ค่ำคืนคิมหันตฤดูที่ไร้แสงจันทร์เช่นนี้ท้องฟ้ากลับดารดาษไปด้วยดวงดาราระยิบระยับละลานตา
จวินเซี่ยวอวิ๋นเหม่อมองท้องฟ้าไกลอย่างไร้จุดหมายครุ่นคิดถึงท่าทีของบิดาที่ต่างเดิมไปอย่างสิ้นเชิง มองดูคล้ายพยัคฆ์ที่หลับใหลมาเนิ่นนานจู่ๆ ก็ลืมตาตื่นและส่งเสียงคำรามอย่างไรอย่างนั้น
จวินเซี่ยวอวิ๋นรู้ดีว่าบิดาได้แสดงท่าทีต่อการตัดสินใจของนางแล้วจากนี้ชีวิตสงบสุขที่บิดาปรารถนาให้ดำเนินต่อไป คงเป็ไปไม่ได้อีกแล้ว
ตำแหน่งโหวสกุลกู้ที่ไร้ผู้สืบทอดมานานถึงยี่สิบปีคงว่างเว้นได้อีกไม่นาน ถึงตอนนั้น คลื่นลมในราชสำนักคงยิ่งโหมรุนแรงเป็เท่าทวี
จวินเซี่ยวอวิ๋นทราบดีว่าการตัดสินใจของนางทำให้การหวนคืนฐานะเดิมของบิดาเป็เพียงเื่ช้าหรือเร็วเท่านั้นและระหว่างนี้นางเองก็ต้องเตรียมการหลายอย่าง เพื่อตั้งรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นด้วย
ยังมีเื้ัเหตุการณ์การสังหารล้างสกุลกู้โหวที่ไม่มีต้นสายปลายเหตุใดๆนั่นอีก บิดาของนางยืนยันชัดเจนว่ายี่สิบปีก่อนไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรที่จะเป็สาเหตุให้ผู้ใดต้องสังหารล้างสกุลได้เลย
เื่นี้จวินเซี่ยวอวิ๋นมีลางสังหรณ์บางอย่างว่าการสังหารล้างสกุลกู้โหวจะต้องเกี่ยวพันกับการผลัดเปลี่ยนราชบัลลังก์เมื่อสิบเก้าปีก่อนอย่างแน่นอน
และหากเป็เช่นนั้นจริงนางก็คงต้องเริ่มหาเบาะแสจากเหล่าเชื้อพระวงศ์และองค์ฮ่องเต้แล้ว
พอนึกถึงเหล่าเชื้อพระวงศ์และองค์ฮ่องเต้ภายในใจของจวินเซี่ยวอวิ๋นก็พลันกระหวัดถึงราชโองการที่ได้รับเมื่อ่เช้าขึ้นมาแล้วยังมีอี้ชินอ๋องผู้นั้นด้วย
คราแรกที่รู้ว่าตนจะต้องสมรสกับผู้ใดจวินเซี่ยวอวิ๋นทั้งใทั้งหวาดกลัวเสียเต็มประดาด้วยอีกฝ่ายขึ้นชื่อว่าโเี้อำมหิตยิ่งนัก ชื่อเสียงเท่าที่เคยได้ยินมาก็ไม่มีเื่ดีเลยแม้แต่เื่เดียว
แต่นั่นเป็ความรู้สึกของคนทั่วไปเพราะสำหรับจวินเซี่ยวอวิ๋นแล้ว ท่านอ๋องผู้นี้ก็ยังมีข้อดีอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือตำหนักหลังของเขาว่างเปล่า ไม่มีสตรีแม้แต่นางเดียว หากเขาไม่ใช่พวกชมชอบหลงหยางก็แสดงว่าเขาไม่ใช่พวกมักมากในกามารมณ์
หากสิ่งที่จวินเซี่ยวอวิ๋นคาดเดาไม่ผิดบุรุษผู้นี้ก็คู่ควรให้นางทุ่มเทชีวิตจิตใจให้อย่างแท้จริงเพราะนี่เป็ยุคสมัยที่บุรุษมีสามภรรยาสี่อนุได้อย่างเต็มภาคภูมิการที่เขายังไม่มีสตรีข้างกายสักคนเช่นนี้ทำให้นางเลื่อมใสจริงๆ แต่หากนางคาดเดาผิดไปเช่นนั้นก็ต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน
แต่ก็นั่นแหละนางรู้เื่ของอี้ชินอ๋องผู้นี้น้อยเกินไป ยังคงตัดสินเขาไม่ได้ชั่วคราว
ครุ่นคิดเหม่อลอยคนเดียวอยู่เนิ่นนาน จู่ๆ องครักษ์ที่แฝงกายอยู่บนต้นไม้ใหญ่ใกล้หน้าต่างห้องนอนก็พลันเคลื่อนไหวเมื่อพบว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาเสียงประมือดังขึ้นอย่างแ่เบาครู่หนึ่งก่อนจะเงียบไปแต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะเรียกความสนใจจากองครักษ์ที่อยู่ใกล้เคียงเข้ามา
พริบตาเดียวองครักษ์อีกสองคน ก็พุ่งไปยังทิศทางที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติทันทีพร้อมทั้งส่งสัญญาณให้องครักษ์อีกสองคนประกบผู้เป็นายเอาไว้เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัยใดๆ ก็ตาม
จวินเซี่ยวอวิ๋นกลอกตาไปมาใคร่ครวญครู่หนึ่งก็ตระหนักได้ว่าผู้มาเป็ใคร จึงรีบสั่งคนของตนให้หยุดมือ
“พวกเ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอี้ชินอ๋อง ถอยออกไปให้หมด”
จวินเซี่ยวอวิ๋นรู้อยู่แล้วว่าหวงฝู่เหิงจะต้องมาหานางเพียงแต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถือโอกาสทดสอบองครักษ์ของนางเช่นนี้
องครักษ์ทั้งห้าถอยมายืนเรียงคุ้มกันจวินเซี่ยวอวิ๋นไว้ด้านหลังทันทีไม่กล้าล่าถอยออกไปโดยง่ายจวินเซี่ยวอวิ๋นจึงออกคำสั่งอีกครั้งด้วยน้ำเสียงด้วยความหงุดหงิดใจ
“คำสั่งเปิ่นกงจู่พวกเ้าไม่เห็นอยู่ในสายตาแล้วหรือไร?”
องครักษ์ทั้งห้ารีบทิ้งตัวคุกเข่าประสานมือ
“คำสั่งองค์หญิง พวกกระหม่อมย่อมต้องทำตามมิกล้าฝ่าฝืนอย่างเด็ดขาด ขอองค์หญิงลงอาญา”
จวินเซี่ยวอวิ๋นไม่แม้แต่จะปรายตามองเพียงสั่งเสียงอีกครั้งน้ำเสียงแฝงความรำคาญใจเล็กๆ
“เลิกทำเื่ไร้สาระ แล้วถอยออกไปเสียที”
ไม่รอให้มีคำสั่งครั้งที่สามองครักษ์ทั้งห้ารีบกลับไปประจำยังตำแหน่งของตนอย่างรวดเร็ว
หวงฝู่เหิงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเงียบๆพลางอาศัยจังหวะนี้พิจารณาว่าที่ชายาของตน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า นางงดงามยิ่งนัก รูปร่างแบบบางสูงระหงใบหน้าเรียว คิ้วใบหลิว จมูกโด่งงามติดจะเชิดรั้นน้อยๆ แล้วยังริมฝีปากเล็กๆแดงระเรื่อนั้นอีก
หวงฝู่เหิงคล้ายหัวใจจะเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่งเมื่อบังเอิญสบตากับนาง
คืนนั้นที่เขาลอบเข้าห้องของนาง นางหลับไปแล้วเขาจึงไม่มีโอกาสได้เห็นดวงตากลมโตเป็ประกายแวววาวของนาง พอได้เห็นในยามนี้ดวงตาของนางไม่ต่างจากดวงดาราที่ระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้านั่นเลย
หวงฝู่เหิงคิดแล้วก็กระตุกมุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจเขาเพียงเอ่ยชื่อบิดาของนางส่งๆ ไปเท่านั้นคิดไม่ถึงว่าครั้งนี้ถึงกับทำให้ได้ของล้ำค่าอย่างแท้จริงมา
“องครักษ์เหล่านี้ของเ้าฝีมือไม่เลวเลยทีเดียวมาจากแคว้นเว่ยกระมัง?”
จวินเซี่ยวอวิ๋นไม่ตอบคำเพียงกระชับผ้าคลุมไหล่ให้แน่นขึ้นพลางส่งสายตาสำรวจบุรุษตรงหน้าอย่างสนใจโดยไม่ปิดบังท่าทีและคำจำกัดความที่ได้สำหรับอี้ชินอ๋องผู้นี้ก็คือ
หล่อเหลาดุจหยกสลัก สูงส่งเ็าดุจน้ำแข็งพันปี
ช่างเป็บุรุษที่ทำให้นางคาดไม่ถึงจริงๆ
หวงฝู่เหิงปล่อยให้นางสำรวจตนเองได้ตามใจชอบเพียงแต่เมื่อเห็นประกายวิบวับในตาของนาง ก็อดใจไม่อยู่ต้องยกยิ้มบางเบา
จวินเซี่ยวอวิ๋นถูกรอยยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มีของหวงฝู่เหิงทำเอาใจสั่นต้องเบนสายตาไปอีกทางอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวกระแสความร้อนสายหนึ่งแล่นสู่สองข้างแก้ม ทำให้รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นทันใด
“ไม่คิดว่าอี้ชินอ๋องผู้เป็แม่ทัพสง่าผ่าเผยจะทำตัวเยี่ยงโจรตระเวนราตรีช่างน่าผิดหวังเสียจริง” จวินเซี่ยวอวิ๋นเบ้ปากน้อยๆ ทราบดีว่าเมื่อครู่อีกฝ่ายก็ถือโอกาสสำรวจตนแล้วเช่นกันดูเหมือนจะออกอาการพอใจไม่น้อยทีเดียว
หวงฝู่เหิงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจสาวเท้าเข้าไปใกล้หน้าต่างที่นางนั่งอยู่ด้วยฝีเท้ามั่นคง นางนับเป็สตรีคนแรกที่กล้ากล่าววาจาเหน็บแนมเขาอย่างไม่กลัวเกรงท่าทีเช่นนี้ของนางช่าง...
น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง!
“ดูเหมือนเ้าจะไม่เกรงกลัวเปิ่นหวางแม้แต่น้อยองค์หญิงแคว้นเว่ยช่างมีความกล้าหาญไม่ธรรมดาจริงๆ”
จวินเซี่ยวอวิ๋นถลึงตา ค้อนขวับเข้าให้ทันที เชิดหน้ากล่าวอย่างถือดี
“แน่นอน เปิ่นกงจู่มีอันใดต้องเกรงกลัวท่านอ๋องกันทรงหาใช่ภูตผีปีศาจหลอกหลอนผู้คน มีอันใดให้เปิ่นกงจู่ต้องกลัว”
หวงฝู่เหิงมุมปากกระตุกคราหนึ่งวาจานางช่างคมกริบเหลือใจ ถึงกับเอาอ๋องผู้สูงศักดิ์เช่นเขาไปเปรียบกับภูตผีปีศาจหลอกหลอนผู้คนแต่นางที่เป็เช่นนี้ ช่างทำให้บุรุษที่ไร้อารมณ์ใดๆ เช่นเขารู้สึกคันยุบยิบในหัวใจชอบกล
“เช่นนั้น องค์หญิงผู้ไม่กลัวเกรงสิ่งใดจะไม่เชิญเปิ่นหวางเข้าไปดื่มชาดับกระหายสักจอกหรือไร?”
จวินเซี่ยวอวิ๋นขมวดคิ้ว รู้สึกยุ่งยากใจแต่ไรมานางก็ไม่ชอบรสฝาดเฝื่อนของชาดังนั้นในห้องของนางจึงไม่มีน้ำชาที่จะมารับรองหวงฝู่เหิงได้เช่นนั้นนางก็ควรบอกเขาไปตรงๆ ก็แล้วกัน
“ท่านอ๋อง ข้าไม่ดื่มชา ดังนั้นไม่ใช่ข้าไร้น้ำใจแต่ที่นี่ไม่มีน้ำชาให้ท่านอ๋องดับกระหายได้จริงๆเกรงว่าท่านอ๋องต้องกลับไปดื่มชาที่ตำหนักของพระองค์แล้ว”
เป็อีกครั้งที่หวงฝู่เหิงต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจนางช่างแตกต่างจากสตรีทั่วไป น่าสนใจจริงๆ
“เ้าไม่ดื่มชา?”
“ข้าไม่ชอบรสฝาดเฝื่อนของชา ดังนั้นจึงไม่ดื่มชา” จวินเซี่ยวอวิ๋นบอกอย่างไม่ปิดบัง
“ว่าแต่ท่านมาหาข้า คงไม่ใช่เพื่อมาดื่มชากระมัง?”จวินเซี่ยวอวิ๋นเอียงคอถามตรงๆ
“เปิ่นหวางมาดูหน้าว่าที่หวางเฟย”หวงฝู่เหิงมองนางตาไม่กระพริบ และไม่ผิดหวัง เมื่อเห็นนางชะงักไปครู่หนึ่งสองแก้มเนียนใสขาวผ่องมีสีแดงระเรื่อพาดผ่านทันที
“แค่กๆ ท่านพูดเื่นี้ขึ้นมาก็ดีข้ามีเื่จะตกลงกับท่าน” จวินเซี่ยวอวิ๋นกระแอมเล็กน้อยเสหลบสายตาที่ทอประกายคลุมเครือของหวงฝู่เหิงอย่างไม่เป็ธรรมชาตินัก
“เ้าคงไม่ให้เปิ่นหวางยืนคุยผ่านต่างหน้ากับเ้าตรงนี้กระมัง?”
หวงฝู่เหิงรู้สึกเหมือนไม่ใช่ตัวเองมากขึ้นทุกทีเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้นที่เขาได้สนทนากับนางกลับคล้ายมีวาจาให้เอื้อนเอ่ยได้ไม่รู้จบอย่างไรอย่างนั้นเื่เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อนเลย
“งั้น…ห้องหนังสืออยู่ทางปีกขวาท่านอ๋องเดินอ้อมมาหน่อยแล้วกัน” จวินเซี่ยวอวิ๋นบอกก่อนส่งเสียงเรียกองครักษ์ที่แฝงกายอยู่บนต้นไม้ใหญ่มารับคำสั่ง
“เปาชี นำทางท่านอ๋องไปห้องหนังสือปีกขวาแล้วเรียกเสี่ยวจูกับเสี่ยวซินยกขนมหรือของว่างมารับรองท่านอ๋องให้ข้าด้วย”
องครักษ์นามเปาชีออกมารับคำสั่ง ก่อนนึกขึ้นได้ว่าสาวใช้ทั้งสองออกไปถ่ายทอดคำสั่งที่หออวลกลิ่นจันทร์และหออวลวสันต์ั้แ่ตอนหัวค่ำยังไม่ได้กลับมา
“คุณหนูเสี่ยวจูไปหออวลกลิ่นจันทร์ส่วนเสี่ยวซินไปหออวลวสันต์ยังไม่กลับมาขอรับ”
“อ้อ เช่นนั้น… คงได้แต่เสียมารยาทกับท่านอ๋องแล้ว”จวินเซี่ยวอวิ๋นเอ่ยอย่างขัดเขินเล็กน้อย ดูเหมือนการพบหน้ากันครั้งแรกของนางกับหวงฝู่เหิงจะไม่มีอะไรให้ประทับใจได้เลย
หวงฝู่เหิงยกยิ้มมุมปากไม่เอ่ยสิ่งใดเพียงหันกายเดินตามองครักษ์ของนางไปยังห้องหนังสือปีกขวาเงียบๆ เท่านั้น
จวินเซี่ยวอวิ๋นรวบผมปักปิ่นหยกง่ายๆ ด้วยตนเอง คว้าเสื้อคลุมกันลมสีน้ำเงินเข้มเดินดิ้นเงินอย่างประณีตที่ชายขอบมาสวมทับอีกตัวแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือทางปีกขวาทันที
ตอนที่จวินเซี่ยวอวิ๋นก้าวเข้าไปในห้องหนังสือนั้นหวงฝู่เหิงถือหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ในมือ กำลังพลิกอ่านอย่างสนอกสนใจแต่พอนางเห็นชัดถนัดตาแล้วก็ต้องตื่นใเพราะนั่นเป็บันทึกที่นางเขียนวิจารณ์สภาพเศรษฐกิจของแต่ละแคว้นอันเป็ตัวกำหนดทิศทางการค้าทั้งหมดของหอยลเมฆาทั้งยังเขียนลู่ทางทำการค้าที่สร้างกำไรอย่างมหาศาลไว้อีกไม่น้อย
หวงฝู่เหิงเห็นชัดเจนว่านางมีปฏิกิริยาเช่นไรเมื่อเห็นหนังสือที่เขาถืออยู่ในมือจึงสรุปได้ทันทีว่านี่ต้องเป็บันทึกที่นางเขียนด้วยตนเองอย่างแน่นอน
เดิมทียังนึกว่านี่เป็ตำราที่ปรมาจารย์ท่านใดเขียนขึ้นเสียอีกเนื้อหาเจาะลึกเสียจนผู้ใดได้อ่านและยึดถือเป็แนวทางจะต้องกลายเป็เศรษฐีในเวลาเพียงไม่นานอย่างแน่นอน
แต่นี่ก็ไม่น่าประหลาดใจอันใดจวินเซี่ยวอวิ๋นเป็ถึงนายหญิงแห่งหอยลเมฆา เริ่มดูแลและจัดการกิจการต่างๆั้แ่อายุเพียงแปดขวบปี ข้างกายมีผู้เปี่ยมความสามารถมากมายการที่นางเขียนตำราเช่นนี้ได้จึงไม่เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด
เป็อีกครั้งที่หวงฝู่เหิงยินดีในความโชคดีของตนเองเพราะนางคือเพชรเม็ดงามที่เขาเป็ผู้แต่เพียงผู้เดียว
หวงฝู่เหิงชูหนังสือในมือ หันไปมองนางอย่างเต็มตากล่าวช้าๆ อย่างชื่นชม
“ว่าที่หวางเฟยของเปิ่นหวางช่างมีเื่ให้น่าประหลาดใจมากมายจริงๆนี่นับเป็ตำราการค้าล้ำค่าที่มีเพียงหนึ่งในแผ่นดินทีเดียว”
จวินเซี่ยวอวิ๋นยื่นมือไปหยิบหนังสือในมือหวงฝู่เหิงพลางถลึงตาใส่คราหนึ่งอย่างขุ่นใจลอบตำหนิความสะเพร่าของตนที่เชิญเขาเข้ามาล้วงความลับของตัวเองเสียได้
“ไหนๆ ท่านอ๋องก็ทราบอยู่แล้วว่าข้าคือนายหญิงแห่งหอยลเมฆา ดังนั้นต้องบอกกับท่านอ๋องไว้แต่เนิ่นๆหอยลเมฆาของข้าทำการค้าอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมอาศัยความจริงใจเป็ที่ตั้งไม่สนใจความสัมพันธ์ส่วนตัว ดังนั้นหากท่านอ๋อง้าสิ่งใด โปรดติดต่อซื้อขายโดยตรงกับหลงจู๊ของแต่ละกิจการการที่ท่านอ๋องสมรสกับข้าไม่มีผลหรืออภิสิทธิ์ใดๆ ในหอยลเมฆาอย่างเด็ดขาด อ้อ!ที่สำคัญ ท่านอ๋องจะไม่ได้รับส่วนลดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นหาไม่จะเป็การไม่ยุติธรรมต่อผู้อื่นได้” จวินเซี่ยวอวิ๋นกอดบันทึกของตนไว้แนบอกร่ายข้อตกลงที่ตั้งใจไว้แต่แรกออกมาทันที
หวงฝู่เหิงเกิดอาการหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกขึ้นมาทันใดนี่นางเห็นเขาเป็คนเช่นไรกัน
แต่ยามนี้เขาก็คงพูดได้แค่เพียง
“ว่าที่หวางเฟยของเปิ่นหวาง...ช่างหน้าเืเสียจริง!!”