ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานดินหน้าบ้านไม้ทันทีที่ร่างของหัวหน้าทีมบุกร่วงกระแทกพื้น ฝุ่นดินค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นสภาพที่บิดเบี้ยวของยอดฝีมือระดับแก่นปราณขั้น 4 นาวียืนนิ่ง แผ่นหลังเหยียดตรง ท่ามกลางบรรยากาศที่ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายสังหาร
นาวีสืบเท้าเข้าไปหาหัวหน้าทีมบุกที่นอนหายใจรวยริน เขาตั้งใจจะสอบสวนหาความจริงที่ลึกกว่าเดิม ทว่าดวงตาที่เคยหวาดกลัวของนักฆ่าผู้นั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็ความเด็ดเดี่ยวที่น่าสยดสยอง
"หึ... เ้าชนะ... แต่เ้า... จะไม่ได้หลักฐานใดๆ ไปจากข้าทั้งนั้น..."
กริ๊ก!
เสียงฟันที่ขบเข้าหากันดังกึกเพียงแ่เบา ยาพิษสลายร่างที่ซ่อนอยู่ในซอกฟันเริ่มทำงานทันที ควันที่เป็ไอสีม่วงจางๆ พุ่งออกมาจากปากและจมูก ร่างกายเริ่มหลอมละลายอย่างรวดเร็วดุจเทียนไขที่ถูกไฟลน
ตง ฟานหรง จ้องมองกองของเหลวสีคล้ำด้วยแววตาเ็า เขไม่ได้ขยับเข้าไปช่วยหรือแสดงท่าทีเป็ห่วงนาวีแม้แต่น้อย แต่กลับเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "นั่นคือ 'พิษกัดกร่อนห้าธาตุ' อย่าโง่เข้าไปใกล้ถ้าไม่อยากให้ปอดพัง มันคือกรรมวิธีลบตัวตนของพวกกลุ่มนักฆ่าระดับสูง ไม่เหลือร่องรอย ไม่เหลือแม้แต่กระดูก... เป็ความตายที่สะอาดที่สุดสำหรับพวกล้มเหลว"
นาวีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกล้าเริ่มจู่โจม เขายกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบๆ อาการปวดหัวแล่นริ้วขึ้นมาไม่ใช่แค่จากแรงปะทะ แต่มาจากปัญหาที่รุมเร้าจนแทบไม่มีที่ว่างให้หายใจ
ตระกูลหยวน... เขาถอนหายใจทิ้งอย่างเบื่อหน่าย สำหรับพวกนั้น ฉางตงเป็เพียง "สิ่งแปลกปลอม" ที่เกิดจากอนุชั้นต่ำ เป็มลทินที่พวกเขาอยากกำจัดทิ้งเพื่อให้ชื่อเสียงของตระกูลสะอาดบริสุทธิ์ แม้พวกเขาจะไม่เคยให้ค่าว่าฉางตงเก่งกาจพอจะสร้างปัญหา แต่ความรังเกียจที่มองเห็นเขาเป็ขยะที่ต้องกวาดทิ้งนั้นน่ารำคาญยิ่งกว่าแมลงวัน
ส่วนตระกูลชาง... นาวีเหลือบมองซากศพที่ละลายกลายเป็กองเื พวกนี้ไม่ได้สนเื่สายเืเหมือนตระกูลหยวน สิ่งเดียวที่พวกมันสนคือ 'ผลประโยชน์' สูตรสบู่และอำนาจการค้าที่เขากำลังสร้างขึ้นมาคือเหยื่อที่พวกมันจ้องจะตะปบและแย่งชิงไปเป็ของตัวเอง
เขาหันไปถามถังขู่ที่เดินเข้ามาสมทบ "พี่ถังขู่... ท่านพอจะรู้ไหมว่าใครคือคนที่มีอำนาจและทรัพยากรมากพอจะส่งระดับแก่นปราณขั้น 4 มาตายทิ้งแบบนี้?"
ถังขู่ และ ตง ฟานหรง สบตากันครู่หนึ่ง ทั้งคู่ต่างเป็ยอดฝีมือที่ผ่านโลกมามาก ย่อมมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังกระบวนท่าเมื่อครู่
"เพลงกระบี่คู่ที่มันใช้... คือเคล็ดวิชา 'ร้อยวารี' ของตระกูลชางไม่ผิดแน่" ถังขู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ท่วงท่าที่ต่อเนื่องดุจสายน้ำพัดวนเช่นนี้ มีเพียงคนในระดับบริหารหรือยอดฝีมือที่ตระกูลชางชุบเลี้ยงไว้เท่านั้นที่จะฝึกได้"
"แต่เพลงกระบี่นั่นก็นำไปใช้อ้างในศาลไม่ได้" ตง ฟานหรง เอ่ยขัดเสียงเย็น "วิชายุทธ์สามารถลอกเลียนหรือลอบฝึกกันได้ หากไม่มีป้ายประจำตัวหรือหนังสือคำสั่ง ต่อให้เราไปยืนชี้หน้าผู้าุโชางเหลียน เขาก็แค่บอกว่ามีคนลอบขโมยวิชาไปใช้ หรือไม่ก็อ้างว่าเป็พวกศิษย์ทรยศที่ถูกขับออกจากตระกูลไปแล้ว ความจริงที่เห็นด้วยตา... ในโลกของอำนาจมันไม่ต่างจากลมปากที่ไร้น้ำหนัก"
ในขณะที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ถังขู่กลับไม่ลดดาบในมือลง เขาหันคมดาบเฉียงไปทางตง ฟานหรง พร้อมกับก้าวเข้ามาขวางหน้านาวีไว้ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ "แล้วเ้าล่ะ... ตง ฟานหรง?" ถังขู่เอ่ยเสียงต่ำพลางเค้นยิ้มท้าทาย "เดิมทีเ้ามาที่นี่เพื่อสังหารฉางตงกู้ชื่อเสียงนักฆ่าของเ้าไม่ใช่รึ? อยู่ๆ เปลี่ยนใจมาช่วยเช่นนี้ คิดว่าข้าจะโง่เชื่อใจใครง่ายๆ งั้นหรือ? หากเ้ายังคิดจะลงมือ... ก็ข้ามศพข้าไปก่อน"
ตง ฟานหรงจ้องมองปลายดาบของถังขู่ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า มือขวาของเขายังคงวางอยู่ที่ด้ามกระบี่อย่างสงบนิ่ง ท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิวที่ดูเหมือนจะสอดประสานไปกับรังสีฆ่าฟันอันเป็เอกลักษณ์ของ 'เพลงกระบี่แหวกเมฆา' "เก็บดาบที่สั่นเครือของเ้าไปเสียถังขู่" ฟานหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่บาดลึก "ที่ข้ายังไม่ลงมือ ไม่ใช่เพราะข้ากลัวเ้า... แต่เพราะที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจกว่าการฆ่าคนตามคำสั่งโง่ๆ"
เขามองถังขู่ด้วยสายตาที่ซ่อนความนัยบางอย่างไว้ ในหัวของเขาวนเวียนอยู่กับกระบวนท่าของ 'วิชากระบี่สวนธารา' ที่เขาซุ่มฝึกมาเพื่อสยบเพลงดาบอันหนักแน่นของถังขู่โดยเฉพาะ เคล็ดของกระบี่ที่ยืมแรงศัตรูเพื่อคืนสนองเข้าสู่จุดตายในพริบตานั้นคือไพ่ตายที่เขายังไม่คิดจะเปิดเผยที่นี่ อย่างไรเสีย นายอำเภอผู้เป็คนจ้างวานให้เขาสังหารฉางตงก็ตายไปแล้ว แม้จะยังรู้สึกเสียชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่...ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถกอบกู้คืนมาได้ด้วยวิธีอื่น
ฟานหรงเลื่อนสายตาไปมองทางนาวีครู่หนึ่ง แววตานั้นดูจะซับซ้อนกว่าที่ใครจะเข้าใจ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปท่ามกลางเงามืด ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน
ถังขู่ผ่อนลมหายใจออกมาเมื่อเห็นฟานหรงจากไป แต่เขาก็ยังไม่วางใจเสียทีเดียว "ฉางตง... ข้าต้องพาคุณหนูหลินและอวิ๋นกลับจวนเ้าเมืองเดี๋ยวนี้ ข้าต้องรายงานเื่นี้ให้ท่านเ้าเมืองทราบเพื่อขอกำลังมาคุ้มกันพวกเ้า และกดดันตระกูลชางผ่านวิถีทางการเมือง อย่างน้อยถ้ามีจวนเ้าเมืองออกหน้า พวกมันคงไม่กล้าส่งคนมารุกรานโจ่งแจ้งแบบนี้อีก"
ท่ามกลางซากความพินาศ อวิ๋น ก้าวออกมาจากมุมมืดตามคำสั่งของถังขู่ เด็กน้อยจ้องมองความว่างเปล่าที่เหลือเพียงรอยไหม้บนพื้นด้วยความหวาดกลัว นาวีวางมือบนไหล่เล็กๆ นั้น
"อวิ๋น... วันนี้เ้าได้เห็นสองสิ่ง" นาวีเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น "หนึ่งคือศาสตร์การต่อสู้ที่ใช้ป้องกันตัว และสองคือความจริงที่เ็ป... ว่าบางครั้งความจริงก็ไม่สามารถเอาชนะอำนาจได้หากปราศจากสิ่งที่เรียกว่า 'หลักฐาน' และ 'ความชอบธรรม'"
"อาจารย์... แล้วเราจะทำยังไงต่อไปครับ?" อวิ๋นเงยหน้าถามด้วยดวงตาที่สั่นไหว
นาวีนวดขมับพยายามระงับความขุ่นมัวที่ประดังเข้ามา ทั้งการไล่ล่าจากตระกูลหยวนที่รังเกียจสายเืของเขา และการจ้องทำลายจากตระกูลชางเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ "เราต้องแข็งแกร่งขึ้นในแบบอื่น" นาวีสบตาเด็กน้อย "บทเรียนแรกของเ้าคือการเรียนรู้ที่จะ 'อ่าน' สถานการณ์ ต่อไปนี้เ้าต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเองด้วยสติปัญญาพอๆ กับการใช้กำลัง... เพราะหมัดที่ไร้ปัญญา ก็เป็ได้เพียงเครื่องมือของพวกเห็นแก่ตัวเท่านั้น"
ถังขู่และพวกคุณหนูหลินมุ่งหน้ากลับจวนเ้าเมืองเพื่อหาทางใช้กฎหมายและอำนาจทางการเมืองคุ้มครอง ทิ้งให้นาวีอยู่ท่ามกลางความเงียบของลานดินที่ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นพิษและความซับซ้อนของมิตรแท้และศัตรู นาวีเริ่มตระหนักว่าก้าวต่อไปของเขาไม่ใช่การสู้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่เป็การสั่นคลอนรากฐานของศัตรูในจุดที่พวกมันหลงลืมไป... นั่นคือการทำลายความหยิ่งผยองด้วยอำนาจการค้าที่มันโหยหาจนตัวสั่น