“ปีหนึ่งเก็บกระเป๋าเสร็จก็มาเข้าแถวเลยอย่าลืมเรียงตามความสูงด้วย”
เสียงของรุ่นพี่ดังมาเป็ระยะจัดการมัดผ้าสีฟ้าเข้าที่แขนของตัวเองเสร็จก็หันไปผูกผ้าให้เพื่อนที่ยืนอยู่ข้างๆต่อ กิจกรรมที่กำลังเข้าร่วมกันอยู่นั้นไม่ใช่กิจกรรมอื่นใดนอกจากงานกีฬาสีเฟรสชี่งานที่เด็กปีหนึ่งอย่างพวกเขาต้องไปนั่งตบมืออยู่บนสแตนเชียร์ไม่ก็ลงแข่งกีฬาสุดเหนื่อย
“เอ้าเดินๆอย่าแตกแถวนะปีหนึ่ง”
ขบวนกีฬาสีออกเคลื่อนตัวโดยมีพี่ๆสโมสรนักศึกษาคอยเดินคุมอยู่ข้างๆ ขบวนในแต่ละขบวนของแต่ละสีด้านหน้าขบวนจะเป็นักศึกษาที่แต่งตัวแฟนซีตามธีมถัดมาก็เป็นักศึกษาปีหนึ่งที่ต้องตั้งแถวตาสีตามสาขาของตัวเองพอขบวนเริ่มเดินบรรยากาศรอบๆ ก็เริ่มคึกคักผู้มากมายทั้งคนในมหาวิทยาลัยและคนจากด้านนอกต่างพากันออกมาชื่นชมขบวนทั้งถ่ายรูปทั้งออกมาเชียร์
ขบวนค่อยๆทยอยเข้าสนามมีเสียงบรรยายของพิธีกรและเสียงเพลงจากวงดุริยางค์เป็แบ็คกราวนด์ไทม์กวาดสายตามองรอบๆจนสายตาไปหยุดที่ใครคนหนึ่งที่คุ้นตาอยู่ที่สแตนฝั่งซ้ายสุดของสนามลูซี่ในชุดเสื้อยืดสีเขียวอ่อนกางเกงยีนส์ทรงกระบอกสีดำขาดเข่าผมสีบลอนด์ทองสว่างถูกรวบมัดครึ่งหัวปลายผมดัดม้วนเล็กน้อยพอมองโดยรวมแล้ววันนี้ก็เธอสวยไม่น้อยเลย
“พี่ลูซี่นี่สวยเนาะ”
“อืมหือ?”
พอตั้งสติได้ว่าเผลอพูดบางอย่างออกไปโดยไม่รู้ตัวก่อนจะหันไปมองคนข้างๆที่เป็ต้นตอพบว่าบูมกับหรี่ตามมองอย่างจับผิดพร้อมกับยิ้มแหย่เป็เชิงแซว
“ฮั่นแน่~~รู้นะว่าชอบเขาแต่ไม่ต้องจ้องขนาดจะกลืนกินขนาดนั้นก็ได้”
กลืนกินอะไรล่ะก็พูดไปเรื่อยเดี๋ยวมันชักจะติดนิสัยขี้แซวมาจากติมล่ะนะไทม์เบนสายตาไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาล้อเลียนนั่นแต่กลับหันไปสบตาคนที่ถูกพูดถึงพอดีไทม์รีบยกยิ้มพลางผงกหัวสวัสดีเบาๆ ลูซี่ก็ผงกหัวยกยิ้มตอบกลับมา เอาจริงๆ
เกือบไปแล้วเกือบโป๊ะแตกแล้วไง
หลังจากจบการเปิดงานกว่าจะเสร็จก็ปาไปเกือบครึ่งชั่วโมงในที่สุด
ก็ได้ขึ้นไปนั่งบนสแตนเชียร์สักทีเริ่มจากกิจกรรมเชียร์หลีดไปเรื่อย ๆ จนถึง่การแข่งกีฬาระหว่างที่รุ่นพี่ปล่อยให้ปีหนึ่งนักพักกันอยู่นั้นจู่ๆ เสียงซุบซิบจากสาวๆก็เริ่มดังขึ้นเขามองตามสายตาของเพื่อนผู้หญิงไปยังด้านล่างพบว่าเป็พี่ลุคในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ใส่แว่นดำคาดผมที่กำลังยืนคุยกับพวกรุ่นพี่กันอย่างสนิทสนมก่อนที่จะหันมาที่้าไทม์ที่เห็นก็ยกมือไหว้ตามประสาคนรู้จักลุคพยักหน้ารับก่อนที่เขาจะหันไปคุยกับรุ่นพี่คนอื่นต่อ
“ไอ้ติมมันอยู่ไหนวะไม่เห็นเลย”บูมหันมาบ่นกับเพื่อนข้างๆพลางหยิบทิชชูขึ้นมาเช็ดหน้า ไทม์บุ้ยปากไปกลุ่มคนที่ยืนอยู่ข้างๆ สแตน
“นู่นไง”
“อ๋ออยู่นี่เอง” ถอนหายใจพลางส่ายหัวเนือยๆกับความมึนของเพื่อนตัวเองก่อนจะกลับไปสนใจกับการแข่งบอลในสนามต่อ
เวลาล่วงเลยผ่านไปกิจกรรมกีฬาสียังคงดำเนินต่อมาจนถึง่การแข่งกีฬาฟุตบอลชายระหว่างสีเขียวกับกับสีฟ้านักกีฬาเริ่มลงสนามไทม์กับบูมยกมือโบกมือให้ติมที่อยู่ในสนามเพื่อเป็กำลังใจ
การแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้นจนถึง่กลางเกมส์จู่ๆผู้เล่นประตูของฝั่งสีฟ้าก็เกิดาเ็ขึ้นมากระทันหันทำให้การแข่งขันต้องหยุดชะงักลงผู้าเ็ถูกพาออกมาที่ข้างสนามพวกรุ่นพี่รวมตัวคุยกันด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดก่อนที่จะมีรุ่นพี่คนหนึ่งหันมามาถามเด็กปีหนึ่งแต่ก็ไร้คำตอบ
ลุคที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่จู่ๆก็หันมาทางไทม์ที่นั่งอยู่้าก่อนจะกวักมือเรียกให้ลงไปไทม์เลิกคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับชี้มาที่ตัวเองเป็เชิงถามว่าลุคที่เห็นก็พยักหน้าเล็กน้อยเป็คำตอบทำให้เขาต้องลงจากสแตนไปหาอย่างช่วยไม่ได้
ทันทีที่ลงมาลุคก็ทำการยกแขนคล้องคอทันที“เอ็งเล่นบอลเป็ป่ะ”
“ก็…พอได้ครับ”เอาจริงๆ เขาก็เล่นฟุตบอลเป็แหละสมัยมัธยมก็เล่นกับเพื่อนบ่อยแต่ก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นส่วนเหตุผลที่ไม่ลงก็เพราะไม่อยากตากแดดเนี่ยแหละ มันร้อน
“พี่จะให้เอ็งไปเป็ประตูแทนเ้านั่นไหวมั้ย” พอรู้ว่าตัวเองกำลังจะโดนให้ลงไปแข่งฟุตบอลเขาก็มีอาการอึกอักทันที
“คือ…”
“เฮ้ยได้ตัวคนลงแทนยังใกล้จะหมดเวลานอกแล้วเนี่ย”รุ่นพี่คนหนึ่งะโบอกพร้อมกับทำสีหน้าเคร่งเครียด
หันไปมองพวกรุ่นพี่ที่เริ่มทำสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะหันไปหาลุคที่ยืนข้างตัว
เอาไงเอากันวะ“ได้ครับ เดี๋ยวผมลงแทนก็ได้”
“เยี่ยม!เดี๋ยวจบงานนี้พี่พาไปเลี้ยง เฮ้ย! ได้ตัวประตูแล้วเอาเสื้อให้น้องใส่เลย”ลุคเอ่ยพร้อมกับดันตัวไทม์เข้าไปวงสนทนาของพวกรุ่นพี่ปีสองในที่สุดเขาก็ตอบตกลงไปจนได้ เอาเถอะ คิดซะว่าช่วยเพื่อนร่วมโลกแล้วกัน
ทันทีที่ลงสนามติมก็วิ่งมาหาทันที“ไม่อยากเชื่อว่ามึงจะลงด้วย”
“เหตุสุดวิสัยน่ะไปประจำที่ไป”พูดพลางดันหลังขอเพื่อนให้ไปยืนประจำที่พร้อมกับหันตัวเองมายืนที่ตำแหน่งรักษาประตูสายตาสบเข้าใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างสนามลูซี่ที่กำลังยกมือถือขึ้นมาเหมือนถ่ายอะไรสักอย่างก่อนจะโบกมือให้ไทม์ยกยิ้มกลับก่อนจะหันกลับมาโฟกัสเกมส์ตรงหน้า
นกหวีดเป่าขึ้นอีกครั้งบ่งบอกว่าการแข่งขันเริ่มแล้วไทม์ละสายตาจากที่อื่นหันมามองจดจ่อกับการแข่งขันฝั่งสีเขียวเป็ฝ่ายเริ่มนักกีฬาเบอร์สิบส่งบอลต่อให้เพื่อนแต่ก็ถูกติมวิ่งตัดเลี้ยงลูกเข้าประตูของฝั่งตรงข้ามทำแต้มได้
จะว่าไปนี่ก็เป็ครั้งแรกเลยนะที่เขาได้มาเห็นติมเล่นบอลอย่างใกล้ชิดแบบนี้ฝีมือของติมเรียกได้ว่าเก่งไม่น้อยไม่แปลกใจที่เขาจะได้เลือกให้ติมเป็ตัวจริงในแมตช์กระชับมิตรระหว่างมหาวิทยาลัยในอีกสองเดือนข้างหน้า
ครึ่งแรกจบไปเริ่มเข้าครึ่งหลังเขาก็ยังคงลงมาเล่นเป็ผู้รักษาประตูเหมือนเดิมในครึ่งหลังการแข่งขันเริ่มตึงเครียดมากขึ้นเพราะคะแนนฝั่งสีเขียวตีตื้นขึ้นมาจนตอนนี้สองต่อสองแล้ว
ตอนนี้ถึง่นาทีที่80 กว่า ไทม์ยืนเตรียมตั้งรับอยู่ที่หน้าประตูโกลส่วนการแข่งขันในสนามตอนนี้เรียกได้ว่าค่อนข้างดุเดือดกันเลยทีเดียว เบอร์ 5ของทีมสีเขียวทุ่มบอลจากข้างสนามต่อด้วยเบอร์ 23ทีมเดียวกันรับบอลด้วยอกอย่างสวยงามแต่ไม่นานก็ถูกตัดบอลด้วยติม ติมวิ่งเลี้ยงบอลยาวมาเรื่อยๆ จนในที่สุดติมก็ยิงเข้าประตูฝ่ายตรงข้ามอย่างสวยงาม
“ลูกที่สองของทีมสีฟ้าเข้าไปแล้วครับผมจากน้องติมสาขาวิทย์ฯ คอมฯ โอ้โห ยิงได้สวยจริงๆ...”
ติมวิ่งดีใจโดยมีเพื่อนในทีมคนอื่นๆวิ่งมาร่วมดีใจด้วยก่อนมันจะวิ่งข้ามฝั่งมาแท็กมือกับไทม์ที่ยืนเหงาอยู่หน้าประตูโกลเกมยังคงดำเนินต่อการแข่งที่ดุเดือดกลับมาอีกครั้งไทม์ยืนเตรียมตั้งรับที่หน้าประตูโกลพลางใช้สายตามองลูกบอลที่ถูกเตะไปมาไม่ละ
“เบอร์สามสิบฝั่งสีเขียวชิงบอลจากฝั่งสีฟ้าวิ่งฝ่าวงไปยังอีกฟากแล้วครับ”
ไทม์ใช้สายตาจดจ่อไปที่ลูกบอลกับเบอร์สามสิบที่ตอนนี้กำลังวิ่งฝ่าดงตรงมาเขาไทม์กางแขนเตรียมพร้อมตั้งรับและจังหวะนี้แหละก่อนจะกระโจนเข้ารับบอลทันที!
ปั่ก!!!
เสียงดังปั่กพร้อมกับความจุกที่แล่นขึ้นจมูกก่อนจะตั้งสติแล้วโยนบอลให้เพื่อนในทีมทันที
“โอเคมั้ยมึง”หันไปหาติมที่วิ่งมาข้างประตูั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จะบอกว่าโอเคมั้ยก็ไม่เพราะเมื่อกี้ตอนที่ะโรับบอลมันกระแทกเข้าหน้าเขาน่ะสิตอนนี้รู้สึกชาไปหมดเลยแต่ก็พยายามตั้งสติเพื่อให้เล่นจนจบ
“ออกไปพักมั้ย”ส่ายหน้าเป็คำตอบ “นี่ก็ใกล้จะจบเกมแล้ว กูทนได้ไม่เป็ไร”
“แน่นะ”
“เออไปได้แล้วเข้าเล่นกันแล้วน่ะ” เขาดันหลังติมให้กลับเข้าสนาม เอาจริงๆ มันก็มึนๆไม่ค่อยจะไหวแหละแต่ที่ผมยังฝืนเล่นต่อเพราะผมไม่อยากออกจากเกมกลางคัน อีกอย่างทีมเราไม่มีประตูด้วยแล้วตอนนี้ก็ใกล้จะหมดเวลาแล้วเลยคิดว่าเล่นให้จบๆไปเลย
ในที่สุดการแข่งขันก็จบลงทีมของเราเป็ฝ่ายชนะ 3 – 2 ไทม์เดินไปรวมกับคนในทีมแต่จู่ๆก็เกิดปวดหัวจี๊ดขึ้นมาจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
“ไหวมั้ยมั้ยมึง”ไทม์ส่ายหัวเป็คำตอบ
ปากบอกไหวแต่ความจริงคือเจ็บจะตายอยู่แล้วมันทั้งเจ็บทั้งมึนหัวเหมือนกับมีใครเอาค้อนมาทุบหัวติมที่เห็นก็รีบวิ่งเข้ามาช่วยเพื่อนพยุงเดินเข้าข้างสนามก่อนที่คนอื่นๆจะเริ่มกรูกันเข้ามาดูอาการ
“ไทม์เป็ไงบ้าง”เสียงคุ้นเคยให้เขาต้องหันไปมองพบว่าเป็ลูซี่ที่เอื้อมมือมาจับหน้าอย่างเบามือไม่รู้ทำไมพอเห็นหน้าเธอเขาก็เบะปากน้ำตารื้นทันทีราวกับสบายจนจนอย่างจะระบายออกมาให้หมดเลย
“ผมเจ็บ”ลูซี่ลูบศรีษะของเขาอย่างเบามือที่สุด
“ทนหน่อยนะคะเดี๋ยวพี่พาไปทำแผลให้”
“ครับ”และนั่นคือเสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนที่ภาพตรงอย่างจะดับไป
ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว
[สบายดีมั้ยลูก]
“หนูสบายดีค่ะกงไม่ต้องห่วง”
[ได้ยินอย่างนั้นก็ดีแล้วลูกแล้วเ้าลุคล่ะ อาม่าเขาอยากคุยกับเ้าลุคน่ะ ไม่ได้เจอนานอาม่าเขาคิดถึง]ลูซี่เหล่สายตาไปมองคนที่ถูกพูดถึงที่ตอนนี้กำลังง่วนกับการคุยกับคนในสีของตัวเองอยู่
“ลุคกำลังยุ่งอยู่ค่ะกงตอนนี้น่าจะยังไม่สะดวก เดี๋ยวลูบอกให้ลุคโทรกลับไปนะคะ”
[ติดงานอะไรหรอลูกกงได้ยินเสียงคนเต็มไปหมดเลย]
“งานกีฬาสีมหาลัยน่ะค่ะ”
[อย่างนั้นหรองั้นกงไม่กวนแล้ว อะไรของแกเนี่ย] เสียงขลุกขลักในสายให้ฉันแอบคิ้วขมวดคงจะเป็อาม่านั่นแหละที่มาแย่งโทรศัพท์จากอากงไป
[อาหมวยลื้อไปตามอาตี๋มาให้อั๊วหน่อย]
“ลุคกำลังยุ่งอยู่ค่ะอาม่า”
[มันจะยุ่งอะไรนักหนาแค่งานกีฬาสี…แกจะไปเซ้าซี้อะไรหลานมันเ้าลูก็บอกอยู่ว่าเ้าลุคมันยุ่ง… ]เธอได้แต่แอบลอบถอนหายใจกับความรั้นของอาม่า
“งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะต้องไปดูแลน้องที่สแตนต่อ”
[อั๊วยังไม่ได้คุยกับอาลุคเลยเอาอาลุคมาคุยก่อน-/เลิกกวนหลานได้แล้ว หลานจะได้ไปทำธุระต่อสักที/อะไรของแกเนี่ยฉันจะคุยกับหลาน]เสียงของอากงเล็ดลอดเข้ามาในสายพร้อมกับเสียงของอาม่าที่กำลังก่นบ่นอากง
[ลูลูกหนูไปทำธุระต่อเลยกงไม่กวนแล้ว/ปล่อยฉัน! ฉันจะคุยกับหลาน]เสียงบ่นของอาม่าดังเล็ดลอดมาเรื่อยๆคาดว่าอากงน่าจะเดินมาดึงมือถือในมือของอาม่าแน่ๆ
“งั้นขอตัวก่อนนะคะรักกงนะคะ”