คืนเดียวสำหรับหลันซิ่วจูยังน้อยไป นางเพิ่งตระหนักว่าตัวเองมีไม้ตายไว้ต่อรองกับท่านอาเถียน
น้ำตา...น้ำตาแค่นั้นเองที่ทำให้ท่านอายอมตามใจนาง ก่อนบิดากลับบ้านอย่างไรเสียนางก็จะตามเขาแจไม่ให้คลาดสายตาได้อีก
คืนถัดมา เถียนเยวี่ยปูฟูกนอนไว้หน้าเตียงแต่หลันซิ่วจูยืนกรานจะนอนข้างบนกับเสี่ยวเถา นึกว่าจะสลัดนางพ้น แม้ได้ล้มตัวลงนอนและปิดเปลือกตาแล้วเด็กน้อยก็มิวายนอนเกาะขอบเตียงชะโงกหน้าน้อยลงมาเจื้อยแจ้วชวนเขาคุยถึงงานบวงสรวงในเทศกาลจงชิวที่ใกล้มาถึง
‘น้ำลายเ้ากระเด็นใส่หน้าข้าเปียกหมดแล้ว’
บอกไปก็เท่านั้นเอง เด็กน้อยรู้ฟังประเดี๋ยวประด๋าวสักพักก็ชะโงกหน้าลงมาอีก ครั้นพอเขาเด็ดขาดจะขยับฟูกหนีจึงยอมหุบปากแต่ถึงกระนั้นกลางดึกกลับมีร่างหนึ่งร่วงตุ้บลงมาจากเตียงหลันซิ่วจูร่วงหล่นลงมาหลับอุตุอยู่กลางอกเขานั่นเอง
ในความสลัวราง เถียนเยวี่ยคำรามในลำคออยู่คนเดียวอย่างอ่อนใจพรุ่งนี้เขาจะไปขอพรที่ศาลเ้าให้หลันิคืนบ้านเร็วๆ!
ลมเย็นยังคงพัด ค่ำคืนเหน็บหนาวด้วยน้ำค้าง จักจั่นเปล่งเสียงจากต้นไม้ใหญ่
หลันซิ่วจูวางจดหมายของบิดาลงบนหน้าเทียนไขเนื้อความจดหมายบอกว่าบิดาของนางอาจจะกลับมาทันเทศกาลจงชิววันสุดท้าย
อาจจะ...
เด็กหญิงอุ้มตุ๊กตาผ้าเสี่ยวเถาไว้แนบอกเดินไปหยุดยืนข้างหน้าต่างแล้วแหงนหน้ามองฟ้าเฝ้ารอคืนเพ็ญสิบห้าค่ำเดือนแปดอย่างใจจดจ่อ นางอ้อนวอนต่อจันทร์แหว่งเว้าอธิษฐานให้บิดาเดินทางกลับมาทันพานางเที่ยวชมโคมไฟริมทะเลสาบไป๋เหอเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้นางคงมีความสุขไม่น้อยหากบิดาและท่านอาเถียนอยู่พร้อมหน้ากัน
หากแต่หลายวันผ่านไป ยังไร้วี่แววของหลันิ
อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะถึงเวลาที่โคมธรรมชาติถูกแขวนลอยเด่นกลางนภา
เมืองถูหยางเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอบอวลของดอกกุ้ยฮวา[1]ที่ยืนต้นริมถนนฝั่งตรงข้ามทะเลสาบไป๋เหอดังคำกล่าวเทศกาลไหว้พระจันทร์ กลางวันชมดอกกุ้ยฮวา กลางคืนชมพระจันทร์ ทว่าในเรือนนอนเงียบเหงาหลันซิ่วจูได้แต่นั่งทอดถอนใจอย่างเบื่อหน่าย
เมื่อเช้านางมุดรูข้างกำแพงไปพบคุณหนูบ้านหวงหวงเฟิ่งเหยาคุยให้ฟังว่าจะไปชมพิธีบวงสรวงขององค์จักรพรรดิที่วัดหม่านหลงกับครอบครัวซ้ำยังออกปากชวนเด็กที่อยู่เฝ้าบ้านแทนบิดาอย่างนาง ใจหนึ่งก็อยากไปแต่ใจหนึ่งคิดว่าครอบครัวสกุลหวงหาใช่ครอบครัวของนางไม่ ไม่มีบิดาอยู่ด้วยคนที่นางอยากให้พาไปเที่ยวงานเทศกาลก็มีท่านอาเถียนคนเดียวเท่านั้น
เมื่อคืนวานก่อนหลับตานางก็เปรยกับเขาแล้วว่าอยากไปเที่ยวงานแต่ท่านอาไม่ตอบกลับสักคำว่าไปหรือไม่
ยิ่งคิดก็ยิ่งเงื่องหงอยเศร้าซึม หลันซิ่วจูจึงลุกออกจากห้องเดินไปที่ถนนหน้าบ้านเสียงของเด็กและผู้คนสัญจรผ่านหน้าบ้านล้วนเต็มไปด้วยเื่ราวของงานเทศกาลจงชิวที่จัดขึ้นสามวันได้ยินบางคนอวดอ้างเื่ได้เฝ้ารับขบวนเสด็จขององค์จักรพรรดิและบรรดาเชื้อพระวงศ์คนสำคัญที่ผ่านถนนหลงอู่ไปประทับค้างยังวัดหม่านหลงก่อนคืนประกอบพิธีอย่างออกรสยิ่งรู้สึกอิจฉาในใจ
วันไหว้พระจันทร์ต้องกินขนมเยว่ปิ่ง[2]พร้อมหน้าท่านพ่อจะกลับมาทันงานคืนสุดท้ายหรือไม่หนอ...ความกังวลถึงบิดาที่ร้างเรือนไปร่วมเดือนทำให้ใจของหลันซิ่วจูมีแต่ความเศร้าหมอง
ขณะจิตใจล่องลอย เถียนเยวี่ยซึ่งลอบมองอาการเศร้าซึมและฟังเสียงถอนหายใจดังเฮือกของเด็กหญิงมาตลอด่เช้าที่พบหน้าจึงเรียกนางขึ้น
‘เสี่ยวจู’
‘ท่านอาเถียน’ นางหันกลับมามองเขา‘หลังไหว้พระจันทร์เสี่ยวจูมีขนมไหว้ที่ซื้อมาจากร้านบนถนนหลงอู่สำหรับท่านหนึ่งชิ้น’
นางไม่ได้เป็คนทำหรือออกไปซื้อเอง แต่ฝากเงินท่านป้าเหนียงเซียงซื้อให้เพราะบ้านหลันอยู่กันแค่สองพ่อลูก ขนมไหว้สำหรับเทศกาล จงชิวจึงต้องซื้อหาเองทุกปี
‘ไว้กลับมาจากงานค่อยกินเถอะ’
ไว้กลับจากงานค่อยกิน...อย่างนั้นก็แสดงว่า
‘ท่านอาจะพาเสี่ยวจูไปชมพิธีบวงสรวงที่วัดหม่านหลงใช่ไหมเ้าคะ’นางะโผลุบเดียวก็เข้ามาเกาะแขนเขาแล้วแถมยังใช้วาจาออดอ้อนมากกว่าทุกคราว
‘พิธีบวงสรวงนั่นผลัดไปก่อน ไว้ปีหน้าพ่อเ้าอยู่ก็ค่อยให้เขาพาไปจะดีกว่า เพราะจริงๆ แล้วข้าไม่ชมชอบที่ซึ่งมีผู้คนเยอะเกินไป’
‘ว้า’ หลันซิ่วจูหุบยิ้ม ‘ท่านอาเถียนไม่อยากเห็นองค์จักรพรรดิหรือไร เสี่ยวจูไม่เคยเห็นใบหน้าของจักรพรรดิเป็เช่นใดหนอ เสี่ยวจูอยากเห็นนะ...อยากเห็น’ เพราะยังเยาว์บุตรสาวของหลันิจึงไม่รู้เลยว่าบิดาตนได้เคยเข้าเฝ้าและถวายการรักษาเ้าครองแคว้นอย่างใกล้ชิดมาแล้ว
[1] หอมหมื่นลี้หรือดอกอบเชย
[2] ขนมไหว้พระจันทร์บ้างก็เรียกว่าขนมจงชิว เป็ขนมชิ้นเล็กรูปกลมเหมือนพระจันทร์มีไส้กรอบหวานแต่เดิมสอดไส้ด้วยเม็ดบัว ถั่วห้าชนิด งา อบเชย ปัจจุบันได้มีการประยุกต์รูปแบบและไส้ต่างๆขึ้นมากมายเช่นไส้ทุเรียน ไข่เค็ม เกาลัด