เห็นหลินเสวี่ยจู๋มีท่าทางอ่อนแรงหลินเฉิงจางก็เข้าไปถามไถ่ด้วยความห่วงใย
“ลูกสาวเป็นอันใดไป? ผู้ใดรังแกเจ้า? บอกพ่อมา พ่อจะสาปแช่งเขาเสีย”
หลินเสวี่ยจู๋มองบิดาอย่างเฉยเมย“ท่านพ่อ ท่านเป็นขุนนางบุ๋นนะเจ้าคะ” เหตุใดถึงทำตัวเหมือนนักพรตกันเล่า?
หลินเฉิงจางเอ่ยอย่างหมายมั่น“เพราะเป็นขุนนางบุ๋นต่างหากถึงได้สาปแช่ง หากเป็นขุนนางบู๊พ่อคงลงมือไปแล้ว”
หลินเสวี่ยจู๋คิด‘มีเหตุผล’
สองพ่อลูกกำลังหยอกล้อกันก็ได้ยินเสียงเกือกม้าดังแว่วมาจากด้านหลังฝุ่นลอยตลบอบอวล
หลินเฉิงจางรีบหมุนตัวไปโอบร่างของภรรยาและบุตรสาวมาไว้ในอ้อมแขน
หลินเสวี่ยจู๋เกาะแขนบิดาแล้วมองตรงไปเห็นว่าเป็นพลทหารม้าสวมชุดเกราะหลายสิบนาย พวกเขาควบม้าผ่านขบวนเนรเทศไปด้วยท่าทางยโสโอหังอย่างยิ่ง
คนของเหยี่ยนอ๋องหรือ? หลินเสวี่ยจู๋จำสัญลักษณ์บนชุดเกราะได้ขณะเดียวกันก็จำได้ว่ามีค่ายสรรพาวุธแห่งหนึ่งตั้งอยู่บนภูเขาลูกนี้ด้วยที่ตั้งของค่ายสรรพาวุธเป็นความลับสุดยอด มีเพียงฮ่องเต้และผู้ดูแลค่ายเท่านั้นที่รู้
ผู้ดูแลค่ายคือเหยี่ยนอ๋องจะว่าไปแล้วหากเหยี่ยนอ๋องปรากฏตัวที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หลินเสวี่ยจู๋กลับรู้ว่าวินัยในค่ายสรรพาวุธนั้นเข้มงวดอย่างยิ่งหากไม่ได้มีสถานการณ์พิเศษจะห้ามไม่ให้บุคคลใดเข้าออกยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเคลื่อนไหวของพลทหารม้าสวมชุดเกราะหลายสิบนายเลยจะต้องมีเรื่องใหญ่อะไรบางอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่
เพียงแต่วันถัดมาก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยตลอดทั้งวันขบวนเนรเทศค้นหาสถานที่เหมาะสมในการตั้งค่ายพักแรมอย่างยากลำบาก เมื่อพบแล้วก็สั่งให้ทุกคนหยุดพัก
“คืนนี้มีเพียงกลุ่มล่าสัตว์เท่านั้นที่จะออกไปข้างนอกคนอื่นๆ อย่าไปไหนมาไหนเลยเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ย
หลินเฉิงจางเองก็สังเกตเห็นเช่นกันว่าบรรยากาศผิดปกติจึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ลู่โม่พาเหยียนต้าและหูอี้ถ่งออกล่าสัตว์ส่วนคนที่เหลืออยู่ที่ค่ายพักแรม
หลินเสวี่ยจู๋อ้างว่าเหนื่อยแล้วปีนขึ้นไปนอนบนรถม้านางคิดที่จะปรับเปลี่ยนนาฬิกาชีวิตในวันนี้เล็กน้อย นางตัดสินใจแล้วว่าจะออกไปเก็บทรัพยากรตอนกลางดึกเพื่อไม่ให้ผู้ใดสังเกตเห็น
เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาดึกแล้วหลินเสวี่ยจู๋เลิกผ้าม่านแล้วลอบมองออกไปด้านนอก ทั้งครอบครัวหลับกันหมดแล้วมีหยวนซิวเพียงผู้เดียวที่ยังคงตื่นอยู่ เขากำลังนั่งตัดท่อนไม้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ห่างออกไปค่อนข้างไกล
หลินเสวี่ยจู๋ปีนออกจากอีกด้านของรถม้าเงียบๆพยายามหลบสายตาของหยวนซิวแล้วเดินเข้าไปในป่าอย่างเงียบงัน
เมื่อเห็นร่องรอยของหญ้าที่ถูกถอนเต็มพื้นแล้วนางก็อดไม่ได้ที่จะสะท้อนใจเล็กน้อยต้องหิวมากเพียงใดถึงได้ไม่ปล่อยไปแม้แต่หญ้า?
นางทำได้เพียงเดินลึกเข้าไปในป่ายิ่งเข้าไปลึกมากเท่าไร ทรัพยากรก็มากยิ่งขึ้น
นางเดินไปเก็บไปในที่สุดหลังจากได้เห็นต้นเกาลัด นางก็รู้สึกว่าการเดินทางเที่ยวนี้ประสบความสำเร็จแล้วเมื่อนึกถึงรสชาติของเกาลัดคั่วน้ำตาล นางก็ใช้ความคิดเก็บต้นเกาลัดเข้าไปในมิติ ทำให้เบื้องหน้าพลันว่างเปล่าทันทีส่งผลให้หลินเสวี่ยจู๋สบกับดวงตาเล็กๆ ของกวางน้อยโดยไม่ทันได้ตั้งตัวกวางน้อยคงจะซ่อนตัวพักผ่อนอยู่หลังต้นเกาลัด มันไม่คาดคิดว่าต้นเกาลัดจะหายไป จึงทำได้เพียงตกตะลึงมองหลินเสวี่ยจู๋ด้วยความสับสนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นสับขาวิ่งหนี
หลินเสวี่ยจู๋วิ่งตามมันไปโดยไม่รู้ตัวกวางน้อยรวดเร็วยิ่งนัก เคลื่อนที่ไวราวกับงู หางน้อยโบกสะบัดไปมาไม่หยุด พยายามสลัดหลินเสวี่ยจู๋ให้หลุดแม้ว่าหลินเสวี่ยจู๋จะแข็งแรงเพียงใด แต่ไล่ตามไปสักพักสุดท้ายก็ไม่อาจย่นระยะทางให้เหลือห้าเมตรได้ จึงทำได้เพียงยอมแพ้นางไม่ได้คิดที่จะกินกวางน้อยที่น่ารักเพียงต้องการจับมันเข้าไปเลี้ยงไว้ในมิติเท่านั้น ตอนว่างๆ จะได้ลูบไล้คลายเบื่อแต่ในเมื่อตามไม่ทันก็หมายความว่าเจตนารมณ์ของสวรรค์เป็นเช่นนี้สุดท้ายแล้วกวางน้อยก็เป็นสัตว์ป่า นางไม่อาจเลี้ยงให้เชื่องได้
เพียงแต่กวางน้อยได้พานางมายังพื้นที่ที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งนางประหลาดใจที่พบต้นเจินจื่อ[1] ต้นแปะก๊วย และมีแม้กระทั่งต้นเซียงเฝ่ย[2] เพียงแค่พืชจำพวกถั่วนางก็นับได้ห้าหกชนิดแล้วหากผลผลิตเพิ่มขึ้นนางย่อมสามารถเปิดร้านขายถั่วได้เลย
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋รวบรวมทรัพยากรได้มากพอแล้วก็รู้สึกพึงพอใจยิ่งนักขณะที่นางตัดสินใจที่จะกลับค่าย นางก็พบเส้นทางเล็กๆ เส้นหนึ่งพื้นดินเบื้องหน้ากว้างราวห้าฉื่อ ต้นหญ้าไม่ขึ้น หลินเสวี่ยจู๋จมอยู่ในความคิดเส้นทางบนภูเขาลึกแตกต่างจากเส้นทางด้านนอก หากไม่ได้มีคนตั้งใจทำทางเดินเอาไว้ พื้นดินคงไม่โล่งจนต้นหญ้าไม่ขึ้นเช่นนี้คำอธิบายเพียงอย่างเดียวคือมีคนใช้เส้นทางนี้บ่อยครั้งหลินเสวี่ยจู๋นึกเชื่อมโยงไปถึงค่ายสรรพาวุธอันลึกลับแห่งนั้น พลางรู้สึกทันทีว่าตนเองได้พบความลับอันยิ่งใหญ่เข้าแล้ว
ความอยากรู้อยากเห็นสั่งให้นางเดินตามเส้นทางเล็กไปทว่าจิตสำนึกกลับบอกให้นางหันหลังกลับ เนื่องจากนางไม่รู้ว่าตนเองอยู่ห่างจากค่ายสรรพาวุธมากเพียงใดจึงไม่อาจรับประกันได้ว่านางจะกลับไปที่ค่ายพักแรมได้ทันก่อนรุ่งสางหลินเสวี่ยจู๋ชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสีย ก่อนจะหมุนตัวเข้าไปในป่าอีกครั้งด้วยความแน่วแน่นางตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางขากลับเพื่อเก็บรวบรวมทรัพยากร จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงคนสนทนากันดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
“เร่งมือหน่อยต้องรีบไปให้ถึงก่อนรุ่งสาง”
หลินเสวี่ยจู๋หยุดฝีเท้า ก่อนจะมองหาพงหญ้ารกชัฏเพื่อซ่อนตัวผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา รถเข็นหลายคันได้ปรากฏขึ้น
หลินเสวี่ยจู๋มองไปอย่างระมัดระวังเห็นว่ารถเข็นทุกคันมีคนสิบกว่าคนนอนอยู่ อายุและเพศของพวกเขาต่างกันมีทั้งบุรุษและสตรี แต่กลับมีจุดเด่นร่วมกันคืออาภรณ์ที่พวกเขาสวมใส่อยู่ขาดรุ่งริ่งและมีรูปร่างผอมความคิดบางอย่างผุดขึ้นในหัวนางทันที จู่ๆ นางก็นึกถึงเนื้อเรื่องตอนหนึ่งในนิยายขึ้นมาได้กล่าวคือ ในงานเลี้ยงวันพระราชสมภพของฮ่องเต้สุนัข ขุนนางผู้หนึ่งได้กล่าวคำพูดประจบประแจงใจความสำคัญของคำพูดนั้นคือ ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องราษฎรในเมืองหลวงมีชีวิตเจริญรุ่งเรือง ไม่มีแม้แต่ขอทานหรือคนจรจัดอยู่ข้างถนน
นี่มันหมายความว่าอย่างไร? ก็หมายความว่าฮ่องเต้ปกครองบ้านเมืองได้ดีทำให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขอย่างไรเล่า
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มหยันอยู่ในใจแล้วขอทานกับคนจรจัดหายไปไหนหมดเล่า?
เฮอะๆก็ถูกฮ่องเต้สุนัขจับไปใช้แรงงานหมดน่ะสิ!
เหล่าคนงานถูกพาขึ้นภูเขาลึกด้วยความสับสนนอกจากเป็นทาสแล้วก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแม้แต่เด็กน้อยที่อายุไม่กี่ขวบฮ่องเต้สุนัขก็ยังไม่ละเว้น
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเด็กน้อยหลายคนอยู่ในวัยเดียวกับหลินอวี่เซวียนนี่ถือเป็นการใช้แรงงานเด็กหรือไม่?
หลินเสวี่ยจู๋โมโหจนอยากด่าในใจปรารถนาที่จะนำตัวขอทานกับคนจรจัดเหล่านั้นเข้าไปในมิติแต่เมื่อเห็นพลทหารม้าสวมชุดเกราะจำนวนสิบกว่าคนที่ท้ายขบวนนางก็ข่มความปรารถนาภายในใจ
ช่างเถิด นางสู้ไม่ไหวหรอก
หลินเสวี่ยจู๋นั่งนิ่งอยู่ในพงหญ้ารอจนคนพวกนั้นจากไปไกลจึงหันหลังกลับ เพียงแต่นางไม่ได้กลับไปที่ค่ายพักแรม แต่เดินอ้อมไปหน้าค่ายราวสามลี้ที่นั่นเป็นเหวแห่งหนึ่ง มียอดเขาสูงชันและโขดหินอยู่สองฟากเส้นทางแคบและเดินลำบากยิ่ง ผู้คุมบอกไว้เมื่อวานว่าต้องออกจากเหวนี้ก่อนถึงจะมองหาสถานที่ตั้งค่ายพักแรมในคืนถัดไปได้
หลินเสวี่ยจู๋หัวเราะเบาๆนางย้ายโขดหินเข้าไปในมิติ จากนั้นย้ายออกไปใส่ในเหว เพียงไม่กี่นาที เส้นทางแคบๆก็ถูกโขดหินอุดไว้ นางปรบมือด้วยความพึงพอใจแล้วกลับไปที่ค่ายอย่างรวดเร็ว
ฮ่องเต้สุนัขมาดูกันว่ามารดาจะก่อกวนเจ้าอย่างไร!
.............................
[1] เจินจื่อหมายถึง เฮเซลนัท
[2] เซียงเฝ่ยหมายถึง ทอร์เรยา พืชตระกูลไม้สนที่มีคุณสมบัติเป็นไม้ประดับและให้ผลไม้