ตอนที่ 2
ผู้กลัวไฟคือแมงมุมั์กินคน
ภาษามากมายในโลกใบนี้ล้วนแตกต่างกัน การจะเรียนรู้เพื่อเข้าใจภาษานั้น ย่อมต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและเวลา แต่กับผู้ะ หรือเทพเ้าแล้ว การสื่อคลื่นจิตจะทำให้เข้าใจกันได้ง่ายกว่าภาษาอื่นใด สามารถใช้แทนคำพูดปกติเพื่อพูดคุย หรือใช้สื่อสารกันเฉพาะคนที่้าโดยไม่เปิดปาก
“ปกติก็ไม่ได้แนะนำใครว่าเป็เทพหรอกนะ เพราะยังไงซะข้าก็เป็แค่เทพชนบท แต่นานๆที… จะเจอกับผู้ที่สามารถสื่อคลื่นจิตได้น่ะ แถมยังพกของอันตรายแบบนั้นข้ามขอบข่ายอาคมมาอีก”
เด็กสาวพูดเจื้อยแจ้วตลอดทาง มือก็แหวกว่ายพุ่มไม้ข้างหน้าไปเรื่อยๆ
เขาก้มมองดูดาบของตัวเอง
วัตถุสีดำสนิทที่เหมือนถูกดึงออกมาจากหินทั้งก้อน ขนาดไม่ยาวพอจะเรียกว่าดาบ กับในยุคปัจจุบันนี้น่าจะเรียกว่ามีดขนาดใหญ่ซะมากกว่า
รอยร้าวของหินแทรกอยู่ตลอดทั้งตัวดาบ ถึงแม้จะดูเงียบสงบ แต่ก็เหมือนมีพลังงานบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในรอยแตกนั้นตลอดเวลา
“ยังไม่ยอมคลายพลังอีกหรอ อย่างชั้นจะไปทำอันตรายอะไรได้ นายน่ะ ควรจะฝึกคลื่นจิตไว้ให้คล่องนะ จะได้ใช้แปลภาษาจากคนธรรมดาได้ หรืออย่างน้อยก็เข้าใจบางส่วน ยิ่งถ้าคนนั้นมีพลังอ่อนๆ ก็พอคุยกันได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่มี แค่ฟังออกก็สะดวกขึ้นเยอะแล้ว”
อินาริหยุดเดิน แล้วทำท่าสอน
“หรือจะใช้เพื่อส่งคลื่นสัญญานหาผู้เป็ะแถวนี้ได้นา ถ้าคนๆนั้น หรือสิ่งนั้นยังไม่เก่งถึงขนาดซ่อนจิตตัวเองได้”
เธอชูมือนิ้วชี้ขึ้นสุดแขน
“เอาไว้ค้นหาคนที่นายตามหาอยู่ยังไงล่ะ แถมยังทำให้รู้ทิศทางของพลังต่างๆด้วยนะ“
เด็กสาวหันไปนำทางต่อ
”ลุงคนเมื่อกี้… ลุงคนขับ เค้าบอกว่าอะไรหรอ”
เด็กหนุ่มเอ่ยปากถามด้วยการส่งคลื่นจิต
”เห นายก็ใช้คลื่นจิตได้นี่ แล้วทำไมตอนแรกไม่ใช้เพื่อเช็คชั้นกับจิโซล่ะ แต่เหมือนจะยังไม่เสถียรเท่าไหร่”
“พึ่งได้เรียนรู้มาไม่นานน่ะ”
เด็กหนุ่มตอบ ตอนนี้เขาเริ่มสังเกตแล้วว่ามือทั้งสองของอินาริไม่ได้สะบัดเพื่อแหวกพงหญ้า แต่เหมือนสะบัดเบาๆให้เหล่าอุปสรรคทั้งหลายแหวกทางออกให้มากกว่า
“ลุงเค้าบอกว่าขอบคุณมากๆที่มาเที่ยว และอยากจะให้นายน่ะ ช่วยปะชา อะไรซักอย่าง เพราะอยากให้งานเทศกาลประจำปีกลับมาอีกครั้งน่ะ ลุงคนนั้นก็ไม่ยอมออกจากหมู่บ้านนี้ไปไหนเหมือนกัน“
“ประชาสัมพันธ์”
“เอ้อ นั่นแหละ ข้าก็พยายามเรียนรู้คำสมัยใหม่อยู่บ้าง แต่บางทีก็ยากเกินเข้าใจ ลุงแกบอกว่าอยากให้คนกลับมาคึกคักอีกเยอะๆ ก็เลยขอบคุณนายที่อุตส่าห์เดินทางมาเป็ยกใหญ่น่ะ”
เด็กหนุ่มหันไปมองูเาที่ตั้งตะหง่านท่ามกลางความมืดที่เงียบเหงา เสียงเดียวที่ได้ยินมีเพียงสายลมหนาวผิดธรรมชาติ แทรกกลางระหว่างใบไม้และทุ่งหญ้า
บ้านเรือนที่เรียงรายอยู่ตามแนวเขาต่างเงียบสนิท เหลือแค่บางหลังที่มีแสงจากหลอดไฟส่องผ่านหน้าต่าง ในบรรยากาศขมุกขมัวแสนหนาวเหน็บใต้ม่านหมอก
นี่ไม่ใช่บรรยากาศของงานเทศกาลเลยซักนิด
“เมื่อก่อน ที่นี่มันเป็ยังไงหรอ”
คำถามดังขึ้นใต้ท้องฟ้ากว้าง
“เป็ยังไงน่ะหรอ อ้า ถึงแล้วแหละ”
เด็กสาวออกวิ่งก่อนที่จะตอบ ด้านหน้าเป็เสาโทริอิที่ในอดีตน่าจะเคยมีสีสันสดใสอยู่หลังลานกว้าง ข้างๆมีรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกขนาดไม่ใหญ่ที่ดูทรุดโทรมจากรอยแตกร้าวและพืชพรรณที่พันอยู่รอบรูปปั้น
“เซ็นโกะซัง คิตสึเนะซัง ชั้นพาคนที่เรารอคอยมาแล้ว”
แม้รอบข้างจะเป็ยามวิกาล แต่แสงจันทร์ก็เหมือนจะตั้งใจส่องสว่างเฉพาะพื้นที่ ทำให้เด็กหนุ่มได้เห็นรูปปั้นจิ้งจอกหินสะบัดตัวด้วยความรุนแรง รอบแรกเพื่อสลัดเปลือกหินที่อยู่รอบตัว แล้วยืดแขนขาที่กระเทาะออกมาให้พ่นแมกไม้ที่เหนี่ยวรั้ง ก่อนที่ทั้งคู่ะโลงพื้นด้วยความนุ่มนวล
จิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ ปลายหางสีแดงระเรื่อสองตัววิ่งวนอยู่รอบตัวอินาริ
“ไงล่า พึ่งจะเชื่อว่าชั้นเป็เทพจริงๆ ใช่ไหม” เด็กสาวทำหน้าภูมิใจ
“นี้คือเพื่อนรักของชั้นเอง ตัวนี้ชื่อท่านเซ็นโกะ แล้วก็ท่านคิตสึเนะ ท่านคิสสึแนะจะมีสีแดงที่หางเข้มกว่า และซนกว่านิดหน่อย แค่นี้ก็แยกได้แล้วสินะ”
เด็กหนุ่มพยักหน้า ทั้งๆที่แยกไม่ออกแม้แต่นิด
เด็กสาวนั่งลงในท่าเรียบร้อยตามขนบ มือลูบขนท่านจิ้งจอกที่นอนสงบลงเป็จังหวะ แล้วชำเลืองตาไปยังูเา
“เมื่อก่อนท่านเซ็นโกะที่ไม่ชอบความวุ่นวาย แทบจะไม่ออกมานอกรูปปั้นเลยแหละ ทั้งคือก่อนและคืนเทศกาล เด็กๆจะวิ่งมาดูคบเพลิงที่จุดเป็ตัวอักษรบนูเากันเต็มไปหมด เยอะจนเต็มลานทางขึ้นวัดเก่าตรงนี้เลย ทั้งๆที่เป็่หน้าร้อนแท้ๆ”
“วันก่อนงานช่างคึกคัก ร้านรวงหยิบป้ายขึ้นมาเตรียมพร้อมต้อนรับผู้มาเยือน”
อินาริเริ่มหลับตา ราวกับการทำแบบนั้นจะย้อนวันวานให้หวนคืนได้
“ในคืนวันเตรียมงานแบบนี้ ก็ไม่เคยเงียบเหงา ผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ต่างออกมาช่วยจัดเตรียมคบเพลิงเพื่อแสดงตัวอักษรกันคึกคัก เด็กน้อยวิ่งเล่นกันในป่าอย่างสนุกสนาน เมื่อก่อน…”
เมื่อก่อน
เด็กหนุ่มนึกตาม
อินาริลุกขึ้น โดยที่ไม่มีฝุ่นตามชุดกิโมโนแม้แต่นิดเดียว ตัวของเธอค่อยๆ แปล่งแสงและโปร่งใสราวกับพระจันทร์ฉาย
“เมื่อก่อน ข้าก็ได้แปลงร่างและวิ่งเล่นไปกับเหล่าจิโซและท่านจิ้งจอก ณ ที่แห่งนี้ จนกระทั่ง”
ดวงตาของอินาริเปลี่ยนเป็เบิกโพลง น้ำเสียงเฉียบเย็นขึ้นพร้อมและกังวาลก้องไปทั่วลานทางขึ้นวัดเก่า
“จนกระทั่งการมาถึงของผู้กลัวไฟ”
อินาริสะอึกสะอื้น เสียงของเธอสั่นเทา
“หลังจากนั้นูเานี้ก็ไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิมอีกเลย”
แสงรอบตัวกะพริบไม่คงที่ ร่องรอยของความเศร้าเจือปนอยู่ในน้ำเสียง
“หากจะมีพรซักข้อที่ข้าขอจากเทพหรือพระผู้เป็เ้าองค์ใดได้ สิ่งเดียวที่ข้าจะภาวนามีแต่การอ้อนวอนให้สังหารผู้กลัวไฟเท่านั้น!! ข้าเกลียดชังนัก ไหนจะทำตัวเหมือนข้า ตั้งตนเป็เทพเหมือนข้า ทั้งๆที่ตัวเองเป็ปีศาจ ชิงชังนัก ชิงชังเหลือเกิน ข้าชิงชังจนแทบจะสาปแช่ง”
อินาริเปล่งแสงจ้าอีกครั้งด้วยความคลั่งแค้น รัศมีของดวงแสงทำให้รอบข้างดูมืดหม่นตามไปด้วย
“พลังขนาดนี้”
เด็กหนุ่มสีดำเงยหน้ามองไปรอบๆ
“ท่านไม่สามารถฆ่าสิ่งนั้นได้เองหรอ? ”
เขาถามด้วยใบหน้านิ่ง และกำรอบด้ามดาบอีกเตรียมพร้อมกับคำถามที่กล้าเอ่ยไป
ดวงตาโตเบิกโพลงมาที่เขา แต่แค่ชั่วพริบตา น้ำใสๆก็หลั่งไหล
“ข้ากลัวน่ะ”
“ข้ากลัวจริงๆ กลัวจะต้องตายจากไปแล้วทิ้งให้ทุกคนอยู่ในหุบเขาเพียงลำพัง”
อินาริก้มตัวลงไปลูบขนท่านจิ้งจอกอีกครั้ง
“แต่ไม่เป็ไรหรอก เพราะอย่างไรเ้าก็มาแล้วนี่นา พระผู้ไถ่จากฝั่งตะวันตกผู้ห่างไกล”
“ที่นี่ก็เรียกชั้นแบบนั้นหรอ”
เขากัดฟันแน่น ไม่ชอบคำนี้เลยจริงๆ
“ในที่สุดคำอ้อนวอนของข้าก็ส่งไปถึงซักที ถ้าเป็เ้าต้องบั่นคอของผู้กลัวไฟได้แน่”
อินาริผายมือไปยังบันไดหินหลังประตูโทริอิ
“ข้าเชื่อมั่น นางผู้นั้นอยู่บนวัดข้างูเาแห่งไฟนั่นแล”
“นาง? นางอย่างนั้นรึ?”
อ๊ะ เผลอพูดภาษาโบราณตามซะงั้น
เด็กหนุ่มหรี่ตาสงสัย
“ใช่ ก็นางไง”
ตาของนางลุกวาวสว่างเท่าดวงดาวที่อยู่บนฟ้า
“เหหหห นี่เ้าไม่รู้ข้อมูลของผู้ที่จะต้องสังหารซักนิดเลยหรือนี่ แต่ก็เอาเถอะ ระวังตัวด้วยล่ะ ข้างบนนั้นไม่ได้มีผู้กลัวไฟอยู่ตัวเดียวหรอกนะ”
อินาริในร่างเด็กสาวนั่งลงเคียงข้างท่านจิ้งจอกอีกครั้ง พร้อมกวักมือเรียกหยอยๆ
“มานี่สิ ข้าจะสอนทุกอย่างที่ข้ารู้ให้”
อึก…ท่าทางเหมือนยัยนั่นแฮะ…
เด็กหนุ่มกลืนน้ำลาย หัวของเขาเจ็บเหมือนไฟฟ้าช็อต
“แล้วผู้กลัวไฟที่ว่านั่นเป็ตัวอะไร” เขาถามทั้งๆที่เอามือข้างหนึ่งกุมหัวไว้
“แมงมุมน่ะ”
อินาริทำเสียงต่ำ
“แมงมุมแบบ แมงมุมที่เป็ผู้ะน่ะหรอ?”
เธอหรี่ตาลงเล็กน้อยจากความโง่เขลาตรงหน้า
“ใช่ ผู้กลัวไฟคือแมงมุมั์กินคน”