ความเงียบในห้องนอนกว้างถูกบีบอัดจนแทบไม่มีอากาศให้หายใจ ั์ตาสีรัตติกาลของอาชวินวาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องจับผิดเหยื่อ มือหนาของเขายังคงค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ห่างจากหน้าท้องแบนราบของมินตราเพียงไม่กี่เิเ
‘ซ่อนความลับอะไรไว้ใต้หน้าท้องนั่นหรือเปล่า?’
คำถามที่ดังกระซิบแ่เบาแต่กลับดังก้องกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่าในโสตประสาทของเด็กสาว เืในกายของมินตราเย็นเฉียบจนจับขั้วหัวใจ หยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าผากทั้งที่เครื่องปรับอากาศทำงานจนเย็นจัด หากเขาจับได้ว่าเธอตั้งครรภ์ ชีวิตของลูกน้อยในท้องและครอบครัวของแม่จะต้องจบสิ้นลงในคืนนี้แน่ๆ
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดสั่งให้มินตรากัดริมฝีปากตัวเองอย่างแรงจนได้กลิ่นคาวเื เธอเปลี่ยนแววตาที่ตื่นตระหนกให้กลายเป็ความโกรธเกรี้ยวและเ็ป มือเล็กทั้งสองข้างผลักแผงอกกว้างของเขาออกสุดแรงเกิด แม้จะรู้ว่ามันสั่นเทาแค่ไหนก็ตาม
“ฉันเป็โรคกระเพาะ!” เธอตะเบ็งเสียงใส่หน้าเขา น้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลทะลัก “ฉันไม่ได้กินข้าวมาั้แ่บ่าย เครียดจนโรคกระเพาะกำเริบ! ท้องฉันปวดจนจะขาดใจอยู่แล้ว แต่คุณก็ยังจะมาบังคับขืนใจฉัน คุณมันบ้า! คุณมันไม่มีหัวใจ!”
คำตวาดที่เต็มไปด้วยความเ็ปและข้ออ้างเื่โรคกระเพาะ ทำให้อาชวินชะงักงัน เขาขมวดคิ้วมุ่น กวาดสายตามองใบหน้าที่ซีดเผือด ริมฝีปากที่แห้งผาก และอาการหอบสั่นของคนใต้ร่าง มันดูสมจริงเกินกว่าจะเป็การแสดง ลึกๆ ในอกของชายหนุ่มกระตุกวูบด้วยความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความผิดผิดชอบชั่วดี
อาชวินค่อยๆ ลดมือลง ลดท่าทีคุกคามที่แข็งกร้าวลงอย่างไม่รู้ตัว เขาดันตัวลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียง เสยผมที่ปรกหน้าผากลวกๆ ด้วยความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ถูก
“แล้วทำไมไม่รู้จักหาอะไรกิน” เขาพึมพำเสียงห้วน ตวัดสายตามองเธอ “โง่หรือไงถึงปล่อยให้ตัวเองปวดท้องจนอ้วกแตกอ้วกแตนขนาดนี้”
เธอรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างจนถึงคอ นอนตะแคงหันหลังให้เขา ซุกซ่อนมือที่ยังคงสั่นระริกไว้ใต้ผ้าห่ม “ออกไปเถอะค่ะ... ฉันปวดท้อง ฉันอยากพักผ่อน”
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง อาชวินมองแผ่นหลังเล็กที่สั่นสะท้านตามจังหวะการสะอื้น ทิฐิในใจสั่งให้เขาเดินออกไป ปล่อยให้เธอจมอยู่กับความเ็ปเพื่อเป็การลงโทษที่กล้าขึ้นเสียงใส่เขา แต่สองขากลับหนักอึ้งราวกับถูกตอกหมุดไว้กับพื้น
ชายหนุ่มจิ๊ปากอย่างขัดใจ ก่อนจะลุกขึ้นเดินตึงตังออกไปจากห้อง ทิ้งให้มินตราถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกที่รอดพ้นวิกฤตมาได้อย่างหวุดหวิด ทว่าความโล่งใจนั้นอยู่ได้ไม่ถึงสิบนาที บานประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง
มินตราสะดุ้งสุดตัว หันไปมองด้วยความหวาดระแวง อาชวินเดินกลับเข้ามาพร้อมกับแก้วน้ำอุ่นและแผงยาแก้โรคกระเพาะที่เขาไปรื้อค้นมาจากตู้ยาสามัญประจำบ้าน เขาวางมันกระแทกลงบนโต๊ะหัวเตียงเสียงดัง
“ลุกขึ้นมากินยาซะ” เขาสั่งเสียงดุ
“ฉัน... ฉันไม่อยากกิน” เธอปฏิเสธ ขยับตัวหนีเพราะกลัวว่ายาพวกนี้จะเป็อันตรายต่อเด็กในครรภ์
“อย่ามาทำตัวมีปัญหาตอนนี้นะมินตรา” อาชวินโน้มตัวลงไปกระชากแขนเธอให้ลุกขึ้นนั่ง บีบบังคับให้เธอรับแก้วน้ำและยาไปถือไว้ “กินเข้าไป ก่อนที่ฉันจะบีบปากแล้วกรอกมันลงไปคอเธอเอง ฉันไม่อยากให้ใครมาตายในบ้านฉัน”
มินตรามองเม็ดยาในมือ สลับกับใบหน้าดุดันที่ซ่อนความห่วงใยไว้ใต้หน้ากากน้ำแข็ง เธอรู้ว่ายาแก้โรคกระเพาะตัวนี้ไม่อันตรายต่อคนท้อง เพราะแม่ของเธอเคยให้กินตอนที่เธอปวดท้องบ่อยๆ สมัยก่อน เด็กสาวจำใจกลืนเม็ดยาลงคอ ดื่มน้ำอุ่นตามจนหมดแก้ว
อาชวินดึงแก้วเปล่ากลับไปวางที่เดิม ก่อนจะกดไหล่บางให้เธอนอนลง มือหนาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างให้เธออย่างลวกๆ
“นอนซะ” เขาพูดแค่นั้น ก่อนจะเดินกลับไปล้มตัวลงนอนบนพื้นที่ว่างอีกฝั่งของเตียงคิงไซส์ ดึงผ้าห่มส่วนของเขาขึ้นมาคลุม แล้วหันหลังให้เธอ
มินตราเบิกตากว้างในความมืด เธอคิดว่าเขาจะกลับไปนอนห้องตัวเองแล้วเสียอีก การที่เขานอนอยู่ข้างๆ แม้จะหันหลังให้ แต่กลิ่นอายและไออุ่นจากตัวเขากลับทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ ภายใต้ความป่าเถื่อนและถ้อยคำร้ายกาจ ทำไมเขาถึงต้องมาคอยดูแลเธอด้วยการกระทำเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ด้วย?
ความสับสนตีรวนอยู่ในอกจนมินตราต้องข่มตาหลับ เธอบอกตัวเองว่าห้ามหวั่นไหวกับความอ่อนโยนจอมปลอมนี้เด็ดขาด เขาไม่ได้ทำเพราะรัก เขาแค่ไม่อยากให้ของเล่นชิ้นโปรดต้องพังคามือไปก็เท่านั้น
เช้าวันต่อมา
มินตราตื่นขึ้นมาพบกับความว่างเปล่าบนเตียง อาชวินออกไปทำงานแล้ว ทว่าบนโต๊ะหัวเตียงกลับมีโจ๊กหมูอุ่นๆ ในชามเซรามิกวางอยู่คู่กับกระดาษโน้ตสีเหลืองแผ่นเดิม แต่คราวนี้ข้อความบนนั้นเปลี่ยนไป
‘กินซะให้หมด อย่าให้พ่อฉันมาบ่นว่าฉันเลี้ยงดูน้องสาวไม่ดี’
ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น มินตรารีบเดินหนีเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว อาการคลื่นไส้ในตอนเช้ายังคงเล่นงานเธออย่างหนัก เธออาเจียนเอาน้ำย่อยออกมาจนหมดแรง ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะพยุงตัวลงไปข้างล่างได้
เมื่อลงมาถึงห้องอาหาร คุณพลอยกำลังยืนจัดดอกไม้อยู่ที่มุมห้อง หญิงวัยกลางคนหันมาเห็นลูกสาวก็รีบเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้ม
“มิ้นท์ อาการดีขึ้นหรือยังลูก เมื่อเช้าคุณคินน์บอกแม่ว่าลูกเป็โรคกระเพาะกำเริบหนัก ท่านเลยให้คนครัวทำโจ๊กไปให้ที่ห้อง”
คำพูดของแม่เปรียบเสมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจ มินตราฝืนยิ้มรับ “ค่ะแม่ มิ้นท์ดีขึ้นมากแล้ว”
“ดีแล้วลูก อ้อ เมื่อกี้มีพัสดุมาส่งให้มิ้นท์นะ แม่วางไว้บนโต๊ะรับแขกน่ะ”
มินตราพยักหน้ารับ เดินตรงไปยังห้องรับแขกเพื่อดูพัสดุ มันเป็กล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดกลางที่จ่าหน้าถึงเธอ เธอหยิบคัตเตอร์มาเปิดกล่องอย่างไม่ใส่ใจนัก คิดว่าเป็หนังสืออ้างอิงที่สั่งซื้อออนไลน์ ทว่าทันทีที่ฝากล่องเปิดออก ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ภายในกล่องไม่ใช่หนังสือ แต่เป็ผลิตภัณฑ์นมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ วิตามินบำรุงครรภ์ และโบรชัวร์แนะนำการดูแลทารกในครรภ์!
เืในกายของมินตราเย็นเฉียบ ใครเป็คนส่งของพวกนี้มา? เธอไม่เคยสั่งมันแน่ๆ แล้วใครที่รู้ความลับนี้?
‘เต้... หรือว่าเต้จะรู้?’ ความคิดแรกพุ่งเป้าไปที่เพื่อนสนิท เพราะเมื่อวานเตชินท์จับผิดอาการของเธอได้ แต่มันจะเป็ไปได้อย่างไร ในเมื่อเธอไม่เคยปริปากบอกใครเลย
จังหวะที่เธอกำลังสับสนและตื่นตระหนก เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าประตูบ้าน มินตราหันขวับไปมอง ร่างสูงสง่าของอาชวินในชุดสูทสีเทาก้าวเข้ามาในห้องรับแขก เขากลับมาบ้านเร็วกว่าปกติ
มินตรารีบตะปบฝากล่องกระดาษปิดลงทันที มือเล็กสั่นเทาพยายามดึงสก็อตเทปมาปิดทับอย่างลนลาน แต่ความร้อนรนของเธอกลับยิ่งเป็จุดสนใจ อาชวินชะงักฝีเท้า ั์ตาคมกริบหรี่มองท่าทีมีพิรุธของเด็กสาว
“ซ่อนอะไร” เขาถามเสียงเรียบ ก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาหา
“ป...เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร แค่หนังสือเรียน” มินตรารีบคว้ากล่องกระดาษมากอดไว้แนบอก ถอยหลังหนีจนชนกับขอบโต๊ะ
“หนังสือเรียนทำไมต้องทำหน้าตื่นขนาดนั้น” อาชวินหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายแผ่ซ่านเข้ามาใกล้จนมินตราต้องกลั้นหายใจเพื่อระงับความคลื่นไส้ “เอามาให้ฉันดู”
“ไม่ค่ะ! มันเป็ของส่วนตัวของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่ง!” มินตรากอดกล่องแน่นขึ้น แววตาแข็งกร้าวขึ้นมาเพื่อปกปิดความกลัว
อาชวินไม่พูดอะไร เขาเอื้อมมือมาคว้าขอบกล่องกระดาษ มินตราขืนแรงดึงไว้สุดชีวิต นิ้วของเขาจงใจลูบผ่านหลังมือของเธออย่างเชื่องช้า ััที่เย็นเยียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจทำเอามินตราขนลุกซู่ ทั้งสองยื้อแย่งกล่องกระดาษกันอยู่เงียบๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบขาดใจ
“ปล่อยมินตรา อย่าให้ฉันต้องใช้กำลัง” เขากดเสียงต่ำ แววตาเริ่มฉายแววหงุดหงิด
“ก็ฉันบอกว่ามันเป็ของส่วนตัวไงคะ! คุณจะมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตฉันทุกเื่ไม่ได้นะ!”
“อ้าว คุณคินน์ กลับมาเร็วจังเลยนะคะ”
เสียงของคุณพลอยที่เดินเข้ามาจากห้องอาหารทำาย่อยๆ หยุดชะงัก อาชวินยอมปล่อยมือจากกล่องกระดาษอย่างรวดเร็ว ปรับสีหน้าให้เป็ปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มินตรารีบกอดกล่องไว้แน่น หันหลังให้มารดาเพื่อซ่อนความตื่นตระหนก
“พอดีผมมีเอกสารต้องกลับมาเอาที่ห้องทำงานน่ะครับคุณพลอย” อาชวินตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ ก่อนจะปรายตามองแผ่นหลังเล็กของมินตรา “น้องมิ้นท์เพิ่งได้รับพัสดุ สงสัยจะดีใจมาก กอดไว้ไม่ยอมปล่อยเลย”
“อ๋อ หนังสือที่ลูกบ่นว่าอยากได้ใช่ไหมมิ้นท์ งั้นก็เอาขึ้นไปเก็บบนห้องสิลูก เดี๋ยวจะเกะกะตรงนี้”
“ค...ค่ะแม่ มิ้นท์ขอตัวก่อนนะคะ”
มินตรารีบจ้ำอ้าวขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หันกลับมามองสายตาคมกริบที่จ้องตามหลัง ทันทีที่เข้าห้องและล็อกประตูได้ เธอก็ทรุดตัวลงพิงบานประตู หอบหายใจอย่างหนักหน่วง กล่องพัสดุปริศนายังคงอยู่ในอ้อมแขน มันคือสัญญาณเตือนว่าความลับของเธอเริ่มมีรอยรั่วแล้ว
่หัวค่ำของวันเดียวกัน
มินตรานั่งเหม่อลอยอยู่ริมระเบียงห้องนอน ลมพัดเย็นๆ ไม่ได้ช่วยให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลงได้เลย เธอพยายามสืบหาต้นตอของพัสดุชิ้นนั้น แต่ไม่มีชื่อผู้ส่งระบุไว้ชัดเจน มีเพียงตราประทับของร้านขายยาแห่งหนึ่งเท่านั้น
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่ลูกบิดจะถูกหมุนเปิดออกโดยคนที่มีกุญแจสำรอง อาชวินเดินเข้ามาในห้องด้วยชุดลำลอง เสื้อยืดสีดำและกางเกงวอร์มที่ดูผ่อนคลาย แต่รังสีคุกคามรอบตัวกลับไม่ได้ลดลงเลย เขาเดินตรงมาที่ระเบียง หยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่
“โรคกระเพาะของเธอ เป็ยังไงบ้าง” เขาถามขึ้นทำลายความเงียบ
มินตราสะดุ้งเล็กน้อย หันไปมองเขา “ดีขึ้นแล้วค่ะ ขอบคุณที่ถาม”
“ดีขึ้นก็ดี” อาชวินล้วงมือสอดกระเป๋ากางเกง ั์ตาสีเข้มจ้องมองใบหน้าจืดชืดผ่านเลนส์แว่นตา “เพราะพรุ่งนี้ ฉันเคลียร์คิวงาน่เช้าไว้หมดแล้ว”
“คุณเคลียร์คิวงานทำไมคะ?” มินตราขมวดคิ้ว ลางสังหรณ์ร้ายเริ่มก่อตัว
“เตรียมตัวให้พร้อม” เขาก้มลงมากระซิบที่ข้างหู น้ำเสียงราบเรียบทว่าเฉียบขาด “ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาล”
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง หัวใจร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม “ฉ...ฉันดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องไปหรอกค่ะ กินยาแป๊บเดียวก็หายแล้ว”
“ไม่ได้” อาชวินยืดตัวขึ้น แววตาของเขาปราศจากความล้อเล่น มันเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยที่จับจ้องเธอราวกับเครื่องสแกน “ฉันจะให้หมอตรวจเช็กให้ละเอียด ตรวจให้หมดทุกอย่าง เจาะเื อัลตราซาวด์... โดยเฉพาะ่ท้องของเธอ”
มินตราหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก “ท...ทำไมต้องตรวจละเอียดขนาดนั้นคะ ฉันเป็แค่โรคกระเพาะ”
อาชวินกระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เหมือนมัจจุราชกำลังชูเคียวรอเกี่ยวิญญา
“ก็จะได้รู้ไงล่ะมินตรา... ว่าที่ปวดๆ อ้วกๆ แถมยังหวงหน้าท้องนักหนาเนี่ย มันเป็เพราะโรคกระเพาะ... หรือเป็เพราะมีมารหัวขนมาแอบซ่อนอยู่ข้างในกันแน่”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนคำสั่งปะา มินตรารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมด เธอสบตากับปีศาจร้ายที่ยืนยิ้มเืเย็นอยู่ตรงหน้า พรุ่งนี้... การตรวจร่างกายพรุ่งนี้จะเปิดเผยทุกอย่าง และเมื่อเขารู้ความจริง นรกขุมที่ลึกที่สุดจะเปิดรอรับเธอและลูกน้อยในท้องอย่างไม่ต้องสงสัยเลย