ตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อนที่เควินจะได้แม่ผู้ให้กำเนิดคนใหม่และพลังชนิดใหม่ เควินได้รับมอบหมายจากพ่อของเขาที่เป็นเสนาธิการทหารสูงสุดให้เดินทางมาที่เมืองชายขอบทางเหนือกำแพงเมืองที่เจ็ดสิบของจักรวรรดิให้มาส่งพระราชสาร์นมังกรแห่งแสงซึ่งเป็นพระราชสาร์นลับสุดยอดโดยนำผู้ติดตามมาจำนวนสองคน
ระหว่างทางที่มาเขาเองก็ต้องเข้าไปขออนุญาตบอกกล่าวแก่เจ้าเมืองต่างๆให้เปิดเขตของตนเพื่อเดินทางต่อไป เพราะการที่เควินจะเดินทางขึ้นเหนือนั้นยากลำบากอย่างถึงที่สุดทุกเมืองที่เชื่อมต่อกับทางหลักและเขตป่าทั้งหมดจะถูกทำเป็นแนวป้องกันขั้นสูงเป็นกำแพงที่มีความสูงถึงห้าสิบเมตรยาวสุดลูกหูลูกตาเพื่อเอาไว้ต้านทานการบุกจากปีาจและมารอสูรที่ปรากฎมาจากมิติซ่อนเร้น
ซึ่งระลอกการบุกโจมตีนั่นแทบจะเรียกได้ว่าบุกมาได้ทุกเดือน ครั้งหนึ่งที่บุกมานั้นไม่ต่ำกว่าสิบล้านตัวโดยการบุกพวกมันจะผลัดกันบุกมาโดยเดือนนี้อาจรับมือการบุกของปีศาจแต่เดือนหน้าก็จะกลายเป็นมารอสูร พวกมันสองเผ่าพันธุ์มีรูปแบบการโจมตีและการป้องกันที่แตกต่างกันทำให้แต่ละเดือนพ่อของเควินเองก็แทบจะหัวหมุน เควินควบม้ามาจนสามารถมองเห็นจุดหมายปลายทางของเขาอยู่ตรงหน้าแล้ว กำแพงที่ตั้งสูงเด่นตะง่าที่สูงราวห้าสิบเมตรเชื่อมต่อกันยาวจุดสุดลูกหูลูกตา ด้านล่างกำแพงลงมาก็พบเมืองที่ตั้งของจุดสิ้นสุดของการเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ ในเมืองนี้ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นทหารถึงสี่ส่วนแต่ก็มีพวกนักผจภัยที่เป็นอาชีพพิเศษที่สามารถก้าวข้ามไปยังมิติซ่อนเร้นได้พวกเขาจะพากันมารวมตัว ณ ที่แห่งนี้เพื่อเข้าไปล่าปีศาจและมารอสูร ถ้าหากคนที่ไม่รับรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับปีศาจและมารอสูรคงต้องมองเมืองแห่งนี้เป็นเหมือนอาณาจักรที่สวยงามแห่งหนึ่งแน่ๆ "นายน้อย ตารางการบุกของเดือนนี้คือพวกปีศาจ ท่านจะเข้าร่วมการป้องกันกำแพงกับพวกทหารไหมครับ" หนึ่งในผู้ติดตามที่ชื่อคอเรนกล่าวถาม "ต้องรอดูสถาณการณ์ก่อนละนะ ถ้าหากไม่เจอพวกปีศาจระดับห้าขึ้นไปคงจะไม่ลงแรงแน่ๆ" เควินทำท่าทีครุ่นคิดบางอย่างจากนั้นหันไปหาผู้ติดตามอีกคนแล้วพูดว่า "เรทีน่า เจ้าไปสืบเรื่องของเจ้าเมืองคนปัจจุบันได้มาว่าอย่างไรบ้าง" "เรียนนายน้อย เจ้าเมืองคนปัจจุบันนามว่า ค็อก ฮา เป็นคนเจ้าเล่ห์ ไม่พอยังชอบหนีไปในตอนที่ปกป้องกำแพงเมืองทุกครั้งอีกด้วย พร้อมนำเงินทองทรัพย์สินของทางราชสำนักแจกจ่ายมาเป็นของตนและยังนำกลับไปซ่อนที่กำแพงเมืองชั้นในอีกด้วย ไม่ทราบว่านายน้อยจะจัดการเช่นไร ลงมือเลยหรือไม่"เรทีน่ากล่าวรายงานทั้งแสดงท่าทีรังเกียจคนประเภทนี้ออกมาทางสีหน้าอย่างเด่นชัด การปกครองเขตก็กินภาษีของประชาชนไปไม่พอยังจะนำเงินที่ราชสำนักแจกจ่ายมาแอบเอาไปเก็บเอาไว้อีกคนประเภทนี้ไม่สมควรมีอยู่ในสังคมจริงๆ "ยังไม่ต้องเรทีน่า พักไว้ก่อนในตอนนี้พวกเราต้องจัดการเรื่องขยายขอบเขตของกำแพงออกไปอีกก่อนเรื่องนี้สำคัญกว่า ส่วนที่ว่าจะจัดการมันตอนไหนเมื่อขยายกำแพงออกไปได้สำเร็จค่อยจัดการพวกมันทั้งหมดในคราเดียว" "รับทราบ" คอเรนและเรทีน่าประสานมือตอบรับ ……… ……… ในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดปรากฎสตรีรูปโฉมงดงามราวกับเทพเซียน เธอมีเส้นผมสีแดงเพลิง สวมใส่ชุดเดรสสีแดง เพียงแต่ดวงตาของเธอนั้นเป็นสีดำมืดอันน่าขนลุก อาจให้คำนิยามได้ว่าน่าหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด เธอเพ่งจิตไปตามที่ต่างๆราวกับกำลังหาของสำคัญบางอย่างที่มีค่ามากมาย หรืออาจมากกว่าชีวิตเธอเสียด้วยซ้ำจากนั้นใบหน้าที่บึ้งตึงกลับปรากฎรอยยิ้มที่แสนพอใจออกมาจากใบหน้าของเธอ "ข้าพบแล้ว! ผู้สืบทอดของข้า ผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของข้า โอ้ ลูกแม่!!" จากนั้นเองหลังจากที่เธอกล่าวจบร่างกายของเธอก็พลันหายวับไปในทันทีทิ้งเหลือไว้เพียงความมืดที่ไร้จุดสิ้นสุดดังเดิม ……. การเดินทางของเควินและผู้ติดตามเองก็ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดลงในไม่ช้าพวกเขาห่างจากเมืองเพียงสองกิโลเมตรเท่านั้น แต่ก็สามารถมองเห็นประตูเมืองได้อย่างชัดเจน หน้าประตูเมืองเองก็มีเหล่าคนมากมายออกมารอการมาถึงของเควินหนึ่งในนั้นจะขาดใครไปไม่ได้นอกจาก ค็อก ฮา เจ้าเมืองคนปัจจุบันก็ออกมารอการมาของเควินเช่นเดียวกัน "เป็นเกียรติอย่างยิ่ง นายน้อยลำดับสี่แห่งตระกูล คาร์เวีย ให้การมาตรวจการ ณ ที่แห่งนี้" ค็อกเมื่อเห็นว่าทั้งสามเดินทางมาถึงแล้วรีบพุ่งตัวเข้าไปด้วยสีหน้าประจบสอพลออย่างรวดเร็ว "นี่เจ้าบ้า เจ้าเรียกนายน้อยแบบนี้ได้เช่นไรพวกเราได้รับคำสั่งตรงจากองค์จักรพรรดิให้มาที่นี้ด้วยพระองค์เองเจ้าต้องเรียก ผู้ตรวจการแผ่นดินสิถึงจะถูก"หลังจากพูดจบคอเรนใช้นิ้วชี้ไปที่ม้าของพวกเขาที่ใช้ควบม้ามันมีตราแห่งจักรวรรดิอยู่ซึ่งไม่สามารถลอกเรียนแบบได้ ซึ่งผู้ใดได้รับการประทานม้าชนิดนี้ให้มาทำงานนอกเมืองหลวงไม่ว่าจะมีตำแหน่งอะไรฐานะอะไรจำต้องให้การเคารพและเรียกคนผู้นั้นว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน "เออ" ค็อกนิ่งไปสักพัก จากนั้นก็โน้มตัวลงโค้งคำนับ "ขออภัย ข้าคนโง่เขลาอยู่ ณ จุดนี้มานานนับสิบปียังไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้" "หืม เจ้าบอกไม่ทราบแล้วเจ้าเป็นเจ้าเมืองได้เช่นไร"เรทีน่าเองก็ไม่สบอารมณ์กับท่าทีของค็อก และสายตาที่น่ารังเกียจคอยลอดผ่านมาจ้องมองมาที่ร่างกายของเธอโดยซ่อนความหื่นกระหายไว้ภายใต้หน้าตาที่ประจบสอพลอ "พอได้แล้ว!" ในที่สุดเควินเองก็ทนไม่ไหวเขาจะมาส่งสาร์นและคิดว่าจะรอดูการบุกของปีศาจหากว่าโชคดีมีปีศาจระดับห้าโผล่เข้ามาเขาเองก็จะลงมือด้วยเช่นกัน ฉายา วีรบุรุษสีแดง ที่เขาได้มาตอนวัยสิบขวบไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยการจัดฉากหรืออะไรแต่ได้มาโดยฝีมือที่ยอดเยี่ยมและดุดันของเขาเอง มันเป็นเรื่องธรรมดาที่บุตรของชนชั้นสูงจะต้องได้รับการฝึกฝนให้สามารถต่อสู้กับปีศาจและมารอสูรตั้งแต่อายุเจ็ดปีจนถึงอายุสิบปีก็จะต้องเข้าร่วมสงครามที่มีทุกเดือน ในการรบครั้งแรกของเควินก็ได้สร้างเหตุการณ์อันน่าตกใจขึ้นมาให้แก่พ่อของเขาเวทย์แสงที่ใช้ออกมาพร้อมกับมีดสั้นคู่ที่เป็นอาวุธประจำตัวของเควินกวัดแกว่งไปมาในสนามรบเลือดสีแดงฉานก็พรมลงบนร่างกายของเขาย้อมจนกลายเป็นสีแดงให้ความรู้สึกน่าหวาดหวั่นอย่างสุดแสนแต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดของเหตุการณ์นั้น
แต่กลับเป็นเหตุการณ์ต่อมาที่สร้างปรากฎการณ์แห่งวงการทหารเมื่อมีมารอสูรระดับสี่ที่ร่างกายใหญ่โตถึงสามเมตรฝ่าวงล้อมเข้ามาในครั้งนั้นไม่อาจมีคู่ต่อกรที่สามารถหยุดมารอสูรตนนี้ได้ ณ ตอนนั้นก็เป็นจุดที่เควินประจำการพอดี เขาตัดสินใจด้วยความรวดเร็วและเฉียบคมพุ่งแหวกสายลมเข้าประชิดตัวมารอสูรระดับสี่ตนนี้
เขาใช้มีดสั้นรวบรวมแสงไว้ที่ตัวใบมีดท่าเคลื่อนไหวที่เป็นภาพติดตาทำให้มารอสูรตกตลึงมันไม่เคยพบสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน เด็กน้อยที่พึ่งเกิดมาได้วันสองวันมีความสามารถน่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้อยู่ทำให้มันเองต้องมีโทสะอย่างรุนแรงใช้กระบองที่มันพกติดตัวมาพุ่งเข้าไปฟาดใส่ร่างของเควิน เควินเองเมื่อได้เห็นมารอสูรที่ร่างสูงใหญ่ถึงสามเมตรพุ่งเข้ามาตามด้วยกระบองที่เข้ามาประชิดห่างจากใบหน้าเพียงสามสิบเซนติเมตรทำให้เขาทุ่มการเคลื่อนไหวหลบไปด้านหลังละการโจมตีที่รุนแรงของเขาไป แต่มารอสูรไม่คิดจะให้เขาหยุดพักเคลื่อนไหวรวดเร็วไม่แพ้เควินเข้ามาประชิดตัวเขาอีกครั้ง มุมปากของเควินเองก็ยกยิ้มขึ้นเมื่อกระบองพุ่งกระแทกเข้ากลางลำตัวของเขา มารอสูรเองก็คาดคิดว่าถึงจะมีความสามารถแต่ก็เป็นเพียเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาการกระทำที่โง่เขลากล้าต่อต้านพวกมันที่เป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูง ร่องรอยแห่งความยินดีปรากฎบนหน้าของมารอสูรได้ไม่นานมันเองก็พบว่ากระบองที่ฟาดออกไปกลับไม่กระแทกเข้ากับอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นวัตถุแม้แต่อย่างเดียวแต่กลับฟาดเข้าอากาศธาตุอย่างน่าตกใจ ต่อจากนั้นมามันก็ต้องนึกเสียใจที่ทุ่มกำลังโจมตีแต่ไม่ได้เตรียมการป้องกันไว้มันดูถูกเจ้าเด็กน้อยนี่มากเกินไป ขณะที่มารอสูรฟาดเข้าไปที่อากาศธาตุสำเร็จมีดสั้นคู่ของเควินที่เคลือบเวทย์แสงอันเข้มข้นก็ปักเข้าที่คอหอยของมารอสูรอย่างรวดเร็ว ความมืดที่ห้อมล้อมมารอสูรที่มีมาตั้งแต่ที่มันเกิดมาต่างหลั่งไหลออกไปจากร่างกายอย่างรวดเร็วตามมาด้วยเลือดสีแดงฉานพุ่งออกมาจากคอหอยอย่างมหาศาลร่างอันใหญ่โตของมารอสูรระดับสี่ที่สูงถึงสามเมตรก็ล้มลงทันที
จากนั้นสนามรบที่รบกันอย่างดุเดือดระหว่างมารอสูรและมนุษย์ก็หยุดลงกลางคันทั้งสองฝ่ายต่างตะลึงในความสามารถของเด็กหนุ่มที่วัยเพียงสิบขวบปีที่พึ่งเข้าร่วมสงครามเพียงครั้งแรก ไม่นานหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายดึงสติกลับมาได้เหล่ามนุษย์ต่างฮึกเหิมอย่างรุนแรงเข้าโจมตีพวกมารอสูรอย่างดุดันทำให้สงครามที่เกิดขึ้นแต่ละเดือนส่วนมากดำเนินถึงสิบสี่วันก็จบลงในเวลาเพียงเจ็ดวันอัตราการสูญเสียที่พบในสงครามครั้งนี้เหลือเพียงสองส่วนจากปกติหกส่วน
ทำให้องค์จักรพรรดิทรงปลาบปลื้มในความสามารถที่เหลือล้นของเควินและทรงได้ประเมินเชาว์ปัญญาที่แม้แต่องค์จักรพรรดิที่ทดสอบด้วยตนเองยังรู้สึกว่าล้ำลึกมากพระองค์ทรงประทานตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยราชการลับที่สามสิบเก้าให้แก่เควินและตำแหน่งขุนนางชั้นกลางระดับหนึ่งเป็นรางวัลแก่ความสำเร็จในครั้งนั้น ส่วนทหารที่เห็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเพียงสามวินาทีของเควินก็ได้ตั้งฉายาให้แก่เขาว่า วีรบุรุษสีแดง ด้วยการฆ่าศัตรูอย่างดุดันและโหดเหี้ยมเมื่อเขาไปที่ใดที่นั่นยอมปรากฎเลือดของพวกปีศาจและมารอสูรเจิ่งนองไปทั่วทั้งบริเวณทันที “ถ้ามีเวลาว่างมากนักก็ไปเตรียมตัวต้อนรับพวกปีศาจได้แล้วหรือว่าพวกเจ้าคิดจะไม่ปกป้องเมือง?” เควินส่งสายตาเย็นชาไปที่ค็อกจนร่างสั่นสะท้าน “ผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านเองก็พูดเกินไปพวกข้าเองก็เตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว” ค็อกเขาคิดว่าจะรีบหนีไปที่กำแพงเมืองชั้นในเช่นเดินแต่ก็มาพบว่ากับเจ้าเด็กอวดดีเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้เขาเลยไม่สามารถที่จะถอยกลับไปที่เมืองชั้นในได้ “ไปเรียกชาร์ลมาพบข้าโดยเร็ว ภายในสองชั่วโมงนี้ข้าต้องพบเขาไม่เช่นนั้นพวกเจ้ารอโดนลดขั้นได้เลย” หลังจากที่กล่าวจบเควินก็ควบม้าอย่างสบายๆเข้าไปภายในเมืองทันทีพร้อมกับผู้ติดตามของเขาคอเรนและเรทีน่า ………