บทที่42สหายเก่ามาเยี่ยมเยือน
เมื่อลู่อวี่พูดจบทุกคนในตระกูลลู่ต่างพากันถอนหายใจยาวด้วยความโล่งใจ เพราะต่างก็คิดไม่ถึงว่าในช่วงเวลาสั้นๆเพียงครึ่งปีนายน้อยตระกูลลู่จะมีประสบการณ์มากถึงเพียงนี้ แม้ว่ามีหลายเรื่องที่พวกเขาก็เข้าร่วมและแม้กระทั่งได้สัมผัสประสบการณ์ร่วมกันก็ตามแต่คำอธิบายและคำบอกเล่าทั้งหมดกลับยังสร้างความตกใจให้อย่างบอกไม่ถูก
ใช่ ตกใจ!ในเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งปี ลู่อวี่เติบโตจากคนเสเพลที่ทุกคนต่างดูหมิ่น จนกลายมาเป็นนักพรตช่วงปลายขั้นพลังจิตผู้หนึ่งแต่ยิ่งน่าอัศจรรย์ใจไปกว่านั้น คือเขากลายเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้า และยังสร้างมิตรภาพที่ยืนยาวกับจอมเทพขั้นเกิดเทพเจ้าท่านหนึ่งอีกจากนั้นยังจับตัวปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่ที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวนมาด้วยอีกคน หากเอาเรื่องทั้งหมดนี้มารวมกันสำหรับเด็กหนุ่มวัยเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปีแล้ว มันจะไม่ทำให้คนตกตะลึงอ้าปากค้างได้อย่างไร?
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่มองลู่อวี่ด้วยความชื่นใจและอุทานออกมาหลังจากฟังมาเป็นเวลานานก็ดูออกแล้วว่าครั้งนี้ตระกูลลู่มีอัจฉริยะที่น่าทึ่งถือกำเนิดขึ้นมาแล้วผู้หนึ่งและยังเป็นอัจฉริยะที่เก่งกาจไม่มีใครเทียบได้ ทั้งยังมีพรสวรรค์ในด้านการปรุงยาในขั้นปีศาจอย่างแน่นอนซึ่งทำให้เขามีความคาดหวังต่อการปรุงยาครั้งต่อไปไม่น้อย
หลังจากนั้นลู่ไท่ชังก็ถาม อาจารย์ลู่อวี่น้อยอีกครั้งเพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลเมิ่งและตอนท้ายๆ ที่เขาพูดถึงตู้เสวียนเฉิงน้ำเสียงก็เคร่งขรึมมากขึ้น “จอมเทพไท่เสวียน หากในแง่อาวุโสก็ถือว่าอาวุโสกว่าข้าไปขั้นหนึ่ง หากในแง่พลังยุทธ์ตอนที่ข้ายังอยู่ในขั้นตงซวน เขาก็เป็นนักพรตขั้นสูงในขั้นหวนสู่สัจธรรมแล้ว แม้ว่าตอนนี้พลังยุทธ์จะลดลงมากแต่ขั้นพลังยังคงอยู่ หากจะฝึกฝนบำเพ็ญเพียรให้กลับสู่ขั้นหวนสู่สัจธรรมอีกครั้ง ปัญหาอยู่ที่เวลาเท่านั้นเช่นนั้นแล้วลู่อวี่น้อยจะต้องไม่คิดว่าตัวเองช่วยชีวิตเขาไว้ แล้วเขาต้องติดหนี้บุญคุณรอตอบแทนเจ้าในภายภาคหน้าหากได้รับการดูแลจากจอมเทพขั้นหวนสู่สัจธรรมผู้หนึ่งได้ นับว่าสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด”
ลู่อวี่พยักหน้ายิ้มและกล่าวว่า“ลู่อวี่เข้าใจดี หากเช่นนั้นตอนนี้ข้าจะไปเตรียมวัตถุดิบยาที่ต้องการไว้ให้!” พูดจบก็หันหลังแล้วเดินออกไปทันที
ลู่อวี่ออกไปได้ไม่นานก็เห็นแสงสีเขียวกะพริบมาจากด้านนอกถ้ำ และถูกท่านผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่ถือโอกาสรับไว้มันคือจดหมายบินส่งสารนั่นเอง
“หืม? สหายนักพรตมู่จริงๆ ด้วย? เขาไม่ได้ไปที่ทะเลพายุหรือ?” ท่านผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่พึมพำกับตัวเองพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย
ลู่เหว่ยจุนอดใจที่จะถามไม่ได้ “ท่านผู้เฒ่าสูงสุด สหายนักพรตมู่คือผู้ใด? ใช่เขาเทียนมู่ผู้นั้นหรือไม่?”
“อืม เขาเอง ครั้งนี้ที่ข้าออกไปเสาะแสวงหายามาปรุงยาอายุวัฒนะ เป็นสหายนักพรตมู่ผู้นั้นที่แนะนำข้าให้รู้จักกับคนปรุงโอสถขั้นห้าไม่กี่คนนั้นเดิมทีตกลงกันแล้วว่าจะเป็นสหายร่วมเดินทางกัน แต่เมื่อข้าเดินทางมาถึงถ้ำของเขาเขากลับมีธุระต้องเดินทางไปยังทะเลพายุ เกรงว่ามาเยือนครั้งนี้ก็คงเพราะเรื่องนี้ไป ไปดูกับข้า จะเสียมารยาทไม่ได้”
ในเวลานี้มีชายชราผู้หนึ่งและสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่บนน้ำเต้าสีเขียวขนาดใหญ่ที่ด้านนอกค่ายกลกระบี่ภูเขาเทียนฉยงของตระกูลลู่พวกเขาอยู่นิ่งกลางอากาศ ชายชรามีหนวดเคราและผมสีขาว แต่งกายด้วยชุดคลุมสีเขียวของลัทธิเต๋ามีใบหน้าเพรียวบางร่างกายผ่ายผอมแต่เป็นผู้มีกำลังวังชา ด้านหลังเป็นสตรีงามรูปร่างอรชรผู้หนึ่งดูเหมือนจะอายุเพียงสิบสี่ สิบห้าปี แต่รูปร่างอ้อนแอ้นอรชรเป็นสัดเป็นส่วนแล้ว ดูเป็นสาวงามโดยเฉพาะดวงตางดงามที่แสนจะชาญฉลาดและสดใสคู่นั้น เข้าคู่กับผิวขาวราวหิมะหยก เผยให้เห็นความมีชีวิตชีวาและกระปรี้กระเปร่าของสตรีเยาว์วัย
“ท่านปู่ เหตุใดเราถึงมาที่ตระกูลลู่กันเล่า? ตอนอยู่ที่ทะเลพายุก็พูดกันดิบดีแล้วว่าทันทีที่กลับมาจะพาข้าไปซื้อ ‘เสื้อขนนกเขียว’ที่เมืองเทียนตูเซียน ท่านไม่รักษาคำพูดรวดเร็วปานนี้เชียวหรือ!” แม่นางในอาภรณ์ชุดเขียวกระตุกแขนเสื้อชายชราส่ายไปมาพลางเบ้ปากเล็กๆ อย่างไม่พอใจ
มู่ซิงเหอถูกหลานสาวมู่เสวียนเขย่าไปมาจนตัวสั่นจึงได้แต่ปลอบใจไปว่า “เพิ่งซื้อ ‘เสื้อหอมเมฆา’ไปเมื่อไม่นานมานี้ไม่ใช่หรือ? เหตุใดถึงจะซื้อ‘เสื้อขนนกเขียว’ อีกแล้วเล่า?”
“ตอนนี้พี่ชิงเหยียนนางใส่ ‘เสื้อขนนกเขียว’ แล้ว!” เด็กสาวตัวเล็กตะโกนอย่างมั่นใจทันที
จู่ๆมู่ซิงเหอก็ถูกจ้องมองจนพูดไม่ออก เหตุผลนี้มันช่างมีพลังเสียจริง ใครใช้ให้คุณหนูใหญ่ของตระกูลเซี่ยเป็นสตรีงามล่มเมืองในบรรดาคนหนุ่มสาวในเทียนตูกันยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติ ความสามารถ หรือแม้แต่พลังยุทธ์ของนางก็นำหน้าคนในรุ่นเดียวกันไปไกลโขจึงเป็นเรื่องปกติที่คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยในเทียนตูต่างพากันชื่นชมและไล่ตามอย่างบ้าคลั่งหลานสาวของเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น!
การเดินทางมาที่ตระกูลลู่ครั้งนี้ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไรแต่ท่านผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่และตัวเขานั้นเป็นสหายร่วมสาบานกันมานานหลายปี ดังนั้นการปรุงยาครั้งนี้ตัวเขาจึงแนะนำคนปรุงโอสถให้สหายไปเสียหลายคนเดิมทีว่าจะออกเดินทางไปด้วยกัน แต่คิดไม่ถึงว่าเพราะมีธุระเร่งด่วนจึงต้องปลีกตัวไปก่อนและไม่นึกด้วยว่าคนปรุงโอสถที่มีความสัมพันธ์อันดีงามกับตัวเองเหล่านี้ หากไม่ปฏิเสธกันตรงๆต่างพากันเสนอเงื่อนไขแสนโหดเหี้ยมมาให้ จนเขาพลอยขายขี้หน้าไปด้วยและยิ่งรู้สึกผิดต่อสหายเก่า เมื่อเดินทางกลับมาถึงแล้วได้ยินเรื่องนี้ ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกหรือเหตุผลใดจำต้องถ่อมาแสดงความขอโทษอย่างสุดซึ้งเสียก่อน
ในเวลานี้เมฆและหมอกที่ล้อมรอบช่วงกลางของภูเขาเทียนฉยง ต่างม้วนตัวและกระเพื่อมไหวจากนั้นก็แยกออกจากกันทั้งสองด้านในทันที ลู่ไท่ชังนำประมุขและผู้เฒ่าทั้งสี่ออกมาทักทายพร้อมกันเพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงจอมเทพขั้นเกิดเทพเจ้า และยังเป็นสหายของเขาด้วยจะไม่ไว้หน้าเขาได้อย่างไร?
ในขณะที่ถูกหลานสาวรบเร้าจนหาทางรับมือไม่ได้อยู่นั้นเมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ จึงพูดขึ้นมาทันทีว่า “มีคนออกมาแล้ว เจ้าหยุดโวยวายเสีย!อย่าทำให้ปู่ขายหน้า”
แม้ว่าเด็กสาวตัวน้อยนามว่ามู่เสวียนจะน่ารักสดใสและไร้เดียงสาแต่ก็ฉลาดและมีเหตุผลไม่น้อย ถึงแม้เวลานี้จะไม่เต็มใจมากถึงกับทำเสียงฮึดฮัดและปล่อยมือเล็กๆ ที่กุมแขนเสื้อของปู่ไว้ ใบหน้าเล็กบึ้งตึง หน้าอกเล็กกระเพื่อมขึ้นลง แต่เพียงพริบตาเดียวก็เปลี่ยนเป็นคนละคนกลายเป็นสตรีผู้สง่างามกับกลิ่นอายความเย็นชา หากคนไม่รู้จักคงยากที่จะจินตนาการได้ว่าเมื่อครู่นี้สตรีงามผู้นี้ยังทำท่าทางจับแขนเสื้อผู้เป็นปู่ส่ายไปมาอย่างออดอ้อน
“รบกวนสหายมู่รอนาน โปรดอภัยให้ด้วย!”เสียงหัวเราะดังกังวานของลู่ไท่ชังดังออกมา
“สหายลู่เกรงใจกันมากไปแล้ว เป็นข้าเองที่ละอายใจยิ่งนัก!”มู่ซิงเหอก็รีบเข้ามาทักทายเขาด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
ทั้งสองพบกันและถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันแล้วจึงหันไปแนะนำคนที่อยู่ด้านหลังให้รู้จักกัน จากนั้นถึงเดินยิ้มแย้มพูดคุยกันเข้าไปด้านในครั้งนี้ตรงไปที่ถ้ำของลู่ไท่ชังบนภูเขาด้านหลัง
ลู่เหว่ยจุนและผู้เฒ่าคนอื่นๆส่วนใหญ่มีงานในตระกูลต้องไปสะสาง ยกเว้นแต่ผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งที่อยู่ต่อ ทั้งหมดก็พากันแยกย้ายไปจัดการกับเรื่องของตัวเอง
ภายในโถงรับรองหลังจากที่สหายเก่าและเจ้าบ้านนั่งลงแล้ว ผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งถึงได้เรียกให้ข้ารับใช้นำชาวิเศษกับผลไม้วิเศษมาต้อนรับแขกมู่ซิงเหอจึงแจ้งเจตนาที่มาในครั้งนี้ ลู่ไท่ชังจึงยิ้มและโบกมือให้ “สหายมู่ไม่ต้องทำถึงเพียงนี้? แม้ว่าจะปรุงยาอายุวัฒนะออกมาไม่สำเร็จเรื่องนี้ล้วนไม่ใช่ความผิดเจ้า ข้าเองต้องขอบคุณที่เจ้าแนะนำให้ข้าได้รู้จักกับคนปรุงโอสถมากมายอย่างน้อยข้าก็ไม่ได้เสียเวลาตามหาพวกเขาเองไปทั่วทุกสารทิศ นับว่าเป็นน้ำใจอันลึกซึ้งและเปี่ยมไปด้วยเมตตามากพอแล้ว”หลังจากหยุดสักพักก็พูดต่อด้วยความดีใจว่า “ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้มีทางออกแล้ว ตระกูลลู่โชคดีนักที่ตอนนี้มีคนปรุงโอสถขั้นห้าผู้หนึ่งอยู่ในตระกูลแม้ว่าจะเพิ่งได้รับการเลื่อนขั้น แต่ก็เข้าใจในการปรุงยาอายุวัฒนะนี้ไม่น้อย!”
แม้ว่าลู่ไท่ชังจะเชื่อในตัวลู่อวี่แต่กลับไม่แน่ใจเมื่อเขาต้องการบอกกับมู่ซิงเหอจริงๆ ว่าคนปรุงโอสถขั้นห้าในตระกูลของเขามีความเชี่ยวชาญในการปรุงยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิงถึงมากถึงเจ็ดในสิบส่วน
แม้ว่ามู่ซิงเหอจะไม่ใช่คนปรุงโอสถแต่ก็เป็นคนเพาะปลูกพืชวิเศษขั้นหก ที่ปลูกพืชวิเศษและยาวิเศษหายากโดยเฉพาะ มิฉะนั้นคงไม่รู้จักกับคนปรุงโอสถได้มากถึงเพียงนี้นี่ไม่เพียงแต่เขาเป็นจอมเทพขั้นเกิดเทพเจ้าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับสถานะคนเพาะปลูกพืชวิเศษด้วย
คนเพาะปลูกพืชวิเศษเป็นคนที่สามารถปลูกพืชวิเศษของสวรรค์และโลกได้ทั้งยังมีความสามารถเร่งการเจริญเติบโตของพืชวิเศษ และขยายเผ่าพันธุ์ของพืชเหล่านี้ได้นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สมุนไพรวิเศษและยาวิเศษ จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดเขาถึงผูกมิตรไมตรีกับคนปรุงโอสถมากมายได้
เวลานี้จึงตกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินว่ามีคนปรุงโอสถขั้นห้าอยู่ในตระกูลลู่เพราะคนปรุงโอสถขั้นห้าถือว่าอยู่ในจุดสุดยอดของการปรุงโอสถในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรของเทียนตูหลายพันปีมานี้ยังไม่เคยมีคนปรุงโอสถที่มีระดับขั้นสูงกว่าขั้นห้าปรากฏตัวขึ้น ดังนั้นคนปรุงโอสถขั้นห้าผู้หนึ่งก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตระกูลได้แล้ว
เมื่อเห็นท่าทางสงบนิ่งของผู้เฒ่าใหญ่ของตระกูลลู่ก็เชื่อในทันทีว่าแปดในสิบส่วนเป็นเรื่องจริง จึงยิ้มและพูดว่า “หากเป็นเช่นนี้ ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับสหายลู่จริงๆ ในภายภาคหน้าคงไม่ต้องให้ใครมาปรุงยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิงให้อีกต่อไปแล้ว!หากมีโอกาสได้ติดต่อกับคนปรุงโอสถผู้อื่นมากกว่านี้ จงเอาจุดแข็งไปเพิ่มจุดอ่อนเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก การปรุงยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิงก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยถึงเวลานั้นจะเป็นผู้อื่นที่ต้องมาขอร้องเจ้าแทน ฮ่าฮ่า!”
มู่ซิงเหอดีใจกับสหายผู้นี้ไม่น้อยทั้งสองรู้จักกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังหนุ่มยังแน่น เคยต่อสู้และเสี่ยงภัยอันตรายมาด้วยกันสายใยมิตรภาพจึงลึกซึ้งกว่าที่เห็น อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง ในภายภาคหน้าเขาก็จะได้รับผลประโยชน์ไปด้วยเช่นกัน
แต่ตอนนี้มู่ซิงเหอกลับรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากจึงถามว่า“ไม่ทราบว่าใครคือคนปรุงโอสถขั้นห้าของตระกูลลู่หรือ? หรือจะเป็นท่านผู้เฒ่าห้าลู่หงหมิงที่หมกมุ่นอยู่กับการปรุงโอสถมาตลอดใช่หรือไม่?เมื่อก่อนได้ยินสหายลู่บอกว่าเขาคือคนปรุงโอสถขั้นเจ็ด คิดไม่ถึงเลยว่าเพียงช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่ปีก็มีการเปลี่ยนแปลงมากถึงเพียงนี้ ตอนนี้กลายเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าแล้ว”
มู่เสวียนอยู่ที่ตระกูลเซี่ยมาตลอดช่วงที่มู่ซิงเหอไปที่ทะเลพายุดังนั้นจึงรู้มานานแล้วว่าคนปรุงโอสถขั้นห้าที่ได้ยินมาของตระกูลลู่คือลู่อวี่ เวลานี้เมื่อได้ยินท่านปู่พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจและตกใจว่าคนปรุงโอสถขั้นห้าของตระกูลลู่คือลู่หงหมิงจึงขลาดเขินไม่น้อย ใบหน้าแดงระเรื่อ พลางดึงแขนเสื้อของปู่อีกข้างมากระซิบเตือนด้วยเสียงแผ่วเบาว่า“ท่านปู่ คนปรุงโอสถขั้นห้าของตระกูลลู่ คือลู่อวี่ นายน้อยของตระกูลลู่ ข้าได้ยินพี่ชิงเหยียนบอกว่านายน้อยของตระกูลลู่เป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าที่อายุน้อยที่สุดในเทียนตูและยังปรุงยามหัศจรรย์ทำลายล้างเจ็ดดาวด้วย!มีเพียงท่านปู่เท่านั้นที่ไม่รู้!”
“ลู่อวี่? ยามหัศจรรย์ทำลายล้างเจ็ดดาว?” มู่ซิงเหออุทานออกมาเบาๆ เป็นไปได้อย่างไร?
คิดไม่ถึงว่าเวลานี้ลู่ไท่ชังจะยกยิ้มจางๆและพูดขึ้นมาว่า “ใช่ คือลู่อวี่ บุตรชายคนเดียวของลู่เหว่ยจุน เพราะบังเอิญได้พบกับปรมาจารย์ลึกลับผู้หนึ่งเข้าตอนนี้จึงกลายเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าแล้ว”
“ปรมาจารย์ลึกลับ?” มู่ซิงเหอสงสัยว่าตัวเองได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่าปรมาจารย์ลึกลับเช่นไรกันที่สามารถทำให้เด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปีผู้หนึ่งกลายเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าได้ในระยะเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่เดือน? นี่มันแปลกประหลาดยิ่งนักจนไม่ว่าอย่างไรเขาก็เชื่อไม่ลง
ดังนั้นเขาจึงถามต่อไปว่า “สหายลู่เคยเห็นปรมาจารย์ลึกลับผู้นี้หรือไม่?มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อไม่น้อยที่สามารถฝึกคนปรุงโอสถขั้นห้าได้ในช่วงเวลาอันสั้นเช่นนี้!หากมีโอกาสต้องเข้าไปคารวะสักหน่อย!”
เมื่อลู่ไท่ชังได้ยินเช่นนี้ก็กางมืออย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “ในเมื่อเป็นปรมาจารย์ลึกลับก็คงเจอตัวเขาได้ยากยิ่ง นอกจากลู่อวี่คนเดียว อย่าว่าแต่ข้าเลย แม้แต่เหว่ยจุนและผู้เฒ่าทั้งห้าก็ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน!”
มู่ซิงเหอได้ยินเช่นนี้ถึงกับพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่งและในที่สุดก็พูดว่า “หากเช่นนั้นก็ช่างเถอะ ถึงแม้ว่าลู่อวี่จะเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะสามารถปรุงยาอายุวัฒนะระดับสูงเช่นนี้ออกมาได้ทันที เว้นเสียแต่ว่าเขาจะเคยปรุงยามาก่อน”
มู่เสวียนพูดอย่างไม่พอใจ“แต่ก่อนไม่เคยปรุงยามาก่อน คือตอนนี้ต้องล้มเหลวแน่นอนใช่หรือไม่? โลกใบนี้ไม่ได้มีอัจฉริยะอยู่หรอกหรือ บางทีนายน้อยตระกูลลู่อาจเป็นอัจฉริยะมิเช่นนั้น ผู้อาวุโสลึกลับผู้นั้นจะยอมรับเขาเป็นลูกศิษย์ได้อย่างไร? ท่านปู่หยุดเซ้าซี้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เถิด ข้ายังอยากดูว่านายน้อยตระกูลลู่จะปรุงยาอย่างไร!”