ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีชมพูอมม่วง แสงแดดร้อนๆ หายไปหมดแล้วกลิ่นเหม็นเน่าของโลกมนุษย์ค่อยแสดงตัวออกมาแมลงรำคาญเริ่มบินออกมาจากบ้านอับชื้นที่พวกมันซ่อนตัวอยู่ฉันกำลังเดินกลับบ้านบนถนนที่กำลังมืดลงเรื่อยๆ ไฟถนนสว่างขึ้นทีละดวงแซงหน้าฉันไปอย่างรวดเร็วสองข้างทางมีแค่เพียงต้นไม้กับต้นไม้แล้วก็ต้นไม้ที่ใหญ่กว่ามีบ้านคนอยู่บ้างประปรายความจริงแล้วฉันควรจะต้องซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ของลุงจิตกลับบ้านแต่พอฉันเดินไปถึงป้อมยามของโรงเรียนก็เจอลุงจิตนอนกรนเสียงดัง ก่อนที่จะปลุกให้ลุงแกตื่นฉันลองดมกลิ่นบรรยากาศในป้อมยามเข้าไปนิดหน่อย
กลิ่นเหล้า
ฉันไม่ได้โกรธหรอกออกจะดีใจด้วยซ้ำที่จะได้มีข้ออ้างเพื่อที่จะไม่ต้องซ้อนท้ายแกกลับบ้านเดี๋ยวแกก็คงบอกแก้ตัวกับแม่เองว่าวันนี้มีเวรอยู่ดึกซึ่งท่าทางแบบนั้นก็คงจะไม่ตื่นมาในเร็วๆ นี้เป็แน่
ฉันเดินมาถึงบ้านชั้นเดียวเก่าๆ ของตัวเองแสงไฟนีออนถนนสีขาวส่องอย่างอ่อนแรงลงมาตรงทางเข้าหน้าบ้านเป็แสงสว่างเดียวในละแวกนี้ถ้าไม่นับไฟในห้องนั่งเล่นและเสียงทีวีที่ลอดออกมาจากในบ้านรอบบ้านถูกปกคลุมด้วยความมืด แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก ต่อให้สว่างจ้าก็คงจะมองเห็นแต่ต้นไม้
ฉันไม่ได้พกกุญแจสำหรับเปิดประตูรั้วบ้านมาแต่แทนที่จะเรียกให้แม่ออกมาเปิด ฉันตัดสินใจปีนรั้วบ้านเข้าไปโดยไม่ต้องคิดในที่แบบนี้ไม่มีใครจะมาใส่ใจหรอกว่ากระโปรงของฉันจะเปิดหรือไม่ฉันเปิดเข้าไปในตัวบ้านแล้วรีบปิดก่อนพวกแมลงจะตามเข้ามา
ในห้องโถงบ้านเก่าๆ หลังนี้ พื้นปูด้วยไม้ตู้ไม้ใส่ของที่ไม่มีใครจำได้ว่าใส่อะไรเข้าไปบ้าง สีที่ลอกร่อนจากกำแพงบนผนังบ้านแขวนรูปพระ รูปพระ รูปพระ รูปพระ หิ้งพระ รูปพระ รูปพระ ปฏิทิน รูปพระใต้หิ้งพระมีโต๊ะพับที่ใช้เป็โต๊ะกินข้าวมีฝาชีเก่าๆ ครอบไว้ ทีวีตู้หนาๆรุ่นโบราณที่เปิดข่าวคดีค้ายาเสพติดทิ้งไว้ กลางห้องโถงมีเตียงขนาดเล็กตั้งอยู่
“แอ๊...แอ๊...แอ๊แอ๊...แอ๊”
“โอ๋ๆ ไม่ร้องลูกไม่ร้อง” เสียงแม่ดังออกมาจากในห้องน้ำ
ฉันวางกระเป๋าเรียนลงที่ประตูเข้าบ้านเดินไปที่เตียงของน้องชาย อุ้มเ้าเด็กน้อยขึ้นมา โยกตัวไปมาซ้ายขวาช้าๆพร้อมกับปล่อยเสียงลอดจากไรฟันเบาๆ เสียงของเ้าทารกก็เบาลงมีแต่เสียงของแม่ที่ดังขึ้น
“วัลเหรอลูก!? เอานมให้น้องกินหน่อย”
“แอ๊...แอ๊...แอ๊แอ๊...แอ๊”
เ้าทารกกลับมาร้องเสียงดังเท่าเดิม
“ค่ะ” ฉันตอบแม่วางน้องชายกลับลงบนเตียง เดินไปที่ตู้เย็น หยิบนมแช่แข็งที่แม่รีดออกมาเก็บไว้เอามันใส่ลงไปในเครื่องอุ่นนม เทใส่ขวดนม เดินกลับหาน้องชาย แล้วค่อยๆป้อนเข้าปากช้าๆ ต่างจากเ้าทารกที่ดูดอย่างมูมมามจนหมดขวดในเวลาไม่นาน
“มานี่ แม่จัดการเอง” แม่ที่เพิ่งออกจากห้องน้ำพร้อมกับผ้าถุงลายน่าเกลียดแย่งน้องชายออกไปจากมือของฉันอุ้มขึ้นลงซ้ายขวา
“ไหนใครเป็เด็กเก่ง? หื้มมมมม ดูดหมดขวดเลยเหรออออ? เก่งจังเลยลูกใครเนี่ย?ลูกแม่เอง ลูกแม่เอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ฉันจ้องมองแม่กับน้องชายด้วยสายตาว่างเปล่า
“วัล ลูกล้างขวดนมน้องให้แม่หน่อยสิ”
“ค่ะ”
“แล้วลุงจิตล่ะ? ไม่ได้กลับมาด้วยกันเหรอ?”
“น่าจะอยู่เวรดึกน่ะค่ะ”
“อืม”
แม่ก็ไม่ได้พูดว่าอะไรหรือแสดงความไม่พอใจลุงจิตหรอกนะแต่ฉันรู้สึกได้ บรรยากาศแย่ๆ เริ่มก่อตัวรอบตัวแม่หลังจากได้คำตอบเื่ลุงจิต
แต่ก็ไม่มีคำถามเกี่ยวกับการเดินกลับบ้านของฉัน? หรือความน่าสงสัยของคำว่า‘น่าจะ’ ในประโยค ‘น่าจะอยู่เวรดึกน่ะค่ะ’
ฉันกำลังเดินถือขวดนมที่ดูดหมดแล้วเพื่อไปล้างในครัว
“วัล!”
“คะ?” ฉันรีบหันไปตามเสียงเรียกของแม่
“เอากระเป๋ามาวางขวางประตูแบบนี้ได้ไงเดี๋ยวลุงจิตเขากลับมาก็สะดุดล้มหรอก”
ก็นั้นแหละ คาดหวังอะไรล่ะ?
“...ขอโทษค่ะ”
หลังจากจัดการกับขวดนมกับกระเป๋าให้เข้าที่เข้าทางได้แล้วแม่กำลังพูดจาภาษาเอเลี่ยนกับน้องชาย ฉันนั่งลงตรงโต๊ะพับที่มีฝาชีครอบใต้หิ้งพระยกฝาชีเปิดออก มองดูกับข้าวบนโต๊ะที่มีเพียงอย่างเดียว
แกงกะทิสายบัวปลาทู
รู้จักรึเปล่าคะ? แกงกะทิสายบัวปลาทูมันเป็แกงไทยโบราณชนิดหนึ่งหน้าตาของมันก็เหมือนเอาหลอดพลาสติกที่ใช้ดื่มชานมไข่มุกยาวประมาณหนึ่งนิ้วครึ่งมาต้มจนเปื่อย ลอยอยู่ในน้ำแกงสีขาวอมม่วงและมีศพปลาทูที่ถูกตัดตัวแล้วควักเครื่องในออกจมอยู่ข้างใต้ รสชาติจะออกหวาน เค็มและเปรี้ยวนิดหน่อย แต่ถ้าคนทำมีฝีมือไม่พอละก็จะได้กลิ่นคาวของปลาทูในน้ำแกงสีขาวข้น แบบชามนี้แหละ
ฉันตักข้าวสวยที่หุงเสร็จนานเกินไปจากหม้อถุงข้าวมาใส่จานจากนั้นฉันก็ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เหมือนกันที่ฉันตักสายบัวเส้นนั้นมาอยู่ในช้อนแล้วจ้องมองมันอยู่แบบนั้น
สายบัวสีเขียวแก่ที่ถูกต้มจนเปื่อยเกือบเละลอยอยู่ในน้ำแกงสีขาวข้นด่างๆ ช่างดูน่าสมเพช
เหงื่อที่ไหลยาวเป็ทางบน....หัวเข่า
ฉันยัดสายบัวเส้นนั้นเข้าปาก ทุกอย่างเย็นชืดไม่มีชีวิต และเหม็นกลิ่นคาวของปลาทูมากๆ
ไม่อร่อย
.....
นี่ฉันกำลังทำหน้าแบบนั้นอยู่อีกแล้วเหรอ?
ไม่อร่อยสุดๆ ไปเลย
รู้สึกว่ามื้อนั้นฉันจะกินจนหมดชามเลย