หมิงซินแสงสว่างของหัวใจ

    บทที่ 14-1 บรรเลงเพลงพิณ

    บทที่14-1 บรรเลงเพลงพิณ

            เมื่อถึงฤกษ์ดีหวังหมิงซินและหลานสาวช่วยกันถือขนมต้านเกาเดินไปยังด้านหน้าของเวทีหลี่หยางเหวินโอบพาภรรยาผู้เป็นเจ้าของงานวันเกิดเดินไปหาคนทั้งสองที่กำลังยืนถือขนมต้านเการออยู่ชายหนุ่มบอกให้ฮูหยินของตนอธิษฐานแล้วเป่าเทียนบนขนมต้านเกาที่เขาเป็นผู้จัดเตรียมไว้ให้หลังจากนั้นจึงถึงเวลาของคนในครอบครัวและญาติสนิทที่จะมอบของขวัญวันเกิดให้กับเจ้าของงานแตกต่างจากแขกเหรื่อที่จะมอบของขวัญให้ที่ด้านหน้าทางเข้าของงาน หวังหมิงซินซึ่งเป็นน้องเล็กของครอบครัวจึงเป็นคนสุดท้ายที่มอบของขวัญให้กับพี่สาว

     

            หวังหมิงซินรับของขวัญที่มีผ้าสีแดงคลุมจากมือของสาวใช้คนสนิทแล้วมอบให้กับพี่สาวของตน ทันทีที่หวังหมิงเยว่ได้รับของขวัญจากน้องสาว จึงเปิดผ้าที่คลุมของขวัญออกดูจากนั้นเจ้าของงานวันเกิดจึงปรากฏรอยยิ้มระบายเต็มบนใบหน้าของตนเองหวังหมิงเยว่ให้สามีช่วยหันภาพวาดของน้องสาวที่มีกรอบรูปเป็นไม้หวางฮวาหลี(ไม้พะยูง) ซึ่งเป็นไม้มงคลและหาได้ยาก เพื่อให้แขกเหรื่อได้เห็นของขวัญที่ถูกใจนางที่สุดในวันนี้

     

            ภาพที่หวังหมิงซินมอบเป็นของขวัญให้กับพี่สาวของตนคือภาพของครอบครัวพี่สาว ที่ประกอบไปด้วย พี่เขย พี่สาว และหลานรักทั้งสองคนกำลังนั่งอยู่ในศาลากลางน้ำของจวนท่านรองเจ้าเมืองเฉิงตือใบหน้าของทุกคนมีรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่ มีแววตาและสีหน้าที่บ่งบอกถึงความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันของครอบครัวช่างเป็นภาพที่แสดงอารมณ์และบ่งบอกถึงความผูกพันในครอบครัวนี้ได้เป็นอย่างดี

     

            บรรดาแขกเหรื่อผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานต่างเดินเข้าไปชมผลงานของหวังหมิงซิน และเอ่ยชมความสามารถในการวาดรูปและการลงสีของนางไม่หยุดจากนั้นผู้เป็นเจ้าของวันเกิดจึงเอ่ยกับน้องสาวของตนเองว่า

            “ขอบใจน้องเล็กมากพี่ชอบของขวัญชิ้นนี้มากเหลือเกิน”

            “ข้าดีใจเจ้าค่ะที่พี่สามชอบของขวัญของข้า”

            “เช่นนั้นถ้าพี่จะขอของขวัญจากเจ้าอีกหนึ่งอย่างได้หรือไม่”

            “พี่สามอยากได้อะไรหรือเจ้าคะ”

            “พี่อยากให้เจ้าเล่นพิณ บรรเลงเพลงให้กับพี่และแขกเหรื่อรับฟังได้หรือไม่”หวังหมิงเยว่หันไปมองคุณชายอี้โจวเพราะอยากให้น้องสาวได้แสดงความสามารถทางด้านดนตรีให้กับชายหนุ่มได้ประจักษ์น้องสาวของนางนอกจากจะมีความสามารถทางด้านปรุงเครื่องหอมและเย็บปักแล้วยังมีชื่อเสียงเลื่องลือด้านความสามารถทางด้านดนตรีด้วยเพียงแต่มีบุคคลจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่เคยได้รับฟังฝีมือการบรรเลงเพลงของน้องเล็กจึงอาจทำให้ผู้คนลืมเลือนความสามารถนี้ของน้องเล็กไป

            “ย่อมได้เจ้าค่ะ”

            “ขอบใจเจ้ามากน้องเล็ก”

     

            หวังหมิงเยว่ได้เตรียมพิณโบราณให้น้องสาวของตนเองไว้แล้วจึงให้คนรับใช้ไปจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆเพื่อให้น้องสาวของนางได้บรรเลงบทเพลงที่ไพเราะออกมา

     

            หวังหมิงซินนั่งอยู่หน้าพิณโบราณที่งดงามนางสูดลมหายใจเข้าเพื่อรวบรวมสมาธิ จากนั้นจึงจรดปลายนิ้วลงบนสายพิณโบราณท่วงทำนองเสนาะโสตแว่วดังจากปลายนิ้วของนาง เสียงพิณของหญิงสาวคล้ายกับกำลังพลิ้วไหวหยอกล้อกับสายลมและธรรมชาตินางทำให้ทุกคนตกอยู่ในภวังค์ นำพาอารมณ์เคลิบเคลิ้มไปกลับเสียงดนตรีที่นางบรรเลงหัวใจของทุกคนรู้สึกชุ่มฉ่ำเย็นสบาย เหมือนมีสายลมและสายน้ำเย็นคอยชโลมจิตใจทั้งอิ่มใจและสุขใจ

     

            จวบจนกระทั่งหวังหมิงซินบรรเลงเพลงจบผู้คนที่ถูกบทเพลงนำเข้าสู่ภวังค์จึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา พร้อมกับเสียงปรบมือดังสนั่นไปทั่วบริเวณสถานที่จัดงานหวังหมิงซินลุกขึ้นยืนแล้วยอบกายคารวะขอบคุณสำหรับเสียงปรบมือที่นางได้รับจากเหตุการณ์ในค่ำคืนนี้จึงทำให้ชื่อเสียงทางด้านการบรรเลงเพลงพิณของนางยังคงเป็นที่เล่าขานต่อไปในอำเภออู่โหว

     

            หวังหมิงซินเดินกลับไปยังโต๊ะที่นั่งของครอบครัวพร้อมกับได้รับสายตาชื่นชมจากคนในครอบครัวรวมถึงชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านข้างของท่านนายอำเภอด้วย

            “ซินเอ๋อร์บรรเลงเพลงพิณได้ไพเราะยิ่งนัก”หวังหนิงเฉิงผู้เป็นพี่ใหญ่เอ่ยชมน้องเล็กของตนเอง

            “ขอบคุณเจ้าค่ะพี่ใหญ่”

            “เพราะข้ารู้ว่าอน้องเล็กเล่นพิณได้ไพเราะมากอีกทั้งยังมีผู้คนน้อยนักในอำเภออู่โหว ที่มีโอกาสได้ฟังข้าจึงขอให้น้องเล็กบรรเลงเพลงพิณให้ทุกคนในที่นี่ได้รับฟังเจ้าค่ะ”หวังหมิงเยว่เอ่ยกับทุกคน

            “ท่านปู่ใหญ่และท่านปู่เล็กของพวกเจ้าเป็นผู้ที่มีความรู้และสันทัดในเรื่องดนตรี ยังเอ่ยชมซินเอ๋อร์อยู่หลายครา”หวังหลินข่ายผู้เป็นบิดาเอ่ยขึ้นด้วยความภูมิใจในตัวบุตรสาว

            “ท่านปู่กล่าวอยู่บ่อยครั้งว่าเมื่อท่านพ่อยังเด็ก อาจารย์ก็เอ่ยชมท่านพ่ออยู่หลายคราเช่นกันว่าอมีความสามารถทางด้านดนตรียิ่งนักข้าคงได้ความสามารถทางด้านนี้มาจากท่านพ่อเจ้าค่ะ”หวังหมิงซินเอ่ยประจบผู้เป็นบิดาด้วยรอยยิ้ม

            “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ฮาฮ่า” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความเบิกบานใจ

            “เจ้าค่ะท่านพ่อ”

     

            หลังจากหวังหมิงซินตอบรับคำของผู้เป็นบิดาจึงหันไปกล่าวกับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านข้างของพี่สี่ว่า

            “แล้วพี่อี้โจวล่ะเจ้าคะชอบการบรรเลงพิณของข้าหรือไม่เจ้าคะ”

            ชายหนุ่มส่งรอยยิ้มละมุนให้หญิงสาวแล้วกล่าวว่า

            “ชอบสิ พี่ชอบมากด้วยน้องหมิงซินเล่นพิณได้ไพเราะมาก”

            “เช่นนั้น ข้าจะไปเล่นให้พี่อี้โจวฟังที่ศาลานั่งเล่นของคฤหาสน์ตระกูลหลิวนะเจ้าคะที่นั่นมีดอกไม้งดงามมากมาย ถ้าข้าได้บรรเลงเพลงพิณที่นั่นย่อมทำให้เข้าถึงอารมณ์ของบทเพลงได้มากขึ้นเจ้าค่ะ”

            “ดียิ่งน้องหมิงซินพี่จะรอเจ้าไปเล่นพิณให้พี่ฟังนะ”

            “เจ้าค่ะพี่อี้โจว” หวังหมิงซินตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวาน

     

            หวังหมิงเยว่เห็นท่านพ่อ พี่ชายและน้องชายของตนเอง คิ้วขมวดมุ่นตั้งใจฟังบทสนทนาระหว่างน้องเล็กและคุณชายอี้โจวจึงได้แต่แอบขำในใจ อาการหวงบุตรสาวและน้องสาวได้กำเริบขึ้นอีกครั้ง นางจึงได้เอ่ยขึ้นว่า

            “คุณชายอี้โจว ข้าต้องขอขอบคุณท่านมาก ที่คอยให้ความช่วยเหลือซินเอ๋อร์อยู่บ่อยครั้ง”

            “ข้าเต็มใจและยินดีที่จะช่วยขอรับ”

            “เกิดเหตุอันใดขึ้นกับซินเอ๋อร์หรือเหตุใดคุณชายอี้โจวต้องให้ความช่วยเหลือนางด้วยเล่า”ผู้เป็นบิดาเอ่ยถามขึ้นด้วยความตกใจ

     

            หวังหมิงเยว่อยากให้คนในครอบครัวของตนเองได้รับรู้ถึงความห่วงใยและความใส่ใจที่ชายหนุ่มมีให้กับน้องสาวของตนจึงบอกกล่าวเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง

            เหอฟางหรูได้รับฟังสิ่งที่บุตรสาวของตนเองได้กล่าวเล่าเรื่องออกมาจึงหันไปพิจารณาชายหนุ่ม ที่ใส่ใจและคอยหาสิ่งที่บุตรสาวของตนเองชื่นชอบมาให้เสมอโดยไม่หวังรับความดีความชอบแม้แต่น้อยนางเข้าใจในสิ่งที่บุตรสาวผู้เป็นฮูหยินของท่านรองเจ้าเมืองต้องการจะสื่อบอกกับทุกคน