บทที่ 18: วีรบุรุษา
“โอ้ ดีจังเลย!” เจียงอวี้หรงยิ้มไม่หุบ
ส่วนหยางหย่าลี่แม้จะเม้มปาก แต่ใบหน้าก็ฉายแววดีใจอย่างเห็นได้ชัด
เหอซิ่วฮวาลุกขึ้นยืน มองหยางหย่าลี่ที่ลุกตามขึ้นมาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“หย่าลี่ พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้านะ แต่งตัวสวยๆ ด้วย พอเขาผ่าตัดเสร็จ เธอก็ไปเฝ้าไข้ดูแลเขาข้างเตียงเลย
เธอโชคดีจริงๆ นะ คิดดูสิ เฝ้าไข้อยู่แบบนี้ เดี๋ยวความรู้สึกก็ก่อตัวขึ้นเองแหละ ต่อไปเขาต้องจดจำความดีของหย่าลี่ไปตลอดชีวิตแน่”
เจียงอวี้หรงพยักหน้าหงึกๆ “ญาติผู้พี่ ไม่ว่ายังไง พี่ก็เป็ผู้มีพระคุณของครอบครัวเรา หย่าลี่จะจดจำความดีของพี่ไปตลอดชีวิต”
“ฮ่าๆ ดูเธอสิ คนกันเองไม่ต้องพูดมากขนาดนั้นหรอก พวกเธอกิน ข้าวกันเเถอะ ฉันกลับก่อนนะ”
“ญาติผู้พี่ เดี๋ยวฉันไปส่ง”
ถึงเหอซิ่วฮวาจะไม่้าให้ไปส่ง แต่ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็ไปส่งเธอถึงหน้าประตู จนเห็นเธอก้าวขึ้นรถจี๊ปสีเขียวของทหารแล้วจึงรีบกลับเข้าบ้าน
ทันทีที่เข้าบ้าน เจียงอวี้หรงก็เข้าสวมกอดลูกสาว หยางหย่าลี่ พร้อมคำชมไม่ขาดปาก “โอ้ ลูกสาวสุดที่รักของแม่ ลูกคือดาวนำโชคของบ้านเราจริงๆ”
หยางเต๋อจื้อดีใจจนยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียว “ไม่คิดเลยว่า ตระกูลหยางรุ่นฉันจะมีวันนี้”
“จริงสิ ใครจะไปคิดว่าบ้านเราจะมีสะใภ้เป็ภรรยาของรองผู้บัญชาการกองพล อีกไม่นานคงได้เป็ท่านผู้บัญชาการแล้วสินะ?”
เจียงอวี้หรงยิ้มจนแก้มปริ
หยางหย่าลี่กล่าวอย่างตื่นเต้น “แม่ หลังจากนี้หนูจะเป็ภรรยาที่ดีของท่านผู้บัญชาการค่ะ!”
เพียงคิดถึงอนาคตที่สดใส เธอก็ตื่นเต้นจนยกมือขึ้นปิดหน้า อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเคลิบเคลิ้ม
“ใช่แล้ว บอกเลยนะ ต่อไปนี้ไม่ใช่แค่เมืองหลวงของมณฑล แม้แต่เมืองหลวงของประเทศก็มีสิทธิ์ไปได้”
ยิ่งเจียงอวี้หรงคิด ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตของครอบครัวต่อจากนี้ไปจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ
ในค่ำคืนนั้น ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกต่างตื่นเต้นดีใจจนแทบจะเต้นรำ
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูซ่านไปซื้ออาหารเช้าที่โรงอาหารของโรงพยาบาล
เนื่องจากลู่จ้านตงไม่สามารถทานอะไรก่อนผ่าตัด เธอจึงซื้อมาแค่ของลุงโจว โจวชิงซาน และของตัวเองเท่านั้น
เพราะกลัวว่าตอนกินข้าวจะทำให้ลู่จ้านตงรู้สึกอึดอัดที่ได้แต่มอง ซูซ่านจึงเลือกที่จะออกไปกินที่ระเบียงด้านนอกกับสองปู่หลานตระกูลโจว
พอกินข้าวเช้าเสร็จ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็ญาติของผู้ป่วยในห้องเดียวกันวิ่งมาตามทางเดินอย่างรีบร้อน
“ลุงโจว ม้าของคุณใช่ที่ผูกไว้กับต้นไม้ในสนามหรือเปล่า?”
“ใช่ ทำไมเหรอ?”
“ไปดูเร็วเข้าสิ ม้าไม่รู้ใอะไร พาวิ่งเตลิดออกไปจากโรงพยาบาลแล้ว”
“อะไรนะ?!”
ลุงโจวได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งออกไปทันที
เกวียนคันนั้นเปรียบเสมือนชีวิตของเขา หากหายไปก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตเขาไป
“พี่สะใภ้ ผมไปดูก่อนนะ”
“ฉันไปด้วย”
ตอนนี้เพิ่งเจ็ดโมงครึ่ง ซูซ่านก็อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่เธอก็ยังเดินไปที่ประตู แอบมองเข้าไปข้างใน เห็นลู่จ้านตงนอนหลับอยู่บนเตียง
ยังไงก็ยังเหลือเวลาอีกสองชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาผ่าตัด เธอจึงฝากผู้หญิงที่มาแจ้งข่าวเมื่อกี้ให้ช่วยดูแล หากมีอะไรให้ช่วยเรียกด้วย เธอจะลงไปดูข้างล่างว่าเกิดอะไรขึ้น
ยังไงเธอก็โตมาในเมือง หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เธอก็พอจะช่วยเหลือได้
พอเธอเดินออกจากห้องโถงใหญ่ชั้นล่าง ก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น
ทหารเต็มลาน ทั่วทั้งโรงพยาบาล รถจี๊ปสีเขียวทหารคันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าห้องโถงใหญ่ ทหารบางนายเข้ามาควบคุมสถานการณ์ ไล่ซูซ่านและญาติผู้ป่วยคนอื่นๆ ไปอยู่รอบนอก
ซูซ่านไม่ได้สนใจทหารเ่าั้ เธอกังวลเื่เกวียนของลุงโจวมากกว่า จึงรีบเดินไปที่ต้นไม้ปรากฏว่าเกวียนหายไปแล้วจริงๆ
พอคิดดูดีๆ ก็เข้าใจ เหตุการณ์น่าจะเกิดขึ้นตอนที่ทหารเหล่านี้ปรากฏตัว ทำให้ม้าใ
แต่ไม่รู้ว่าไปทางไหน
ซูซ่านวิ่งตามไปจนถึงหน้าประตูโรงพยาบาล เห็นโจวชิงซานวิ่งไปไกลแล้ว
ซูซ่านหันกลับไปมองทหารในโรงพยาบาลด้วยความไม่สบายใจ จึงรีบวิ่งตามโจวชิงซานไป
รถจี๊ปอีกคันแล่นสวนทางเธอไป
เจียงอวี้หรงและหยางหย่าลี่ที่นั่งอยู่ในรถกำลังตื่นเต้น มือทั้งสองข้างกุมกันแน่น ก็เหลือบไปเห็นซูซ่าน ยัยอ้วนั่น เดินออกจากประตูโรงพยาบาล
“แม่ หนูตาฝาดไปหรือเปล่า? ทำไมเหมือนเห็นซูซ่านเลย?”
หยางหย่าลี่หันกลับไปมอง เจียงอวี้หรงรีบตบบนมือเธอ
“ลูกไม่ได้ตาฝาดหรอก เป็แม่นั่นจริงๆ ตอนนี้อย่าไปสนใจเลย ทำเื่ตรงหน้าให้ดีก่อน”
ตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเธอ คือการแสดงตัวต่อหน้าอดีตผู้บัญชาการเซียวและรองผู้บัญชาการกองพลท่านนั้น
หยางหย่าลี่พยักหน้า พอเห็นว่ารถจอดสนิทแล้วเธอกับแม่รีบลงจากรถ
พูดตามตรง ั้แ่พวกเธอมาถึงกองบัญชาการทหาร จนกระทั่งนั่งรถมาที่นี่ ความรู้สึกตื่นเต้นก็เอ่อล้นจนบรรยายไม่ถูก
ตอนนี้ เห็นทหารเรียงรายอยู่เต็มลาน เธอเดินตามอดีตผู้บัญชาการเซียวและบุคคลสำคัญท่านอื่นๆ ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อเห็นชาวบ้านทั่วไปที่ถูกกันอยู่นอกวง มองมาที่เธอด้วยแววตาชื่นชม หยางหย่าลี่ก็รู้สึกเหมือนเป็จุดสนใจของทุกคนเป็ครั้งแรก
สองแม่ลูกเดินตามคนเ่าั้ขึ้นไปชั้นสาม ก็เห็นว่าทางเดินโล่ง ผู้คนหายไปหมด มีทหารถือปืนยาวประจำการอยู่เป็ระยะ
เจียงอวี้หรงและหยางหย่าลี่เห็นผู้กำกับฟางจากสำนักงานตำรวจประจำอำเภอยืนอยู่หน้าห้องพักห้องหนึ่งอยู่ไกลๆ ก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
หยางหย่าลี่บีบมือแม่ เจียงอวี้หรงบีบมือตอบ ใช้สายตาบอกลูกสาวว่าไม่ต้องประหม่า
“โอ้ ท่านอดีตผู้บัญชาการ ทำไมท่านมาเองเลยล่ะครับ?”
ผู้กำกับฟางรีบเดินเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พอถึงหน้าอดีตผู้บัญชาการเซียวก็ยืนตรงทำความเคารพ
ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของอดีตผู้บัญชาการเซียวเช่นกัน
อดีตผู้บัญชาการเซียวกล่าว “จ้านตงเป็คนเก่งที่ฉันปลุกปั้นมากับมือ ตอนนี้คนในกองบัญชาการทหารก็กำลังตามหาเขาแทบพลิกแผ่นดิน
หากไม่ใช่เพราะรายงานของนายคราวนี้ ฉันก็คงไม่รู้ว่าเขาได้รับาเ็สาหัสขนาดนี้ ตอนนี้อาการเขาเป็ยังไงบ้าง? รู้หรือยังว่าเรามา?”
“ประตูยังปิดอยู่ ผมยังไม่ได้บอกเขา ตั้งใจจะให้เป็เซอร์ไพรส์ที่ท่านมาเยี่ยมเองแบบนี้”
อดีตผู้บัญชาการเซียวถอนหายใจ “ไอ้เด็กเหลือขอคนนี้ าเ็สาหัสขนาดนี้ยังแอบหนีกลับมาบ้าน ฉันได้ยินมาว่าหากส่งตัวมารักษาไม่ทันเวลา ขาทั้งสองข้างของเขาก็คงใช้การไม่ได้แล้ว”
ผู้กำกับฟางถอนหายใจ “จริงครับ ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลเห็นาแถูกยิงก็รีบรายงานขึ้นมา พวกเราถึงได้รู้ว่าเขากลับมาบ้านได้สองเดือนกว่าแล้ว”
อดีตผู้บัญชาการเซียวขมวดคิ้ว “ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน นายต้องสืบเื่ราว่นี้ของเขามารายงานฉันให้หมด!
วีรบุรุษาแบบนี้ ทำไมกลับบ้านมาสองเดือนกว่าแล้วถึงยังไม่ถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาล?”
“ครับ! ท่านวางใจ ผมจะสืบเื่ราวทั้งหมดมารายงานท่านแน่นอน!”
ผู้กำกับฟางทำความเคารพอีกครั้ง
อดีตผู้บัญชาการเซียวโบกมือ “เปิดประตูเถอะ”
“ครับ!”
ผู้กำกับฟางกำลังจะหันหลังกลับ ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเรียกเขา
“ท่านผู้กำกับฟาง!”
ผู้กำกับฟางมองไปทางด้านหลังอดีตผู้บัญชาการเซียวยิ้มเล็กน้อย “ไม่นึกเลยว่าคู่หมั้นและแม่ยายของจ้านตงจะมาด้วย”