างหนุ่มพยักหน้ารับบัญชา คว้ากระเป๋าหอกวิ่งตามออกไปอย่างรวดเร็ว แถวขบวนภายในแคมป์ถูกจัดขึ้นมาป้องกันเกวียนแต่ละคันเป็นแนวสี่เหลี่ยมโดยไม่ได้นัดหมาย กำแพงมนุษย์ร่วมสามร้อยกว่าคนยืนปกป้องสัมภาระภายในอย่างแข็งขัน ปืนทุกกระบอกเชิดหน้าขึ้นรอบทิศทางตามคำสั่งของบุรุษพเนจร ชาล์เรียสไคลม์ประเมินทุกอย่างเอาไว้โดยรอบขอบเขาสั่งปลดทาร์ซลากเกวียนออกจากหลักที่ผูกพวกมันเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน 
    คนงานจำนวนหนึ่งถือเหล็กยาวรูปทรงประหลาดคล้ายดาบออกมาจากกองเกวียนสัมภาระสวมมันติดกับเขาหรือนอของเจ้าสัตว์ลากเกวียนตามคำสั่งของชายหนุ่ม มันเป็นเหล็กแหลมที่สภาพด้านในกลวงยาวตั้งแต่โคนจนถึงช่วงปลาย มีเอาไว้เพื่อสวมคลอบป้งกันนอของทาร์ซทั้งยังเป็นอาวุธเสริมที่คมกริบ ไคลม์เดินเข้ามาจับเช็คความแน่นของสายรัด เขาพยักหน้าบอกทุกคนให้ทำตามแบบเดียวกันกับตัวที่เหลือทั้งหมด 
    หัวหน้าคณะเดินทางประหลาดใจเมื่อได้เห็นสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้
    "พวกนี้คือ?"
    "ดาบเขาที่ข้าสั่งให้คนงานหลอมขึ้นมาจากเศษเหล็กที่เหลือจากนำมาทำปืนหน่ะขอรับ มันเหมาะสำหรับใช้เป็นอาวุธติดให้กับพวกทาร์ซในกรณีที่จะต้องปะทะในยามจำเป็น"
    ไคลม์อธิบาย
    "ข้าไม่ยักรู้ว่าพวกเรามีของพวกนี้ด้วย เจ้าแอบไปทำตั้งแต่ตอนไหนรึ เท่าที่ทราบมาพวกเราแทบไม่มีเวลาเหลือเลยหลังจากทำปืนเสร็จ"
    "อ๋อ ก็ตั้งแต่เริ่มทำปืนพร้อมกับกระสุนนั่นแหล่ะขอรับ ข้าสั่งให้คนงานเก็บเศษเหล็กที่เหลือจากการหลอมไว้ตลอดไม่ให้เสียของทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ ขอแบ่งกำลังส่วนหนึ่งจากทาร่ามาแอบทำเก็บไว้ใต้ท้องเกวียนแต่ละหลัง นี่ก็กำลังคิดหาจึงหวะเตรียมจะใช้อยู่พอดีเลย โอกาสเหมาะจริงๆขอรับ"
    ชายหนุ่มเอ่ยกับหัวหน้าคณะ คล็อกครัชยิ้มให้เขาดูชอบใจกับความคิดของไคลม์อยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มสั่งให้พลขับขึ้นประจำที่บนหลังของทาร์ซ ทั้งหมดนำปืนติดมือไปคนละกระบอกควบสัตว์ประจำตัวออกมายืนเรียงแถวหน้ากระดาน ไคลม์ขอยืมกวางเขาดาบของรีอาร์จากหัวหน้าคณะเดินทางพร้อมกับหอกสลับคม1ถุงแบกขึ้นบ่า ควบสัตว์เขายาว4ขาออกมายืนนำขบวนทัพทาร์ซจำนวนนับหลายสิบ ส่งเสียงตะโกนให้แย่งกลุ่มกันกระจายตัวออกโดยมีหัวหน้ากองขบวนที่เหลือเป็นผู้นำ ทั้งหมดภายใต้การนำของบุรุษพเนจรตั้งขบวนพร้อมเตรียมรับมือกับสถานะการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด 
    บัดนี้กลุ่มที่ไล่ตามกิ้งก่ายักษ์ไปยังไม่มีวี่แววจะถอยกลับโดยง่าย เสียงปืนยังคงดังระงมอยู่เบื้องหน้าไม่ขาดสายประกอบกับเสียงร้องคำรามของสิ่งมีชีวิตตัวปัญหาเบื้องหน้าที่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ
    หัวหน้าคณะเดินทางขมวดคิ้วเพราะไม่ทราบสถานะการณ์เบื้องหน้า ได้แต่หวังในใจว่าทุกคนจะกลับมาโดยปลอดภัย
    "พ่อหนุ่ม ทำไมเราถึงไม่ควรไล่ตามมันไปละ เมื่อกี้ที่เจ้ากับรีอาร์เห็นตรงกันท้วงไม่ให้ใครตามมันเพราะอะไรรึ?"
    คล็อกครัชถาม
    "ท่านคงไม่ลืมฉายยาของที่นี่กระมังครับ"
    หัวหน้าคณะเดินทางทำท่าครุ่นคิดก่อนจะเหลือกตาตอบกลับเหมือนได้คำตอบ
    "วงกตทะเลทราย"
    "ใช่" ไคลม์ยืนยันคำตอบนั้น
    "ชื่อของมันไม่ได้พูดถึงสถานที่ด้านนอกตรงทางเดินที่เราผ่านเข้ามา แต่ความจริงแล้วปากทางของเขาวงกตตัวจริงมันต่อจากนี้ไปตะหากขอรับ อีกอย่างตามที่ข้าประเมินจากสถานะการณ์และความเป็นจริงตามที่กล่าวก่อนข้างต้นแล้ว สัตว์ร้ายที่ได้รับบาดเจ็บนั้น ยิ่งเจ็บก็ยิ่งร้าย ตอนที่มันจู่โจมเข้ามาหาเรา มันเองก็คงไม่คิดว่าจะโดนสวนกลับด้วยปืนเพราะไม่เคยมีใครนำมาใช้ที่นี่มาก่อน ข้าคิดว่าที่มันเลือกถอยหลังจากได้รับบาดเจ็บหนักแล้วยังมีอะไรมากกว่าที่เราเห็นอีก รีอาร์เองก็คงจะรู้ข้อนี้โดยสัญชาติญาณเหมือนกันจึงร้องเตือนเป็นคนแรก"
    คล็อกครัชนิ่งฟังคำอธิบายพร้อมกับจินตนาการภาพตาม ก่อนสะดุ้งทำหน้าตื่น
    "หรือว่า มันกำลังล่อให้พวกเราเขาไปหลงในเขาวงกตงั้นเหรอ?" 
    ไคลม์หนุ่มพงกหัว
    "น่าจะมีอะไรมากกว่านั้นอีกขอรับ" 
    พร้อมกับเฉลย ชายหนุ่มชูมือขึ้นเป็นสัญญาณบอกให้ทุกคนเงียบและเตรียมพร้อม เหมือนมีบางอย่างผิดปกติจากที่เคยเป็นเมื่อซักครู่ ทั้งหมดระแวดระวังภัยจากรอบข้างเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เสียงปืนจากกลุ่มข้างหน้าสงบลงแล้ว ไม่มีเสียงคำรามของเจ้าสัตว์ร้ายร่างยักษ์แว่วมาให้ได้ยินเหมือนก่อนหน้านี้ บรรยากาศเย็นลงพร้อมกับความสงัดนิ่งโดยดุษณียภาพ ฝูงนกที่เคยส่งเสียงร้องตามยอดไม้ก็พากันสงบราวกับถูกจับหายเข้าถุงปุ๋ย ไม่มีสำเนียงใดๆแว่วมาในประสาทหูของทุกคนในที่แห่งนั้น 
    "อะไรกัน ทำไมจู่ๆถึงเงียบลงไปได้"
     คล็อกครัชพึมพำกับตนเอง สายตาจ้องยาวไปยังป่าต้นเฟรินสูงรกชัดในทิศทางเบื้องหน้า เป็นทางเดียวกันกับกลุ่มบรรดาคนงานวิ่งหายลับไปพร้อมกับรีอาร์และรองหัวหน้าคณะเดินทาง 
    ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีการโต้ตอบกันระหว่างผู้ไล่ล่ากับกลุ่มผู้ออกล่า ทุกอย่างเงียบชนิดผิดปกติมากกว่าเดินหลายเท่า คล็อกครัชตะโกนเรียกถามหวังว่าจะมีเสียงตอบกลับมาจากบรรดาผู้ล่วงหน้าไปก่อน ทว่ามันกลับไม่มีเสียงตอบรับกลับมาจากปลายทาง ยิ่งทำให้ทั้งหมดเป็นกังวลมากขึ้นไปอีก
    ลิซาน่าที่ยืนหลบอยู่หลังบิดากอดขาของคล็อกครัชแน่น เจ้าแมวน้อยเทียร์บี้กระโดดลงจากไหลของเธอ มันส่งเสียงขู่ร้องพองขนอย่างเกรี้ยวกราดตะหวาดใส่อะไรบางอย่างตรงทิศทางเบื้องหน้า ไคลม์อ่านบรรยากาศจากท่าทางของมันและดมกลิ่นจากสายลมที่พัดผ่านมาต้องจมูก สาบเหม็นรุนแรงคละคลุ้งลอยออกมาจากทิศทางเบื้องหน้า ไม่นานนักทั้งพื้นดินและกำแพงรอบข้างก็สั่นสะเทือนเล็กน้อยพอให้เห็นเศษหินขยับไปมา ไอเย็นเฉียบพุ่งถลาจากช่องเข้าเบื้องหน้าลอยปะทะเข้ามาร้าวกับเป็นสัญญาณบ่งบอกภัยแก่ทุกคน
    "เตรียมพร้อมประทับปืน"
    ไคลม์ตะโกนสุดเสียงกระชากเชือกในมือแรง กวางเขาดาบที่เขาขี่ยกขาขึ้นยืนส่งเสียงร้องสะบัดเขาไปมาเมื่อถูกกระตุ้นโดยชายหนุ่ม ทั้งหมดวาดปลายกระบอกปืนหันไปในทิศทางเบื้องหน้าเป็นเป้าเดียว กองกำลังเฝ้าระวังรอบทิศถูกย้ายขึ้นมาอยู่แนวหน้าหลังกลุ่มทาร์ซติดอาวุธเหล็ก 
    ทั้งหมดเงียบนิ่งสงบแต่หายใจแรง เสียงเต้นของหัวใจได้ยินถนัดดังออกมานับร้อยๆดวงราวกับอกจะระเบิด ครั้นแล้วเมื่อตั้งขบวน้ตรียมพร้อมเสร็จ ไม่นานเกิน30วินาที เสียงดังของปืนจากทางเบื้องหน้าก็แผดสะท้านก้องแว่วมาให้ได้ยินแต่ไกลพร้อมกับเสียงร้องระงมจากกลุ่มคนเบื้องหน้า
    "นายท่านขอรับ รีบหาที่หลบเร็วเข้า"
    เสียงชายคนหนึ่งตะโกนร้องเตือนมาจากเบื้องหน้า ป่าเฟรินเป็นพุ่มไสวแตกยาวล้มแยกเป็นทางไปมาจากผลของการวิ่งลุยมาจากอีกฝั่ง
    "เสียงรีอาร์เหรอ?" 
    หัวหน้าคณะอุทาน ลดปืนในมือเอียงหูฟังอีกครังพลางใช้สายตามอง
    เป็นเขาไม่ผิดตัวอย่างแน่นอน ชายหนุ่มผมหยิกผิวออกคล้ำวิ่งหน้าตื่นแบกกระเป๋าหอกลับมาด้วยอาการผวา ชูมือขึ้นลักษณะบอกให้ถอยกลับหรือหามุมหลบจากบางสิ่งบางอย่างที่กำลังไล่กวดตามมาจากด้านหลัง พร้อมกันนั้นรองหัวหน้าคณะกับลูกขบวนคนอื่นๆซึ่งวิ่งนำหน้าไปก่อนก็ตามหลังมาติดๆ ทั้งหมดตกอยู่ในอาการเดียวกันกับรีอาร์ก่อนหน้านี้ บ้างหันหลังกลับไปยิง บ้างล้มสะดุดขาตัวเอง ทุกคนตกอยู่ในอาการตื่นกลัวถึงขีดสุดเหมือนไปเจอกับอะไรที่แสนอันตรายเข้า
    (โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้)
    บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง