เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 149: ปิดฉากสองวิญญาณนางอสูร (Vanquishing, The Two Evil Soul)

            “โทโมเอะ คิทสึเนะ ในฐานะที่พวกเจ้าต่างก็เคยมีความเกี่ยวข้องกับข้าในอดีต ข้าจะขอมอบพลังให้กับพวกเจ้าด้วย”

            การได้รับพลังมาจากนางคุสุโนฮะนั้น ส่งผลทำให้พลังเวทย์ของกระบี่คันศรนั้นได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น กระบี่คันศรของโทโมเอะที่มาจากโชโทเร็นและไดโทเร็นนั้นได้เปลี่ยนรูปลักษณ์จากดาบสั้นวากิซาชิชนิดโค้ง มาเป็นดาบคาตานะที่มีความยาวแบบปกติ พร้อมกับพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก

            ส่วนทางด้านคิทสึเนะก็ได้รับหน้ากากจิ้งจอกสีเพลิงจากนางคุสุโนฮะ ซึ่งได้ทำการผนวกรวมเข้ากับดาบเคนเมียวเร็นที่ได้แตกหักออกเป็นสองเสี่ยงไว้ที่หน้ากากนี้แล้ว

            เมื่อได้ทำการสวมหน้ากากจิ้งจอกสีเพลิงนี้แล้ว คิทสึเนะก็ได้กลายเป็นภูติพิทักษ์จิ้งจอกเพลิงอัคนีที่มีนามว่า คิทสึเนบิที่มีลูกไฟอันร้อนระอุทั้ง 4 ดวงลอยอยู่บนกลางอากาศรอบๆ ตัวของเธอ และมีดาบเคนเมียวเร็นลอยอยู่บนกลางอากาศตรงบริเวณที่กลางหลังของเธอ ซึ่งตัวเธอนั้นสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของคมดาบที่ลอยอยู่บนกลางอากาศได้ดั่งที่ใจต้องการ

            “คิทสึเนะ หน้ากากจิ้งจอกสีเพลิงชิ้นนี้ เดิมที่เป็นของหัวหน้าชนเผ่าฮาคุโซสุที่ได้รับการส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น หลังจากที่ชนเผ่าของเจ้าถูกฆ่าล้างไปจนหมดสิ้น ตอนนี้...หน้ากากชิ้นนี้ก็ได้กลายมาเป็นของเจ้าโดยสมบูรณ์แล้ว นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าก็คือภูติพิทักษ์จิ้งจอกเพลิงอัคนีที่มีนามว่า คิทสึเนบิ”

            จากนั้น ร่างเนรมิตของนางคุสุโนฮะก็ค่อยเลือนหายไป ก่อนที่บรรยากาศรอบๆ ตัวของพวกเธอทั้งสามนั้นจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง

            “เท็นมะ” ยูกินะเอ่ยเรียกภูติพิทักษ์ประจำกายออกมา เพื่อที่จะทำการรวมร่างเข้ากับตนเอง

            “ด้วยเวทย์ศาสตราคมแห่งข้า ข้าขอให้กายสังขารของข้า และดาบพลังแสงเล่มนี้จงรวมเป็นหนึ่งกับภูติพิทักษ์ประจำกายของข้าบัดเดี๋ยวนี้” หลังกล่าวจบ เท็นมะ ภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขาก็ได้พุ่งเข้ามาสิงสถิตอยู่ในร่างงามของยูกินะด้วยความรวด เร็ว จนทำให้เธอนั้นได้กลายสู่ร่างโอกามิ-มาโฮมุฉะ พร้อมกับดาบพลังแสงคุซานางิที่ได้กลายมาเป็นขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์โฮชินเซย์ โนะ สึรุกิ

            “อย่าได้ใจกันให้มันมากนักนะ”

            โออิวะรีบพุ่งเข้าไปฟันใส่โทโมเอะด้วยความรวดเร็ว แต่ยูกินะที่อยู่ในร่างโอกามิ-มาโฮมุฉะนั้นก็รีบตรงเข้ามาช่วยไว้ได้อย่างท่วงทัน เสียงคมจากโลหะกระทบกระทั่งกันดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ จนกระทั่งตอนนี้ คมดาบของขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์นั้นกำลังต้านทานกับคมเคียวยมทูตขนาดยักษ์ของโออิวะอย่างสุดกำลัง

            “ตรงนี้ดิฉันจะรับมือไว้เอง พวกคุณโทโมเอะรีบไปจัดการกับอีกนางอสูรอีกตนนึงเถอะ”

            “เข้าใจแล้ว” โทโมเอะกับคิทสึเนบิเอ่ยตอบตกลงกับยูกินะ ก่อนที่พวกเธอทั้งสองจะรีบตรงเข้าไปเผชิญหน้ากับโอคิคุ

            จากนั้น ยูกินะกับโออิวะต่างก็เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เสียงคมจากโลหะที่กระทับกระทั่งกันนั้นดังสนั่นไปทั่วบริเวณอย่างต่อเนื่อง แต่ในคราวนี้ ยูกินะสามารถรับคมเคียวยมทูตของของอีกฝ่ายไว้ได้ทั้งหมดอย่างง่ายดายราวกับปอกเปลือกกล้วย จนกระทั่งโออิวะนั้นแทบจะทรุดลงในทันที

            ยูกินะรีบทำการเสกพลังเวทย์ธาตุสายฟ้าลงบนคมดาบของขรรค์ฟ้าฟื้นมหาเวทย์ จนเกิดกระแสไฟฟ้าสีเหลืองอ่อนไหลเวียนไปทั่วคมดาบ เธอรีบพุ่งตรงเข้าไปฟันใส่โออิวะด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ร่างของโออิวะนั้นถูกสายฟ้าที่มีความแรงสูงถึง 1 ล้านโวลต์ผ่าเข้าไปที่ร่างอย่างจัง จนกระทั่งร่างของโออิวะนั้นค่อยๆ ทรุดลงที่พื้นก่อนที่จะสิ้นใจลงในเวลาต่อมา และร่างของนางนั้นก็ค่อยๆ ดับสลายหายไปอย่างราบคาบโดยสมบูรณ์

            “หนึ่งใบ สองใบ สามใบ สี่ใบ ห้าใบ หกใบ เจ็ดใบ แปดใบ เก้าใบ สิบใบ”

            โอคิคุเขวี้ยงกงจักรพิฆาตใส่โทโมเอะกับคิทสึเนบิอย่างต่อเนื่อง แต่ในคราวนี้ กงจักรพิฆาตของนางนั้นไม่สามารถทำอะไรกับพวกเธอทั้งสองได้อีกแล้ว พวกเธอนั้นสามารถปัดกงจักรพิฆาตของอีกฝ่ายได้อย่างสบาย โดยโทโมเอะนั้นจะใช้ดาบคาตานะคู่โชโทเร็นกับไดโทเร็นในการปัดกงจักรที่ลอยพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง

            ส่วนทางด้านคิทสึเนบินั้นก็จะคอยสั่งการดาบเคนเมียวเร็นผ่านทางกระจิตให้ทำการปัดกงจักรของอีกฝ่ายที่ลอยพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงด้วยเช่นกัน จากนั้น โทโมเอะก็รีบทำการเปลี่ยนรูปแบบของดาบโชโทเร็นกับดาบไดโทเร็นให้กลาย เป็นดาบแส้ทั้งสองเล่มโดยทันที

            โทโมเอะกับคิทสึเนบิต่างก็รีบทำการตวัดคมดาบเพื่อฟันเข้าไปที่ร่างของโอคิคุด้วยความเร็วสูงจากทางระยะไกลอย่างต่อเนื่อง โดยที่ดาบโชโทเร็นกับดาบไดโทเร็นของโทโมเอะที่อยู่ในรูปแบบของดาบแส้ทั้งสองเล่มนั้นสามารถยืดหดไปมาได้อย่างที่ต้องการ ส่วนทางด้านคิทสึเนบินั้นจะสามารถควบคุมทิศทางการเคลื่อนไหวในการฟาดฟันของดาบเคนเมียเร็นผ่านทางกระแสจิตได้อย่างที่ต้องการ

            หลังจากที่พวกเธอทั้งสองทำการตวัดคมดาบเพื่อฟาดฟันใส่ร่างของโอคิคุมาได้สักระยะ ร่างของอีกฝ่ายก็แทบจะทรุดตัวลงในทันที

            “ตอนนี้หล่ะ พี่โทโมเอะ” ทางด้านโทโมเอะนั้นไม่รอช้า จึงรีบนำปลายด้ามจับของดาบคาตานะทั้งสองเล่มอย่างไดโทเร็นกับโชโทเร็นมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อทำการเปลี่ยนรูปแบบอาวุธประจำกายให้กลายเป็นกระบี่คันศรโดยทันที

            จากนั้น โทโมเอะก็รีบนำนิ้วมืออันบอบบางทั้งสองนิ้วของอีกข้างมาเรียงชิดติดกัน ก่อนที่จะนำนิ้วมือทั้งสองนิ้วนั้นมาแตะเข้าที่บริเวณปลายด้ามของดาบทั้งสองเล่มที่ได้ทำการประกอบเข้าด้วยกันอย่างเบาๆ แล้วค่อยๆ ดึงนิ้วมืออันบอบบางทั้งสองนิ้วที่เรียงชิดติดกันเข้ามาอย่างช้าๆ

            จนกระทั้งมีบางสิ่งที่คล้ายกับเชือกธนูที่เรือนแสงวาบออกมาปรากฏขึ้นที่บริเวณปลายดาบทั้งสองด้ามในลักษณะที่ถูกน้าวออกมา พร้อมกับมีลูกธนูเวทย์เรือนแสงปรากฏขึ้นที่ตรงบริเวณปลายด้ามของดาบทั้งสองเล่มที่ถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกัน

            โทโมเอะรีบเล็งลูกธนูเวทย์ไปที่โอคิคุ ก่อนที่เธอนั้นจะยิงลูกธนูเวทย์ลำแสงที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงออกมาโจมตีใส่เจ้านางอสูรโอคิคุเข้าอย่างจัง จนกระทั่งร่างของโอคิคุนั้นค่อยๆ ทรุดลงที่พื้นและก็สิ้นใจลงในเวลาต่อมา ร่างของนางนั้นค่อยๆ ดับสลายหายไป เป็นการปิดฉากสองนางอสูรองยูเรียวอย่างโยทสึยะ โออิวะ และซารายะชิกิ โอคิคุลงอย่างสมบูรณ์

            ในที่สุด โทโมเอะกับคิทสึเนบิก็สามารถล้างแค้นให้กับอาจารย์สุซุกะ โกเซ็น และโอทาเคมารุลงได้สำเร็จ นอกจากนั้นแล้ว คิทสึเนบิก็สามารถล้างแค้นให้กับเหล่าบรรดาสุนัขจิ้งจอกตนอื่นๆ ในชนเผ่าฮาคุโซสุได้เป็นผลสำเร็จ คิทสึเนบิได้ทำการถอดหน้ากากจิ้งจอกสีเพลิงเป็นการกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ ก่อนที่โทโมเอะกับคิทสึเนบินั้นจะรีบเข้ามาสวมกอดกันด้วยความดีใจอย่างแนบชิด

            ณ ตำหนักพระโรงภายในพระราชวังแดนปรโลกอันมืดมิด ทางด้านนางเทวีอสูรฯ อิซานามินั้นกำลังนั่งฟังคำกล่าวรายงานของโยโมทสึชิโยเมะที่เป็นหนึ่งในลูกน้องคนสนิทอยู่บนบัลลังก์ภายในตำหนักพระโรงที่มีแสงจากเปลวไฟบนคบเพลิงที่ส่องสว่างอยู่เพียงน้อยนิด โดยที่มีเหล่าบรรดาลูกสมุนของนางนั้นกำลังยืนอยู่ข้างๆ

            “อะไรกัน โยทสึยะ โออิวะ กับซารายะชิกิ โอคิคุ ถูกนังเจ้าหญิงฮิเมรากิกับนังโทโมเอะ โกเซ็น และก็ไอ้เจ้านังสุนัขจิ้งจอกคิทสึเนะนั่นกำจัดลงไปแล้วอย่างงั้นหรือ” นางเทวีอสูรฯ เอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าที่เดือดดาล

            “เจ้าค่ะ ท่านเทวีอสูรฯ ข้าเห็นมาว่าในตอนนี้ เจ้าพวกเจ้าหญิงฮิเมรากินั่นนับวันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกที”

            โยโมทสึชิโกเมะนั้นยังคงกล่าวรายงานกับนางเทวีอสูรฯ ผู้เป็นนายที่อยู่ตรงหน้า

            “ชักจะเหิมเกริมกันเกินไปแล้ว นังเจ้าหญิงฮิเมรากิ คอยดูให้ดีเถอะ ถ้าหากนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะได้กลายร่างมาเป็นพญาจิ้งจอก 9 หางร่างแทนของข้าโดยสมบูรณ์เมื่อไหร่ ข้าก็จะใช้ร่างของนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะ...จัดการกับพวกเจ้าให้หมดทุกคน และก็ทำลายล้างโลกใบนี้ และเหล่ามวลมนุษย ชาติให้สิ้นซาก”

            นางเทวีอสูรฯ กล่าวน้ำเสียงเดือดดาลด้วยใบหน้าที่นิ่วด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างสุดขีด ดวงตาทั้งสองข้างของนางนั้นเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา ในขณะที่นางนั้นกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน