คืนนั้น แสงจันทร์ยามค่ำคืนลอดผ่านหน้าต่างห้องนอนของอาคิระ สาดส่องลงมาบนโต๊ะไม้ข้างเตียงที่มีสร้อยคอวางอยู่อย่างเด่นชัด อัญมณีสีฟ้าตรงกลางยังคงเปล่งแสงอ่อน ๆ ราวกับมีชีวิต ขณะที่เสียงลมพัดผ่านใบไม้ด้านนอกห้อง อาคิระนอนอยู่บนเตียง พลิกตัวไปมาด้วยความรู้สึกว้าวุ่น
เขาเอื้อมมือไปหยิบและมองสร้อยคอที่อยู่ในมือ ความคิดเกี่ยวกับคำพูดของพ่อแม่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว “พร้อมสำหรับอะไร?” คำถามนี้เหมือนติดอยู่ในใจเขา
ในความเงียบสงัดของค่ำคืน จู่ ๆ แสงจากสร้อยคอก็สว่างวาบขึ้น ราวกับกำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง อาคิระสะดุ้งเฮือก ลุกขึ้นนั่งพร้อมจ้องมองอัญมณีในมือ แสงสีฟ้าที่เจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ แผ่กระจายไปทั่วห้อง
“เกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย!” เขาพึมพำ ขณะที่พยายามวางสร้อยลง แต่กลับพบว่ามือของเขาเหมือนถูกตรึงไว้
แสงจากสร้อยเริ่มดึงดูดร่างของเขาอย่างช้า ๆ อาคิระพยายามต้านแรงดึงนั้น แต่ก็ไร้ผล ร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยแสงสว่างจ้าจนทุกอย่างรอบตัวเลือนหายไป เสียงลมและความมืดกลืนกินทุกสิ่ง
เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง อาคิระพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องนอนอีกต่อไป
เขายืนอยู่ในวิหารกว้างใหญ่ที่สร้างขึ้นจากหินสีขาวและคริสตัลใส ผนังสูงตระหง่านประดับด้วยลวดลายดวงดาวที่ละเอียดอ่อน ราวกับสะท้อนแสงจากท้องฟ้ายามค่ำคืน แม้จะงดงาม แต่สถานที่แห่งนี้กลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาดและเย็นะเื
พื้นหินที่เขายืนอยู่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ รอยขีดข่วน รอยแตก และเศษอาวุธที่ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างมานาน แต่ยังคงทิ้งเงาของความขัดแย้งไว้
เมื่อมองขึ้นไปบนเพดาน อาคิระเห็นลวดลายดวงดาว 12 ดวงที่ล้อมรอบดาวดวงใหญ่ตรงกลาง พื้นหลังเป็สัญลักษณ์ขาวดำคล้ายเซน ในดาวเล็ก ๆ รอบนั้น มีดวงหนึ่งที่คล้ายโลกมากอย่างน่าประหลาด และดูเหมือนจะมีลายเส้นที่ชี้ไปยังประเทศอังกฤษอย่างเด่นชัด
“ที่นี่มัน…อะไรกัน?” อาคิระพึมพำขณะก้าวเดินไปข้างหน้า
เขาหยุดยืนมองภาพสลักบนกำแพงที่เล่าเื่ราวของการต่อสู้และการล่มสลาย ผู้คนที่ถือดาบคู่ต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ดูเหมือนจะมาจากอีกโลกหนึ่ง ภาพเหล่านี้สร้างความหวาดหวั่นในใจเขาอย่างบอกไม่ถูก
ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามาจากประตูไม้บานใหญ่ที่เปิดออกครึ่งหนึ่ง อาคิระเดินไปที่ประตู ก่อนจะผลักมันเปิดออกจนสุด
สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทุ่งน้ำแข็งสีขาวที่ทอดยาวสุดสายตาปกคลุมไปด้วยหิมะที่สะท้อนแสงออโรร่าสีทองบนท้องฟ้าไกลโพ้น ผืนดินรอบตัวดูรกร้างไร้ชีวิต แต่ท้องฟ้าที่เปล่งประกายกลับให้ความรู้สึกราวกับเป็ดินแดนแห่งเทพนิยาย
ลมหนาวที่พัดมากระทบผิวทำให้อาคิระตัวสั่น ความเย็นจัดเหมือนจะกัดกินถึงกระดูก เขากอดตัวเองเพื่อบรรเทาความหนาว แต่ก็ยังไม่อาจทนอยู่ด้านนอกได้นาน
“เราต้องหาทางไปต่อ…” เขาพูดกับตัวเอง ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในวิหาร
ขณะที่เดินสำรวจรอบ ๆ เขาสังเกตเห็นทางเดินเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่หลังเสาหินสูง มันเป็ช่องลับที่ดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดบางสิ่ง
“หรือว่านี่จะเป็คำตอบ?” เขาก้าวเข้าไปใกล้ทางเดินนั้น ความมืดที่ปกคลุมสร้างความรู้สึกทั้งหวาดหวั่นและตื่นเต้น
จู่ ๆ เสียงกระซิบแ่เบาดังขึ้น ราวกับมาจากทุกทิศทาง
“อาคิน… มานี่เถิด… มันถึงเวลาแล้ว… อาร์เคเดีย้าเ้า…”
เสียงนั้นทำให้อาคิระชะงัก เขาจำได้ว่าคำว่า “อาร์เคเดีย” เคยหลุดออกมาจากบทสนทนาของพ่อและแม่เมื่อวันก่อน
“พวกเขารู้เื่นี้…” เขาพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย
ทางเลือกมีเพียงสองทาง เขาจะเดินเข้าไปในความมืดที่รออยู่เบื้องหน้า หรือถอยกลับไปยังพื้นที่ที่ดูปลอดภัยกว่า
แต่ความสงสัยในใจและคำพูดของพ่อแม่ที่ว่า “จงพร้อมสำหรับทุกสิ่ง” ทำให้เขาตัดสินใจก้าวเข้าไปในทางเดินลับ
“บางที…คำตอบทั้งหมดอาจอยู่ที่ปลายทางนี้”
เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในความมืด ขณะที่แสงจากสร้อยคอในมือเริ่มเปล่งประกายสว่างขึ้นเรื่อย ๆ นำทางเขาสู่ความลึกลับที่รออยู่เบื้องหน้า…