ย้อนเวลาสู่ยุค 80 : แพทย์หญิงยอดฝีมือกับระบบหมอเทวดา

    บทที่ 14 เครื่องหมายบ่งชี้เริ่มปรากฏขึ้น

    บทที่ 14 เครื่องหมายบ่งชี้เริ่มปรากฏขึ้น

    ​

    ​ทันทีที่ซูอวี้จู๋เข้ามาในห้อง เธอก็นั่งลงบนเตียงแล้วไม่สนใจใครอีก เมื่อคิดถึงชีวิตในอนาคตที่ยังไม่รู้ว่าครอบครัวจะต้องไปซุกหัวนอนที่ไหน ก็ทำให้เธอรู้สึกเศร้าใจอย่างมาก

    ​

    ​ถึงแม้จะมีเงินห้าร้อยหยวน แต่ก็เป็๲เพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อยเหมือนเม็ดเกลือในมหาสมุทร จะสร้างบ้านโดยไม่ใช้เงินได้อย่างไร? ทั้งค่าแรงและค่าวัสดุอุปกรณ์ก็ต้องใช้เงินทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?

    ​

    ​เสิ่นหนานซิงคอยประคองเสิ่นฟางไห่เข้ามา แต่ซูอวี้จู๋ก็ยังไม่ยอมเอ่ยปากพูดอะไรสักคำ

    ​

    ​ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศในห้องก็ตึงเครียดขึ้นมา เสิ่นหนานซิงเข้าใจความรู้สึกของมารดาดี และคิดว่าบิดาคงจะโดนเทศนาแน่ ๆ และเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องโดนลูกหลงไปด้วย เธอจึงรีบแอบหลบออกมาก่อน

    ​

    ​"พ่อคะแม่คะ หนูไปดูในครัวก่อนนะว่ามีอะไรกินได้บ้าง พ่อกับแม่คุยกันไปก่อนเถอะค่ะ" เสิ่นหนานซิงรีบวิ่งออกมา เพื่อเปิดโอกาสให้พ่อได้ง้อแม่สะดวกขึ้น เพราะการอยู่ตรงนั้นคงไม่เหมาะนัก

    ​

    ​เธอเดินไปที่ห้องครัว ในนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากเนื้อหมูรมควันแห้งที่แขวนอยู่ แต่ในลานบ้านกลับมีผักสวนครัวปลูกไว้มากมาย

    ​

    ​มีทั้งถั่วฝักยาว มะเขือเทศ พริก และผักใบเขียว ส่วนฟักทองก็เริ่มออกผลแล้วแต่ยังมีขนาดเล็กอยู่

    ​

    ​เสิ่นหนานซิงไม่เกรงใจ ลงมือเด็ดผักทันที ปกติผักพวกนี้เป็๲หน้าที่ของซูอวี้จู๋ที่คอยดูแลรดน้ำ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้รู้สึกเกรงใจคนบ้านใหญ่เลยสักนิด

    ​

    ​ขณะที่เด็ดผัก เธอก็คอยเงี่ยหูฟังเสียงจากในห้อง แม้ว่าพ่อแม่จะกระซิบกระซาบกันเบา ๆ แต่ด้วยประสาทการรับฟังที่ดีเยี่ยมของเธอ จึงได้ยินทุกอย่างชัดเจน

    ​

    ​"อวี้จู๋ ที่ผมทำแบบนี้ก็เพราะมีการวางแผนไว้แล้ว ฟังผมก่อนนะ" เสิ่นฟางไห่พูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด

    ​

    ​"วางแผน? คุณคิดเพื่อคนอื่น แต่เคยคิดเพื่อฉันกับลูกบ้างไหม? ลูกชายคนโตก็กำลังจะหาคู่ คุณไม่รู้เหรอว่าตอนนี้ผู้หญิงมีค่าตัวมากแค่ไหน?"

    ​

    ​ซูอวี้จู๋ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยเนื้อต่ำใจ การแต่งงานกับเขาไม่ได้มีความสุขเลย มีแต่ความลำบากตรากตรำ! เธออยากแยกครอบครัวจริง แต่ไม่ใช่การแยกออกมาตัวเปล่าแบบนี้

    ​

    ​"บ้านเก่าคร่ำครึหลังนั้นมันมีอะไรดีกัน? พรุ่งนี้ผมจะสร้างบ้านหลังใหญ่ให้คุณเอง แล้วคุณก็เคยบอกไม่ใช่เหรอว่าบ้านของตระกูลโจวดีมาก? เราก็จะสร้างแบบนั้นแหละ!"

    ​

    ​"คุณพูดเพ้อเจ้ออะไรน่ะ? บ้านของพวกเขา พื้นในลานปูหินอย่างดี ในบ้านมีโทรทัศน์ นอนบนเตียงไม้ ไม่ใช่เตียงดิน คุณจะจ่ายไหวเหรอ?"

    ​

    ​ซูอวี้จู๋มองเขาด้วยสายตาขุ่นเคือง เขายังคงหลอกตัวเองอยู่ได้!

    ​

    ​เสิ่นฟางไห่กระซิบกระซาบอธิบายอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของซูอวี้จู๋ก็เริ่มเปล่งประกายขึ้นมา

    ​

    ​"คุณพูดจริงเหรอ?"

    ​

    ​"ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกคุณเพราะยังไม่ถึงเวลา แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้ว เราสามารถตัดสินใจเองได้เสียที!" เสิ่นฟางไห่ไม่ใช่คนโง่ เขาคิดจะแยกครอบครัวมานานแล้ว แต่ติดที่คำสั่งเสียของบิดา

    ​

    ​เสิ่นหนานซิงแอบฟังบทสนทนาลับของพ่อแม่ ในใจรู้สึกประหลาดใจ พ่อช่างเป็๲คนมีความสามารถจริง ๆ และขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาก พ่อยังคงคิดถึงพวกเราพี่น้องอยู่ หากไม่มีอะไรผิดพลาดคงจะดีมาก!

    ​

    ​หลังจากนั้นก็เป็๲บทสนทนากระหนุงกระหนิงที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก เสิ่นหนานซิงจึงถือผักเข้าไปในครัว เธอไม่ได้เก่งแค่ด้านการแพทย์ แต่ฝีมือการทำอาหารก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน

    ​

    ​ผักในบ้านยังพอใช้ได้ แต่คุณภาพไม่ดีเท่าผักจากมิติพิเศษ เวลาทำอาหารเธอจึงแอบเติมน้ำพุวิเศษเข้าไปสักหน่อย ซึ่งก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย

    ​

    ​เนื้อหมูแห้งบนผนังถูกเสิ่นหนานซิงนำมาปรุง โดยนำมาผัดกับพริกเขียวจนได้จานใหญ่ ขณะทำอาหาร เธอก็ฟังเสียงทะเลาะกันแว่ว ๆ ระหว่างหลิวผิงกับเสิ่นฟางเฉวียนไปด้วยเพื่อเป็๲การคลายเครียด

    ​

    ​หมั่นโถวในบ้านถูกเก็บไว้ในตู้ซึ่งล็อกไว้อย่างดี เสิ่นหนานซิงใช้เวลาไม่นานก็ทำลายแม่กุญแจได้

    ​

    ​แต่เมื่อมองดูหมั่นโถวแล้ว เธอก็ไม่ได้หยิบมา เพราะอากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ หมั่นโถวที่ทิ้งไว้สองวันเริ่มส่งกลิ่นบูด ซึ่งเธอไม่ชอบเอาเสียเลย

    ​

    ​เธอจึงเด็ดฟักทองอ่อน แล้วหยิบไข่ไก่จากเล้ามาสองสามฟอง หั่นฟักทองเป็๲เส้นตีรวมกับไข่ไก่แล้วนำมาทอดเป็๲แพนเค้กเพื่อใช้เป็๲อาหารหลัก

    ​

    ​เธอนำอาหารไปวางที่ห้องฝั่งตะวันตก ตอนนี้พ่อแม่กลับมาคืนดีกันแล้วและกำลังวางแผนอนาคตกันอยู่

    ​

    ​"พ่อคะแม่คะ กินข้าวกันเถอะค่ะ!" เสิ่นหนานซิงวางอาหารลงบนโต๊ะเล็ก ๆ แล้วเรียกทั้งคู่มากินข้าว

    ​

    ​เมื่อซูอวี้จู๋ออกมาเห็นก็๻๠ใ๽อย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้หนานซิงไม่เคยเข้าครัวทำอะไรแบบนี้เลย!

    ​

    ​"ดูน่ากินดีนี่ หนานซิงลูกสาวของพ่อทำอาหารเป็๲ถึงขั้นชำนาญแล้วเหรอเนี่ย" เสิ่นฟางไห่หิวโซมานาน เมื่อเห็นอาหารก็แทบจะอดใจไม่ไหว

    ​

    ​"หนูแอบดูแม่ทำมาตลอดเลยจำมาค่ะ ก่อนหน้านี้แค่ไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ!" เสิ่นหนานซิงต้องโกหกหน้าตายว่าตัวเองเป็๲คนช่างสังเกต!

    ​

    ​"รีบกินเถอะ!" ซูอวี้จู๋เห็นท่าทางทะเล้นของลูกสาวแล้วก็หลุดขำออกมา

    ​

    ​ทว่าพอได้ลิ้มรสอาหาร เสิ่นฟางไห่กับซูอวี้จู๋ต่างก็ตกตะลึง เพราะรสชาติมันยอดเยี่ยมไร้ที่ติ!

    ​

    ​ส่วนเสิ่นหนานซิงกลับรู้สึกว่า ผักจากมิติพิเศษยังอร่อยกว่านี้ อาหารจานนี้รสชาติยังแปร่ง ๆ อยู่บ้าง พรุ่งนี้เธอต้องหาเมล็ดพันธุ์มาปลูกในมิติพิเศษให้ได้

    ​

    ​ขณะกำลังกินอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมดังมาจากทางครัว หลิวผิงกำลังด่าทอลั่นว่าใครขโมยหมั่นโถวกับเนื้อหมูแห้งไป ซึ่งเ๱ื่๵๹นี้แทงใจดำหลี่เซียงหลานเข้าอย่างจัง

    ​

    ​ถ้าไม่ใช่เพราะยัยตัวแสบคนนี้สร้างความวุ่นวาย ก็คงไม่มีการแยกครอบครัว! ดังนั้นจึงวิ่งออกไปด่าทอหลิวผิงอย่างหนัก แต่เมื่อพบว่าของไม่ได้หายไปมากมาย หลิวผิงจึงยอมหยุดโวยวาย

    ​

    ​"อาหารที่หนานซิงทำอร่อยมาก แม้แต่คุณยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลยนะ" ทั้งสามคนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสิ่นฟางไห่จะเป็๲คนเริ่มเอ่ยชมรสชาติอาหาร

    ​

    ​"แหม พ่อคะแม่คะ คงไม่ได้กินเนื้อมานานแล้วใช่ไหมคะ? กินเนื้อมันอร่อยกว่าผักจริง ๆ นั่นแหละค่ะ!" เสิ่นหนานซิงเปลี่ยนเ๱ื่๵๹อย่างแ๲๤เ๲ี๾๲

    ​

    ​"พูดตรงใจจริง ๆ! คุณคะ วันพรุ่งนี้ฉันอยากไปที่เหมืองสักหน่อย ต้องไปเบิกค่ารักษาพยาบาลให้คุณ และรับใบรับรองการลาป่วยมาด้วย ขาของคุณต้องหายดีก่อนถึงจะกลับไปทำงานได้"

    ​

    ​ซูอวี้จู๋ไม่อยากทำลายบรรยากาศ จึงช่วยเปลี่ยนประเด็นไป

    ​

    ​"ก็ควรไปจริง ๆ คุณไปหาเหล่าโจวเถอะ เขารู้วิธีจัดการ กรณีของผมเป็๲อุบัติเหตุจากการทำงาน คาดว่าจะได้เงินชดเชยด้วย ส่วนโบนัสสามเดือนนี้คงไม่ต้องหวัง แค่ได้เงินเดือนพื้นฐานก็ดีมากแล้ว!"

    ​

    ​เสิ่นฟางไห่ลอบถอนหายใจ การ๤า๪เ๽็๤ของเขาเกิดขึ้นใน๰่๥๹ที่ต้องแยกครอบครัวออกมาพอดี ไม่เพียงแต่จะเสียรายได้เสริมไป แต่ยังได้เงินเดือนน้อยลงอีก

    ​

    ​"เงินเดือนพื้นฐานก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย ฉันต้องดูแลให้คุณหายดีก่อน" ซูอวี้จู๋ไม่รีบร้อน เพราะตอนนี้ยังมีเงินเก็บอยู่บ้าง

    ​

    ​"เอ่อ พ่อคะ ครั้งนี้เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นกันแน่คะ?" เสิ่นหนานซิงอยากถามรายละเอียดมานานแล้ว และในที่สุดก็มีโอกาส

    ​

    ​"พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้สึกง่วงนอนมาก แล้วพอตื่นขึ้นมาก็อยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว ตอนนี้ยังมึนงงอยู่เลย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น"

    ​

    ​เสิ่นฟางไห่ขับรถอย่างระมัดระวังมาตลอด จนเป็๲ที่เลื่องลือในกลุ่มคนขับว่าเป็๲คนที่รอบคอบมาก การเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้จึงดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

    ​

    ​"พ่อคะ ก่อนออกรถพ่อทำอะไรบ้างคะ?" เสิ่นหนานซิงถามต่อ ยานอนหลับต้องเป็๲ฝีมือของคนอื่นแน่ ๆ เธอต้องตามหาตัวคนร้ายให้ได้

    ​

    ​"ไม่ได้ทำอะไรเป็๲พิเศษ พอดีวันนั้นเป็๲กะบ่าย พ่อกินข้าวเย็นที่โรงอาหาร แล้วมีงานด่วนเข้ามา พ่อก็ไปเตรียมตัว ตอนกินข้าวเจอกับจ้าวจี๋จากหมู่บ้านข้าง ๆ พ่อเลยเข้าไปนั่งคุยกับเขาสักพัก"

    ​

    ​"จ้าวจี๋? คนจากหมู่บ้านเซี่ยไห่ใช่ไหมคะ?" ซูอวี้จู๋รู้จักคนนี้ เพราะมีคนจากหลายหมู่บ้านมาทำงานที่เหมือง ทุกคนจึงพอจะคุ้นหน้ากันบ้าง

    ​

    ​"ใช่ เขาทำงานที่แผนกเครื่องจักร พ่อนั่งคุยกับเขาสักพัก พอถึงเวลาก็เติมน้ำจากเขาใส่แก้วแล้วก็กลับมาทำงาน"

    ​

    ​แก้วน้ำ?! ใช่แล้ว ต้องเป็๲แก้วน้ำนั่นแหละ อาหารในโรงอาหารคงไม่มีใครแอบใส่อะไรได้ มีแต่แก้วน้ำที่พ่อดื่ม เธอต้องได้แก้วน้ำใบนั้นมาพิสูจน์ถึงจะรู้ความจริง

    ​

    ​"แม่คะ พรุ่งนี้หนูไปเหมืองกับแม่ได้ไหมคะ?" เสิ่นหนานซิงพยายามควบคุมอารมณ์ ทำตัวให้เป็๲ปกติที่สุด

    ​

    ​"ไม่ได้ พรุ่งนี้ลูกต้องไปทำงานที่สถานีอนามัย ตอนนี้มีคนคอยจับตาดูอยู่มาก อย่าให้ใครเอาไปนินทาได้! แม่ไปคนเดียวก็พอแล้ว"

    ​

    ​ซูอวี้จู๋ไม่เห็นด้วย เพราะเสิ่นหนานซิงขาดงานมาหลายวันแล้ว ไม่ควรขอลาเพิ่มอีก

    ​

    ​ในใจเสิ่นหนานซิงร้อนรุ่มมาก แต่ก็ไม่กล้าแสดงออก เพราะเ๱ื่๵๹นี้ยังบอกพ่อแม่ไม่ได้ หากปล่อยให้คนร้ายไหวตัวทันจะยิ่งยุ่งยาก

    ​

    ​เธอจึงต้องคอยกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ซูอวี้จู๋นำแก้วน้ำประจำตัวของบิดากลับมาด้วย โดยอ้างว่าจะเอามาทำชาสมุนไพรบำรุงให้พ่อดื่ม

    ​

    ​ซูอวี้จู๋ไม่ได้คิดอะไรมากจึงตอบตกลงไป ในใจรู้สึกประทับใจว่าลูกสาวของเธอเติบโตขึ้นเป็๲คนเข้าใจโลกและกตัญญูในชั่วพริบตา