เจ้าของเก่ายังอยู่
วันเวลาเคลื่อนผ่านไปตอนนี้ก็เข้าเดือนสามแล้ว ท้องฟ้าเลิกปลดปล่อยเจ้าก้อนปุยนุ่มๆ ที่หนาวเย็นลงมาได้หลายวันแล้วเช่นกันจะเหลือก็เพียงอากาศที่ยังไม่ค่อยจะรู้สึกว่าลดลงไปเท่าไหร่ แต่ว่านี่ก็ถือว่าดีมากแล้วผู้คนก็เริ่มออกจากบ้านที่เป็นที่หลบภัยเพื่อที่จะออกมาสำรวจที่ทางทำกินของตนเองกันแล้วดังที่เห็นได้ตลอดสองข้างทาง ตอนนี้ครอบครัวเจี้ยนเฉิงกำลังนั่งรถม้าเดินทางขึ้นเหนือเพื่อที่จะไปดูที่ดินตามที่ได้ประมูลมาได้ตอนนี้พวกเขานั่งรถม้ามาตามแผนที่ตามโฉนดบอกไว้ ออกนอกกำแพงเมืองมาได้ 20ลี้แล้ว ผ่านหมู่บ้านเล็กใหญ่มาตลอดทางจากถนนที่ราบเรียบแบบปูด้วยหินเหมือนในเมือง ออกมาด้านนอกก็เป็นดินอัดเรียบเดินทางง่ายที่ยังเปียกชื้นไปด้วยน้ำและมีหิมะที่อยู่สองข้างทางตลอดทางจนตอนนี้พื้นถนนเริ่มรู้สึกได้ด้วยตัวของทุกคนว่าพื้นเป็นลูกรังขรุขระยิ่งขึ้นเล็กน้อยบ้านเรือนที่เห็นก็บางตาลง มองไปข้างหน้าก็เป็นพื้นที่รกร้างถ้าจะมีบ้านคงอีกครั้งก็คงอีกหลายลี้พอสมควรแต่ว่าตามแผนที่แล้วก็ถือไม่ไกลมากนักพวกเขาจะได้เห็นที่จริงแล้ว
“ท่านพี่ด้านหน้ามีบ้านคนอยู่เราลองหยุดถามดีหรือไม่เจ้าคะ”นางลี่จูยื่นหน้าออกไปถามสามีที่นั่งบังคับม้าอยู่ด้านนอกพร้อมเสื้อคลุมหนังสัตว์ตัวโตที่ถูกบุตรสาวยัดเยียดให้ใส่ไว้ถึงแม้ว่าตัวเขาจะบอกว่าไม่หนาวขนานนั้นก็เถอะ
“ได้สิ”จิ้นสิงตอบตกลงเมื่อรถม้าเข้าใกล้บ้านหลังเล็กเขาก็รีบดึงเชือกเป็นสัญญาณให้ม้าทั้งสี่หยุดทันที
“รออยู่ในนั้นก่อนนะข้าไปถามเพียงครู่เดียว” จิ้นสิงเอ่ยบอกทุกคนที่อยู่ในรถม้า ก่อนจะเร่งเดินออกไปโดยมีเยว่สือที่ออกจากรถม้าวิ่งตามไปด้วยอีกคน
“พวกเราใกล้ถึงหรือยังขอรับ”หมิงลู่ถามออกมา เพราะเขานั่งอยู่ในนี้กว่าสองชั่วยามแล้วมันก็มีเมื่อยตัวบ้างเหมือนกัน
“แม่ก็บอกไม่ได้แต่ก็น่าจะใกล้แล้วเต็มที” นางลี่จูเอ่ยบอกออกมา นางก็เป็นห่วงทั้งสองพอดู เพราะไม่เคยนั่งรถม้านานขนาดนี้มาก่อนอีกทั้งที่นั่งก็ไม่ได้สะดวกสบายขนาดนั้นเห็นทีว่ากลับจากนี้ไปนางจะต้องคุยกับสามีเรื่องรถม้าเสียหน่อยแล้วจะต้องหาซื้อที่ดีๆ กว่านี้มาใช้เสียหน่อย
“อ่ะท่านพ่อกับเยว่สือกลับมาแล้วเจ้าค่ะ” ชิงเถาร้องบอกทุกคนหลังจากที่ทั้งสองเข้าไปไม่นานนักชิงเถาที่นั่งข้างหน้าต่างที่มองออกมาไปข้างนอกรอดูจึงเห็นก่อนใคร
“ท่านพี่ได้เรื่องอย่างไรบ้างเจ้าคะ” นางลี่จูถามออกมาทันที เมื่อผู้เป็นสามีเดินมาถึงรถม้าแล้ว
“เอ่อ”จิ้นสิงทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
“มีอะไรเช่นนั้นหรือเจ้าคะ”นางลี่จูถามออกมาอย่างสงสัยที่ผู้เป็นสามีทำสีหน้าแปลกๆ
“หรือว่าพวกเขาไม่รู้เจ้าคะหรือว่าพวกเรามาผิดทางกัน” ลี่ถิงถามออก นางเดาจากสีหน้าที่ดูแปลกๆ ของบิดา
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกลูก”จิ้นสิงตอบออกมา
“แล้วอย่างไรเล่าเจ้าคะ”นางลี่จูถามออกมาอีกความ
“บ้านหลังที่ข้าเข้าไปถามทางเมื่อครู่ก็คือที่ดินตามในโฉนดของเรา” จิ้นสิงบอกทุกคนออกมาอย่างไม่สบายใจทั้งทางฝั่งของพวกเขาเองและทางฝั่งของเจ้าของเดิมที่ยังอยู่ในบ้านหลังเล็กนั้นด้วย
“ห่ะ”ทุกคนในรถม้าอุทานออกมาอย่างตกใจ ทำไมเรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้นะ
“แล้วแบบนี้”ชิงเถาเอ่ยถามออกมา นางอยากรู้ว่าเป็นใครที่ผิดถูกมิใช่ว่าพวกนางไปประมูลโฉนดปลอมมาหรอกนะ
“พ่อก็ยังไม่รู้เรื่องราวพอทราบว่าเป็นที่ดินตรงนี้ พ่อก็ออกมาก่อน” จิ้นสิงเอ่ยออกมา
“อย่างนั้นเราก็ต้องไปพูดคุยกับพวกเขาให้รู้เรื่องนะเจ้าคะ”ชิงเถาเอ่ยออกมา เมื่อมาถึงที่แล้วก็ต้องจัดการเรื่องราวให้จบไปเลย
“เอาเช่นนั้นก็ดีเหมือนกันเช่นนั้นทุกคนรออยู่ที่นี่ก่อนนะพ่อจะเข้าไปคุยกับพวกเขาให้รู้เรื่อง”จิ้นสิงบอกออกมาพร้อมหันตัวเดินออกไปทางเดิมที่จากมา
“ข้าไปด้วยเจ้าค่ะท่านพ่อข้าไปด้วย” ชิงเถาที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเอ่ยออกมาและตัวนางเองก็รีบออกจากรถม้าลงมาแล้วรีบเดินตามจิ้นสิงที่ยังใจดีหยุดรอทันที
“ป่ะเช่นนั้นเราก็เข้าไปกัน”
‘ก๊อกๆๆ’
“ข้าขอเข้าได้หรือไม่ขอรับ”จิ้นสิงเคาะประตูเรียกเจ้าของบ้านอีกครั้ง ก่อนจะมีเด็กสาวตัวเล็กมาเปิดประตูให้
“ท่านลุงนั่นเองมีอะไรให้ช่วยหรือไม่เจ้าคะ”เด็กสาววัยเดียวกับชิงเถาแต่ตัวเล็กแคระแกรนกว่าถามออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นจิ้นสิงที่มาเคาะประตูสอบถามเมื่อครู่นี้นั่นเอง
“ลุงมีเรื่องจะมาพูดคุยน่ะขอเข้าไปได้หรือไม่” จิ้นสิงถามออกมา
“ได้เจ้าค่ะเชิญเจ้าค่ะ” เด็กสาวเอ่ยออกมาอย่างยินดีแล้วเปิดทางให้จิ้นสิงและชิงเถาเดินเข้ามาในบ้านก่อนจะปิดประตูลงให้เรียบร้อย
“เชิญท่านนั่งรอตรงนี้ก่อนเจ้าคะข้าจะไปตามท่านแม่มาพูดคุยด้วยเจ้าค่ะ”เด็กสาวบอกแขกทั้งสองออกมาแล้วรีบเดินเข้าไปในห้องด้านหลังทันทีเพื่อที่จะได้ตามผู้เป็นมารดามาพูดคุยกับคนทั้งสอง
รอไม่นานสตรีวัยสามสิบก็เดินตามบุตรสาวออกมานางนั้นก็ไม่ต่างกับผู้เป็นบุตรเลยเพราะมีสภาพผอมแห้งไม่ต่างกัน
“ขออภัยนายท่านที่ให้คอยนานเจ้าค่ะ”นางเอ่ยออกมาอย่างนอบน้อม ก่อนจะสั่งในบุตรสาวหาชาร้อนๆ มาให้แก่แขกทั้งสองของบ้าน
“ไม่หรอกเราต่างหากที่มารบกวนพวกท่าน”จิ้นสิงเอ่ยออกมาอย่างเกรงใจเมื่อเจอผู้เป็นเจ้าของบ้านเดิมเอ่ยต้อนรับอย่างดีถึงแม้ว่านางจะอ่อนแรงไปบ้างก็ตาม
“เจ้าค่ะแล้วไม่ทราบว่าท่านมีเรื่องใดให้ข้ารับใช้เจ้าคะ” นางเอ่ยถามออกมาอย่างนอบน้อมเพราะดูจากชุดเสื้อผ้าอาภรณ์ที่อีกฝ่ายสวมใส่อยู่ก็น่าจะร่ำรวยอยู่ไม่น้อย
“คือว่า”จิ้นสิงเอ่ยออกมาอย่างใจเย็นก่อนจะนำหลักฐานว่าตนเองเป็นของที่นี่ออกมาแสดงให้นางได้ดูพร้อมอธิบายให้นางได้รับฟังว่าเขาได้รับมันมาได้อย่างไร
‘ตุบ’ นางผู้นั้นเมื่อได้ทราบความจริงนางรีบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างเร็วพร้อมทั้งน้ำตาที่จะร่วงออกมาจากตาแดงๆนั้นได้ทุกเมื่อ
“เจ้าไม่ต้อง”จิ้นสิงรีบเอ่ยห้ามนางที่ลงไปคุกเข่าอยู่อย่างนั้นอย่างตกใจ
“ท่านแม่”เด็กสาวที่เดินกลับมาพร้อมถาดน้ำชารีบวิ่งเข้ามาดูผู้เป็นมารดาทันที
“ท่านทำอะไรท่านแม่ของข้า”นางเอ่ยถามออกมาอย่างโกรธเคืองนางหายไปครู่เดียวกลับมามารดานางก็ดูเหมือนจะโดนรังแกเสียแล้ว
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกลูก”นางเอ่ยบอกผู้เป็นบุตรสาวเสียงเบาคล้ายคนไม่มีแรงเท่าไหร่ทั้งร่างกายนางก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไหร่แถมมาได้ฟังข่าวร้ายแบบนี้แล้วยิ่งไร้แรงเข้าไปใหญ่อีก
“แล้วมันคืออะไรล่ะเจ้าคะ”นางถามออกมาอย่างสงสัยกับอาการของมารดา ตอนนี้นางกังวลไปหลายทางซึ่งล้วนไปทางร้ายแรงแล้วทั้งสิ้น
“ท่านผู้นี้เป็นเป็นเจ้าของที่ดินที่เราอยู่ตอนนี้” นางเอ่ยบอกออกมาอย่างสิ้นหวังตอนนี้แม้แต่ที่จะอยู่ของพวกนางก็จะไม่มีแล้วก่อนหน้านี้ตัวนางก็นึกชื้นใจนึกว่าเจ้าหนี้จะใจดีให้ผ่อนหนี้ช่วงหน้าหนาวไปได้ก่อนแต่ไม่คิดว่าที่หายเงียบไปจะเพราะว่าจะเอาโฉนดไปขายทอดให้ผู้อื่นต่ออย่างไม่บอกกล่าวอันใดเช่นนี้
“ท่านฮือๆท่านอย่าพึ่งมายึดบ้านเราตอนนี้เลยนะเจ้าคะยิ่งน้องชายข้าก็ยังเป็นไข้มานานยังไม่หายเลยถ้าท่านมายึดบ้านเราตอนนี้พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนเจ้าคะ ฮือๆๆ”เด็กสาวรีบคุกเข่าลงไปข้างผู้เป็นมารดา นางรีบพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาอย่างกังวลตัวนางนั้นนางไม่กังวลหรอกถึงแม้ว่าบิดาจะออกไปรับจ้างแต่เช้าทุกวันแต่ก็ไม่ได้เงินเยอะแยะขนาดนั้น พอให้พวกนางประทังได้เป็นวันๆไป ไหนจะตัวน้องชายที่เป็นไข้มาหลายเดือนช่วงหน้าหนาวนี้เงินส่วนใหญ่จึงหมดไปกับค่ายานั่นเองแล้วไหนเลยพวกนางจะมีเงินเหลือมาจากหนี้กองโตที่ใช้ที่ดินค้ำประกันไว้ตั้งแต่ยามท่านปู่ท่านย่าของนางยังอยู่