ด้านหน้าขบวนองค์ชายทั้งสองพระองค์แต่งกายด้วยชุดสีแดงมงคลปักลายมังกรเริงระบำสีทองทรงขี่ม้านำเกี้ยวเจ้าสาวมารับพระคู่หมั้นตามด้วยทหารคุ้มกันนับสี่สิบนาย ท้ายขบวนมีองครักษ์กงลี่และฝูจินทำหน้าที่โปรยเหรียญทองให้ชาวบ้านทั่วไปที่พากันวิ่งเก็บไม่ขาดสายพร้อมเสียงสรรเสริญดังสนั่นทั่วท้องถนน จวบจนถึงหน้าจวนสกุลจู
ด้านในห้องโถงรับรอง ท่านเสนาบดีจู เกาฮูหยินนั่งรอรับน้ำชาจากราชบุตรเขยที่มารับตัวบุตรสาว ทั้งสี่คนนั่งพูดคุยเรื่องพิธีต่างๆ ในวังเพื่อรอเวลาส่งเจ้าสาวขึ้นเกี้ยว
เวลาล่วงเลยมาอีกครึ่งเค่อ (15นาที) เสี่ยวถง ลี่หง เดินจูงมือเจ้าสาวที่มีผ้าสีแดงคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าไว้ มาส่งถึงมือฮูหยินและเสนาบดีจูคนละข้างพาเดินไปหน้าจวน สององค์ชายที่เดินมารออยู่ข้างเกี้ยวอมยิ้มมองคู่หมั้นตัวเล็กของตนเองด้วยความสุขใจ ท่านเสนาบดีจูกล่าวคำพูดกับสององค์ชายเล็กน้อยและปล่อยมือเจ้าสาวให้ทั้งสองพระองค์พาขึ้นเกี้ยวและปิดม่านลง สององค์ชายเดินไปขึ้นม้าแล้วขบวนเจ้าสาวที่ยาวที่สุดในเมืองหลวงก็เริ่มเดินทางเข้าวังพร้อมเสียงเพลงครื้นเครงสนั่นหวั่นไหว โดยมีครอบครัวสกุลจูนั่งรถม้าตามหลังไปติดๆ
เหม่ยเซียนที่นั่งบนเกี้ยวบ่นหน้ายุ่ง ‘หิวจังเลยอ่ะตั้งแต่เช้าท่านแม่ให้กินน้ำเต้าหู้ไปถ้วยเดียวเอง’ ล้วงๆ เข้าไปในอกเสื้อ ‘ดีนะเสี่ยวถงเอาหมั่นโถวใส่มาสองลูก’ นั่งกินไปคิดไป ตอนนี้ยามซื่อ (9.00โมง) ไปถึงวังต้องไปรับพรจากฮ่องเต้ ฮองเฮา กุ้ยเฟย รัชทายาท หลังจากนี้มีงานเลี้ยงยาวไปจนถึงยามไฮ่ (21.00น.) แต่เวลาเข้าหอของนางกับสององค์ชายคือกลางยามอิ่ว (18.00น) เพราะฮ่องเต้ตรัสว่าเนื่องจากนางแต่งองค์ชายตั้งสองพระองค์จะต้องใช้เวลาในห้องหอให้มากหน่อย ‘ปวดประสาท’ ตะวันยังไม่ตกดินเลยนะนั่น ‘แล้วเข้าหอ..ต้องเจ็บมากใช่ม้ายยย!!’ กัดหมั่นโถวไปสุดแรง หึ่ยๆๆ ‘อายก็อาย’
หนึ่งเค่อผ่านไปขบวนเจ้าสาวก็เข้ามาในวังหลวงและหยุดลงหน้าสวนดอกไม้กลางวังสถานที่เดียวกันกับตอนที่จัดงานพระราชสมภพของจางฮองเฮา ซึ่งตอนนี้ได้ใช้เป็นสถานที่จัดงานอภิเษกสมรสขนาดใหญ่ประดับไปด้วยดอกไม้มากมายให้บรรยากาศสดชื่นผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
เจ้าสาวถูกสองเจ้าบ่าวจับมือคนละข้างค่อยๆ เดินมาทางกระโจมที่ฝ่าบาททรงประทับอยู่ ก้มลงถวายพระพร พร้อมรับคำอวยพร เจ้าบ่าวเจ้าสาวคำนับฟ้าดินจากนั้นฮองเฮาจึงมีรับสั่งให้นางกำนัลประจำตำหนักซันหลง (ตำหนักฮองเฮา) จูงมือเจ้าสาวเดินตามหลังพระองค์ไปส่งยังห้องหอที่ตำหนักอู่หลงซึ่งเป็นตำหนักขององค์ชายรอง
ภายในห้องหอขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นห้องบรรทมขององค์ชายเจ้าหย่งเจี้ยนเองยามนึ้ด้านในประกอบด้วย จางฮองเฮา หลันกุ้ยเฟย ขันทีคนสนิทสองคนและนางกำนัลอีกสองคน
“เสด็จแม่ใหญ่เพคะ…เหตุใดถึงใช้ตำหนักของพี่หย่งเจี้ยนเป็นห้องหอเล่าเพคะ”
“ตอนแรกแม่ก็คัดค้านอยู่ว่าเหตุใดจึงมิแยกตำหนัก..แต่หย่งเจี้ยนกับหย่งเซิงกลับกล่าวว่า ‘จะแยกตำหนักไปไยในเมื่อยามนี้ทั้งสองคนก็มีพระชายาแค่คนเดียวหากเหม่ยเอ๋อร์อยู่ในตำหนักนี้จนเบื่อก็สลับไปอยู่ตำหนักลิ่วหลง (ของหย่งเซิง) ข้างๆ กันนี้ก็มิเป็นไร’ ” ฮองเฮากล่าว
“สองโอรสของแม่ยังกล่าวอีกว่า อีกมินานจะรวมสองตำหนักให้เป็นตำหนักเดียวกันเสียจะได้มิต้องย้ายไปย้ายมา” หลันกุ้ยเฟยเอ่ยปนหัวเราะ
“เช่นนั้นลูกก็จะมิมีความเป็นส่วนตัวเลยน่ะสิเพคะ” ใบหน้าใต้ผ้าคลุมเคร่งเครียด 'จะไม่ให้เราได้ว่างพักหายใจเลยรึไงเล่า'
“เจ้ามีพระสวามีตั้งสองคนจะมีเวลาว่างได้กี่ชั่วยามกัน” ฮองเฮาเย้า
“เอาเวลาที่เหลือนี่คิดถึงคืนวสันต์มิดีกว่ารึ” หลันกุ้ยเฟยหัวเราะ 555
“เสด็จแม่!!! เหม่ยเอ๋อร์ก็อายเป็นนะเพคะ…ไม่เอาไม่พูดแล้ว” นั่งอายอยู่บนเตียง
“เอาละๆ …นี่ยามอู่แล้ว (11.00) เจ้าคงจะหิวกระมัง ในวังหลวงมิได้เคร่งครัดอันใดมากมาย เดี๋ยวแม่จะให้นางกำนัลจัดหาอะไรมาให้เจ้ารองท้องก็แล้วกันเช่นนั้นยามเข้าหอจะไม่มีแรง” จางฮองเฮาหัวเราะ555
“เสด็จแม่ใหญ่อ่ะ!!!” หันหน้าที่มีผ้าคลุมหนี จางฮองเฮากับหลันกุ้ยเฟยหันมองหน้ากันพลางอมยิ้ม
“ครอบครัวเจ้าคงจะมาถึงกันแล้วกระมัง แม่จะให้สาวใช้ของเจ้ามาอยู่เป็นเพื่อนในนี้ดีหรือไม่กว่าจะถึงเวลาที่เจ้าบ่าวต้องเข้าหอ ยังอีกหลายชั่วยาม” หลันกุ้ยเฟยบอก
“ขอบพระทัยเพคะ” หลังจากทุกคนเดินออกไป เหม่ยเซียนที่ทั้งร้อนทั้งหนักหัวก็เปิดผ้าคลุมหน้าขึ้นช้าๆ มองสำรวจไปทั่วห้องหอขนาดใหญ่มีผ้าสีแดงผูกเป็นรูปดอกไม้มัดห้อยตามเสาระโยงระยาง เตียงขนาดใหญ่ที่นางนั่งเมื่อครู่มองดูก็พาลพาให้หน้าแดง ‘ตายแน่’ หันหน้าหนีเดินไปหลายก้าวก็เจอห้องอาบน้ำกว้างขวาง มีประตูเลื่อนปิดเปิดเป็นสัดส่วน และอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่มากแช่ห้าคนก็ยังได้ ด้านข้างมีฉากกั้นด้านหลังฉากเป็นตู้หลากหลายขนาดตั้งเรียงรายเป็นสิบตู้ เปิดออกดูก็เป็นฉลองพระองค์มากมาย ‘มีชุดของเราด้วยแฮะ’ โต๊ะเครื่องแป้งสำหรับสตรีเตรียมไว้พร้อมสรรพ
“คุณหนูเจ้าคะอยู่ที่ใด เสี่ยวถงมาแล้วเจ้าค่ะ”
“อยู่ด้านใน รอประเดี๋ยวนะ” เหม่ยเซียนตอบรับและเดินไปด้านหน้าพร้อมปิดประตูห้องน้ำ
“คุณหนู!! เหตุใดเปิดผ้าคลุมเล่าเจ้าคะ” เสี่ยวถงผู้เคร่งครัดรีบเดินมาใกล้กำลังจะเอื้อมมือขึ้นไปปิด
“ข้าร้อนและหิวมากด้วย เสี่ยวถงอย่าพึ่งบ่น” เหม่ยเซียนเอ่ยหยุดกิริยาสาวใช้
“เช่นนั้นมาดื่มนมวัว กับข้าวต้มสักถ้วยนะเจ้าคะ” ลี่หงบอกคุณหนูของนาง
“อืม” เหม่ยเซียนรับสำรับอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมพูดคุยกับสาวใช้อย่างสนุกสนานจวบจนยามโหย่ว (17.30)
“คุณหนูเจ้าคะอีกครึ่งชั่วยามเจ้าบ่าวจะเข้าหอแล้วคุณหนูรับผูเถา (องุ่น) พวงนี้แล้วอย่าลืมกลั้วปากนะเจ้าคะ..และนี่ค่ะสีชาด” เสี่ยวถงผู้รอบคอบยื่นกระปุกชาดสีแดงให้เหม่ยเอ๋อร์
“อื้ม..พวกเจ้าออกไปเถอะ” หน้าแดงๆ มือก็เริ่มสั่นนิดๆ ‘แง..ง..ใกล้จะขึ้นเขียงแล้วอ่ะ'
“บ่าวยืนอยู่แถวๆ นี้ไม่ใกล้ไม่ไกลนะเจ้าคะ” เสี่ยวถงพูดขึ้นมา
“จะมายืนฟังอะไรแถวนี้!!”