หนึ่งเดือนที่ผ่านมาหวังหย่งได้แต่เก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักไม่ออกไปประชุมขุนนางเหมือนแต่ก่อน เขารู้สึกผิดหวังที่ท่านอ๋องทำกับเขาแบบนี้ แม้รู้ดีว่าราชสำนักจะมีขุนนางมากความสามารถอยู่ไม่น้อยแต่การไม่ถูกเอ่ยชื่อในครั้งนี้มันย่อมแสดงให้เห็นความจริงบางอย่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หลังจากการประชุมในวันนั้นท่านอ๋องก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมอีกเลยพระองค์ใช้เวลาพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักนอกเมือง ห่างไกลจากความวุ่นวายและดูเหมือนท่านอ๋องจะปล่อยวางทุกอย่างลงแล้ว ปล่อยให้รัชทายาทได้บริหารบ้านเมืองตามแนวทางของตัวเองโดยมีขุนนางใกล้ชิดคอยให้คำชี้แนะ
แม้ว่าใน่ที่ผ่านมาหวังหย่งจะไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่เขาก็ยังคงปฏิบัติภารกิจในฐานะขุนนางฝ่ายกรมพิธีการอย่างเป็ปกติที่สำคัญเขายังคงแวะเวียนไปหาราชครูและอัครมหาเสนาบดีอยู่เป็ประจำ เพื่อขอคำปรึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
บัดนี้หวังหย่งไม่ได้โดดเดี่ยวในราชสำนักอีกต่อไปแม้ใน่แรกๆ เขาพยายามเข้าหาใครหลายคน แต่ก็ยากที่จะมีใครกล้าร่วมงานกับเขาเพราะขุนนางส่วนใหญ่ล้วนแต่เกรงกลัวต่อบารมีของรัชทายาท แต่โชคก็ยังเข้าข้างเขาอยู่บ้างที่การสอบจอหงวนรอบที่ผ่านมา อาจารย์ได้ให้เซียวจ้านนำข่าวมาแจ้งเขาได้ทันเวลา เขาจึงซ้อนแผนให้ศิษย์น้อง5 คนมาร่วมสอบด้วย เมื่อการทุจริตเกิดขึ้น หวังหย่งจึงใช้โอกาสนี้ดึงศิษย์น้องทั้ง5 เข้ามาแฝงตัวอยู่ในราชสำนักโดยที่ไม่มีใครสงสัย การได้ศิษย์น้องมาช่วยงานทำให้หวังหย่งสามารถรับรู้เื่ราวต่างๆ ได้ แม้ตัวเขาจะอยู่ที่ตำหนักก็ตาม
ทุกๆ เช้า ในเวลาเดียวกับที่เหล่าขุนนางกำลังประชุมกันอยู่หวังหย่งจะใช้เวลาดังกล่าว อ่านตำรับตำราทบทวนความรู้อยู่ที่ริมสระน้ำโดยมีองค์หญิงหนิงอันอยู่เคียงข้างอยู่ไม่ห่าง
“หลายวันมาแล้วน้องเห็นท่านพี่เอาแต่นั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนี้ ไม่ยอมเข้าร่วมประชุมท่านพี่มีอะไรไม่สบายใจหรือ น้องพยายามถามท่านพี่มาหลายครั้งแต่ท่านเอาแต่บ่ายเบี่ยง เช่นนี้น้องคงจะต้องไปหาเสด็จพ่อให้ช่วยจัดการให้แล้วกระมัง” องค์หญิงหนิงอันพยายามถามอยู่หลายครั้งแต่หวังหย่งไม่อยากให้นางต้องไม่สบายใจ จึงเลี่ยงที่จะตอบคำถามมาตลอด แต่ครั้งนี้เขาไม่อยากจะโกหกนางอีกต่อไป
“เ้าคิดว่าการประชุมมันดีจริงเหรอข้าอยากให้เ้าได้เข้าไปร่วมประชุมสักครั้ง แล้วเ้าก็จะรู้รู้ว่า บางทีการนั่งอยู่ตรงนี้ มันดีกว่าเข้าร่วมประชุมมากมายหลายเท่า”
“แต่น้องก็เป็ห่วงท่านพี่ เห็นท่านพี่เคร่งเครียดมาหลายวันแล้วถ้ามีปัญหาในราชสำนัก ก็บอกน้องมาได้ น้องจะไปกราบทูลเสด็จพ่อให้ ถึงอย่างไรเสด็จพ่อไม่มีทางทิ้งพวกเราหรอก”
“ให้เสด็จพ่อได้พักผ่อนสมดังที่ตั้งใจเถอะเื่ทางนี้ข้าจัดการเองได้ ไม่ต้องรบกวนเสด็จพ่อหรอก” หวังหย่งรู้ดีว่าหนิงอันนั้นรักเสด็จพ่อมากเพียงใดและนางเองก็เป็ที่รักของท่านอ๋องมากเพียงใด สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขามันเล็กเกินกว่าจะทำให้นางต้องผิดใจกับครอบครัวของนาง
“แย่แล้ว......” เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอกจนทั้งสองต้องรีบวิ่งออกมาดู
“เหมยลี่ เ้าเป็อะไรของเ้าถึงได้เอะอะโวยวายแบบนี้” องค์หญิงหนิงอันถามขึ้นด้วยความแปลกใจ ที่เห็นเหมยลี่เด็กรับใช้ของนางวิ่งหน้าตาตื่นมาแต่ไกล
“แย่แล้วเพค่ะองค์หญิง” นางพยายามจะบอกอะไรบางอย่าง
“เ้าก็มัวแต่พูดว่าแย่แล้ว แล้วมันอะไรละ เ้าบอกข้ามาสิ” องค์หญิงพยายามถามต่อไป
“หม่อมฉันได้ข่าวจากที่ประชุมว่าคุณชายชิงอวิ้นจะเปิดศึกกับแคว้นเหอผิงเพค่ะ” นางตอบออกมา
“อะไรนะ” หวังหย่งใ เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“เมื่อกี้หม่อมฉันเดินไปทางตำหนักใหญ่ได้ยินขุนนางยืนปรึกษาหารือกัน หม่อมฉันแอบไปฟัง จึงทราบมาว่าคุณชายจะเปิดศึกกับแคว้นเหอผิงเพราะไม่พอใจที่ทางแคว้นเหอผิงไม่ยอมเปิดเส้นทางการค้าให้กับแคว้นเรา หม่อมฉันยังได้ยินมาว่าตอนนี้คุณชายได้สั่งให้ใต้เท้าเฟยฉีไปเตรียมกองทัพแล้วด้วยเพค่ะ”
“บ้าจริง” หวังหย่งรีบวิ่งออกจากสวนไป
หวังหย่งรีบวิ่งโดยไม่ยอมหยุด เขามาถึงท้องพระโรงใน่เวลาเดียวกับที่บรรดาขุนนางได้ทยอยออกไปกันเกือบหมดแล้วเขายังโชคดี ที่เห็นราชครูและอัครมหาเสนาบดียังยืนอยู่เขารีบตรงไปหาคนทั้งสองทันที
“นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นงั้นหรือ” หวังหย่งรีบถามทันทีที่เข้าไปถึง
“พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่ศึกครั้งนี้เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว” ราชครูตอบกลับมาอย่างหมดอาลัย
“าที่ท่านอ๋องพยายามหลีกเลี่ยงมานานหลายปีบัดนี้ เพียงแค่ท่านอ๋องผินหลังให้พวกเราไม่กี่วัน มันก็ได้กลับมาอีกครั้งข้าก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ในเมื่อคนพวกนั้นล้วนแต่ปรารถนาถึงมัน” อัครมหาเสนาบดีพึมพำออกมา
อัครมหาเสนาบดียังกล่าวต่อไปอีก “เส้นทางการค้าที่พวกเขายกมาเป็เพียงข้ออ้างเท่านั้นที่ข้าทราบมาเป็เพราะคนของใต้เท้าลี่ถังไปวางอำนาจใหญ่โต ไม่ยอมจ่ายค่าผ่านทางทั้งๆ ที่นี่เป็ข้อตกลงที่ท่านอ๋องได้ทำไว้กับเมืองนี้มาอย่างช้านาน แต่คนพวกนี้กลับพยายามฝ่าฝืนจึงเกิดความบาดหมางขึ้น เมืองเหอผิงนี้เป็ทางผ่านที่ทุกเมืองจะต้องผ่านหากจะเดินทางไปยังเมืองหลวงใครก็ตามที่เข้ายึดครองเมืองนี้ได้ ก็จะควบคุมการค้าในเมืองหลวงได้เกินครึ่งที่ผ่านมา นายอำเภอของเมืองนี้ก็เป็คนที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งขึ้นมาทั้งนั้นนี่ก็เท่ากับว่าเราไปเปิดศึกกับฮ่องเต้โดยตรงเป็ศึกที่เราหาเื่ใส่ตัวแท้ๆ แต่ที่ข้ารู้มาเป้าหมายของรัชทายาทจริงๆ แล้วก็คืออยากจะยึดเมืองนี้ เพื่อควบคุมทุกอย่างและหากวันใดที่ราชบัลลังก์ว่างลง ก็เป็โอกาสที่เขาจะเข้าไปยึดครองมันได้โดยง่ายเราทุกคนทราบมันเป็อย่างดีว่านี่คือประสงค์ของรัชทายาทมาแต่ไหนแต่ไร”
“ใต้เท้าทั้งสองไม่สามารถทำอะไรได้เลยเหรอ”หวังหย่งถามขึ้น
“ลำพังเราแค่สองคน จะไปทัดทานอะไรได้เมื่อขุนนางคนอื่นๆ ล้วนแต่เห็นด้วยกับรัชทายาท ถ้าเทียบกันแล้วกองทัพของเรามากกว่าหลายเท่านัก ในตอนนี้ทุกคนมองเห็นแต่ชัยชนะ” ราชครูตอบกลับมา
“ไม่มีใครที่จะชนะั้แ่ยังไม่ออกศึกหรอกศึกครั้งนี้ ผลแพ้ชนะไม่สำคัญเท่ากับความสูญเสีย ยิ่งเราส่งทหารไปมากเท่าไหร่เราจะยิ่งสูญเสียมากเท่านั้น ข้ารู้จักเมืองนี้ดี ทุกคนในเมืองนี้ล้วนแต่เป็แม่ทัพนายกองที่ร่วมรบกับฮ่องเต้มาอย่างยาวนานประสบการณ์ของพวกเขานั้นมากมาย กลยุทธของพวกเขายากจะคาดเดา หากเราเร่งเข้าไปในตัวเมืองข้ากลัวว่า จะถูกล้อมเอาได้ง่ายๆ แต่หากยืดเยื้อเกรงว่าทัพจากเมืองหลวงจะต้องเข้ามาสมทบแน่” หวังหย่งกล่าวอย่างเป็กังวล
“ก็เท่ากับว่าเราไม่มีโอกาสชนะเลย”อัครมหาเสนาบดีกล่าวพลางหันไปมองหวังหย่ง ที่ได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างเศร้าๆ
“เช่นนั้นเราน่าจะไม่ทูลเื่นี้กับท่านอ๋อง ท่านอ๋องคงไม่ประสงค์ให้เราเปิดศึกกับเมืองหลวงแน่” หวังหย่งเสนอทางออก
“เ้าคิดหรือว่ารัชทายาทจะทำเื่ใหญ่เช่นนี้ด้วยตัวเอง”ราชครูสวนกลับมาทันที
“งั้นพรุ่งนี้ ข้าจะลองดูเอง”หวังหย่งกล่าวอย่างมั่นใจ
…………………………………………………………………………
ในเช้าวันต่อมาการประชุมขุนนางเริ่มขึ้นั้แ่เช้าตรู่ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ขุนนางทุกคนจะเห็นด้วยกับการทำาในครั้งนี้ยังมีอีกหลายคนที่มีสีหน้าเป็กังวล แม้กระทั่งเจียวลู่เองก็แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับเสนาบดีที่เหลืออีกสามคน ที่ดูจะมั่นใจจนออกนอกหน้า
เช้านี้รัชทายาทขึ้นว่าราชการด้วยตัวเองพร้อมสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ดูมั่นอกมั่นใจกับสิ่งที่ได้ตัดสินพระทัยไปแล้ว
“ใต้เท้าเฟยฉีท่านได้เตรียมกำลังทหารของเราไปถึงไหนแล้ว” รัชทายาทถามขึ้นในที่ประชุม
“ทูลรัชทายาทบัดนี้ทหารจำนวนสามหมื่นนายได้เตรียมพร้อมแล้ว รอเพียงพระบัญชาจากรัชทายาทข้าก็พร้อมที่จะนำกองทัพของไปบดขยี้เมืองเหอผิงในทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
“เมืองเล็กๆ เช่นนี้ข้าคิดว่าคงไม่ต้องถึงมือแม่ทัพาุโเช่นท่านหรอก แค่หลีซื่อคนเดียวก็น่าจะเอาชนะได้ไม่ยาก ฮ่าๆๆๆๆ” รัชทายาทตรัสอย่างอารมณ์ดี
“ทูลรัชทายาท” หวังหย่งรีบแทรกขึ้นมา
“อ้าว ดูสิ มีใครมาประชุมกับพวกเราข้าไม่เห็นเ้ามานานแล้ว นึกว่าเ้าจะไม่มาแล้วซะอีก” คำกล่าวของลี่ถังเรียกเสียงหัวเราะได้ลั่นห้องประชุม หวังหย่งได้แต่เก็บกดอารมณ์ตัวเองเอาไว้ ไม่ให้เขาต้องระบายอารมณ์กับคนพวกนี้เพราะสิ่งที่เขาจะกราบทูล มันสำคัญกว่าหน้าตาของยิ่งนัก
“แน่นอนข้าต้องมาอยู่แล้วเพราะท่านอ๋องก็ได้ฝากฝังแคว้นนี้ไว้กับข้าเช่นกัน” หวังหย่งตอบกลับไปอย่างสุภาพ
“คงจะฝากให้เ้าดูแลสวนและปลาในสระน้ำขององค์หญิงแค่นั้นกระมัง”เป็อีกครั้งที่ลี่ถังได้เสียงหัวเราะขึ้นที่ในที่ประชุมและครั้งนี้ก็ดังกว่าครั้งก่อนมากนัก
“เอาละๆพวกใต้เท้าอย่าไปกระเซ้าหวังหย่งเขามากเลย เรามาฟังกันดีกว่า ว่าเขาจะบอกอะไรเชิญราชบุตรเขยกราบทูลมาได้เลย” คุณชายชิงอวิ้นรีบตัดบท
“กระหม่อมเห็นว่า เราไม่ควรเปิดศึกในครั้งนี้พ่ะยะคะ” ทันทีที่หวังหย่งพูดจบในที่ประชุมก็เงียบกริบทันที
“เ้าพูดอะไรเช่นนั้น”เฟยฉีรีบทักท้วงทันที
หวังหย่งรีบอธิบายต่อโดยไม่รอให้คนอื่นๆได้มีเวลาทักท้วง “ข้าพูดเช่นนั้นเพราะข้าคิดว่าพวกเรากำลังพาแคว้นเหอฉีของเราไปสู่ความลำบาก ปัญหาเื่การค้านั้นกระหม่อมทราบมาว่า เป็คนของเราเอง ที่ไปละเมิดกฎของพวกเค้ามีรีที่พวกเค้าจะนิ่งดูดายให้คนของเรากระทำการเช่นนั้น ปัญหาจากคนเพียงหยิบมือหากนำคนเ่าั้มาอบรมบ่มนิสัย ย่อมง่ายกว่า การนำคนนับหมื่นออกไปสู้รบเช่นนี้ เหอผิงแม้จะเป็เพียงเมืองเล็กๆแต่มีความสำคัญต่อเมืองหลวงค่อนข้างมาก หากแคว้นเหอฉีของเราคือแคว้นที่ฮ่องเต้พระราชทานให้กับสหายผู้ร่วมศึกพิชิตดินแดนกับพระองค์ เมืองเหอผิงนี้ก็ย่อมเป็เมืองที่พระองค์พระราชทานให้กับทหารหาญที่สู้รบเคียงข้างพระองค์เช่นกัน เช่นนั้นแล้ว เมืองนี้แม้จะมีประชากรเพียงน้อยนิดไม่กี่พันคน แต่ทุกคนล้วนเป็ทหารหาญที่ผ่านศึกามาอย่างยาวนาน ยากยิ่งที่ทหารไร้ประสบการณ์ของเราที่จะเอาชนะได้ต่อให้มีกำลังคนมากกว่าหลายเท่าก็ตาม อีกอย่างข้าเกรงว่า หากเรารุกรานเหอผิง คงหนีไม่พ้นที่เมืองหลวงจะต้องส่งทัพมาช่วย นี่ไม่เท่ากับว่าเรากำลังเปิดศึกกับฮ่องเต้กระนั้นรึ”
“สามหาว นี่เ้ากำลังจะบอกว่าคนของข้ากระทำผิดงั้นรึ” ลี่ถังถึงกับเก็บอารมณ์ไม่อยู่
“ข้ามิได้เอ่ยถึงใครทั้งนั้นเพียงแต่บอกว่า หากคนของเราผิด การแก้ที่คนของเราย่อมจะดีกว่าก็เท่านั้น การเปิดศึกาไม่สามารถแก้ปัญหาได้หรอกรังแต่จะนำความวุ่นวายมาสู่พวกเราทุกคน ยิ่งถ้าการสู้รบยืดเยื้อ ก็จะไม่เป็ผลดีต่อเราเช่นกัน”
“เพราะแบบนี้ไงเราจึงต้องเปิดศึกอย่างเงียบที่สุด และรีบลงมือก่อนที่เมืองหลวงจะทราบข่าวข้าเชื่อว่าไม่เกินสามวัน เราจะพิชิตเมืองได้ เมื่อนั้นต่อให้ทัพจากเมืองหลวงก็ยากจะตีคืน” เฟยฉีกล่าวอย่างมั่นใจ
“พวกท่านรู้จักเมืองเหอผิงนี้ดีนักรึจึงกล้าพูดเช่นนี้” หวังหย่งยังไม่ยอมแพ้
“นี่เ้ากำลังดูิ่องค์รัชทายาทอยู่นะเ้าคิดว่าเ้าเป็ใคร จึงบังอาจเช่นนี้” ลี่ถังถึงกับชี้หน้าหวังหย่งที่พูดออกมาแบบนั้น
“มิบังอาจข้าเพียงแต่อยากจะตักเตือนพวกท่าน ว่าสิ่งที่กำลังกระทำอยู่นั้นกำลังจะนำภัยร้ายแรงมาสู่แคว้นของเราก็เท่านั้น มิดีกว่าหรือ ที่เราจะแก้ปัญหากับการเจรจาข้ายินดีที่เป็ตัวแทนรัชทายาทไปไกลเกลี่ยปัญหานี้พ่ะยะค่ะ” หวังหย่งเสนอทางออก
“เอาละๆ หยุดเถียงกันได้แล้ว” รัชทายาทเอ่ยขึ้นมา “ที่หวังหย่งพูดมาก็มีเหตุผลศึกาย่อมไม่ดีแน่ แต่ข้าจะปล่อยให้คนพวกนั้นมากดขี่คนของเราไม่ได้เราทุกคนก็เห็นชอบกันหมดแล้ว แต่ทำไมเ้าจึงเพิ่งมาบอกในตอนนี้เพราะเ้าไม่เคยให้ความสำคัญกับที่ประชุมการที่เ้าจะมาเสนออะไรที่พวกเราได้มีมติกันไปแล้วเรารู้หรือไม่ว่ามันเป็สิ่งที่ไม่บังควรต่อไปเ้าควรจะเห็นความสำคัญของการประชุมให้มากกว่านี้ เ้าเข้าใจหรือไม่”
“พะย่ะค่ะ” หวังหย่งก้มหน้ารับสภาพที่เขากำลังจะประสบ
“เช่นนั้นข้าเห็นว่าในเมื่อพวกเราเห็นพ้องต้องกันแล้วว่า ศึกครั้งนี้ มันเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ข้าก็ย่อมจะไม่ฝืนมติของพวกท่าน แม้จะมีบางท่านเห็นแย้งอยู่บ้าง แต่ข้าก็คิดว่าบัดนี้ กองทัพของเราก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเมืองหลวง หากต้องปะทะกันจริงๆก็ใช่ว่าเราจะไม่มีทางชนะ เช่นนั้นเพื่อเห็นกับความห่วงใยอันนี้ข้าจึงขอสั่งให้ใต้เท้าเฟยฉี นำทัพครั้งนี้ด้วยตัวเอง พร้อมหลี่ซือ เป็ผู้ช่วยนำทัพห้าหมื่นนาย พร้อมออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ อีกสามวัน ข้าจะรอฟังข่าวดีจากพวกท่านเลิกประชุม”