เสียงพื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่นพร้อมกับเศษหินเศษดินฟุ้งกระจายไปรอบพื้นที่ ฝุ่นผงลอยคลุ้งอยู่ในอากาศชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะจางลงจนมองเห็นส่งที่เกิดขึ้น
ตำแหน่งที่บันอยู่ก่อนหน้านี้ปรากฏเป็นหลุมขนาดใหญ่กว่าสองวาและลึกร่วมวาเศษ สัตว์ร้ายรูปร่างคล้ายลิงที่มีขนาดตัวพอ ๆ กับร่างกายของบันค่อย ๆ ยืนขึ้นจากก้นหลุมอย่างช้า ๆ ปลายหางของมันมีลักษณะคล้ายก้อนโลหะขนาดใหญ่พอ ๆ กับมะพร้าวหนึ่งลูกและมีหนามแหลมคมวาววับปรากฏอยู่รอบ ๆ
ถึงแม้จะดูเหมือนก้อนโลหะที่มีน้ำหนักมากจนแค่ยกขึ้นมายังเหนื่อย แต่เจ้าลิงนั่นกลับสามารถสะบัดหางไปมาอยู่บนอากาศได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นแค่กลุ่มเส้นขนที่ปลายหางเท่านั้นเอง
“บ้าจริง..!! มัวแต่วิ่งไม่ได้ดูทาง ดันวิ่งลึกเข้ามาในป่าซะได้”
บันที่เพิ่งได้สติกลับมาหลังจากที่หลับตาวิ่งมาสักพัก เขาหันไปมองรอบ ๆ ตัวและพบกับภาพของต้นไม้หนาทึบที่ขึ้นรวมกันแน่นจนรกครึ้ม ด้านหน้าปรากฏหลุมขนาดใหญ่ที่เกิดจากการโจมตีของเจ้าลิงยักษ์ตรงหน้า เศษฝุ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศเป็นเครื่องย้ำเตือนให้บันมั่นใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันคือเรื่องจริง
ธนูประจำตัวของบันถูกเรียกขึ้นมาถือแน่นอยู่ในมือซ้าย ก่อนที่ลูกศรที่มีหัวลูกศรแบบพิเศษจะปรากฏขึ้นในมือขวาในท่าเตรียมพร้อมรับการโจมตีจากเจ้าลิงตรงหน้า
ทันทีที่บันเริ่มตั้งตัวได้มันก็กระโดดม้วนตัวกลับหลังขึ้นมายืนอยู่บนปากหลุมที่เกิดจากฝีมือของมันเอง
จนถึงตอนนี้ ภาพที่เกิดขึ้นคือสัตว์ร้ายรูปร่างคล้ายลิงกำลังยืนสะบัดหางที่มีลูกตุ้มหนามอยู่ที่ส่วนปลายไปมาในอากาศ ยืนเผชิญหน้าอยู่กับมนุษย์คนหนึ่งที่ยืนง้างธนูจนแขนตึงโดยมีหลุมขนาดใหญ่เป็นตัวกั้นทั้งสองออกจากกัน
เจ้าลิงโน้มตัวลงมาข้างหน้าพร้อมทั้งแยกเขี้ยวอย่างยียวนกวนอารมณ์ ท่าทางของมันเหมือนแค่มาเล่นกับสิ่งมีชีวิตที่ดูแสนอ่อนแอแค่เพียงเท่านั้น มันเอื้อมมือไปเกาซ้ายทีขวาทีก่อนที่จะเอาเอื้อมมือเอาอะไรบางสิ่งที่บันเดาว่าคงเป็นแมลงตัวน้อยเข้าไปในปากก่อนที่จะเคี้ยวกินอย่างสบายอารมณ์
ฟึบ...!
บันตัดสินใจไม่รอช้าผ่อนแรงที่มือขวาซึ่งบีบรัดด้านท้ายของลูกธนูอยู่จนลูกศรนั้นพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วเหมือนลมหอบหนึ่ง เส้นสายสีเข้มเส้นหนึ่งพุ่งตรงเข้าไปหาเจ้าลิงอย่างแม่นยำเนื่องจากระยะห่างที่ไม่มากมายเท่าใดนัก แต่ระหว่างที่ลูกธนูอยู่ห่างจากตัวเจ้าลิงนั้นประมาณครึ่งวา ร่างของเจ้าลิงกลับอันตรธานหายไปอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
ความสงสัยปนตกใจแล่นเข้ามาในห้วงความรู้สึกของบันในทันที แต่เพียงไม่นานก็ถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดที่เกิดจากแผ่นหลังที่เป็นเลือดเนื้อของเขาถูกกระแทกด้วยของแข็งอย่างเต็มแรง
ร่างน้อยของบันกระเด็นจากพื้นพุ่งไปข้างหน้าอย่างไร้ปัญญาแข็งขืน จนเขาลงไปนอนคุดคู้อยู่ที่ก้นหลุมตรงหน้า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากกที่ถูกลูกตุ้มหนามของเจ้าลิงนั้นกระแทกใส่ไม่ใช่สิ่งที่น่าพิสมัยเลยแม้แต่น้อย ความรู้ที่สึกที่เหมือนผึ้งนับสิบตัวรุมต่อยพร้อมกันที่กลางหลังนั้นนับเป็นประสบการณ์ที่บันเรียกได้เต็มปากเลยว่าเลวร้ายเป็นอย่างมาก และยิ่งเลวร้ายเข้าไปอีกเมื่อผึ้งเหล่านั้นมีขนาดตัวไม่น้อยไปกว่าลูกแตงโมขนาดย่อมเลยทีเดียว
แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ต้องขอบคุณประสบการณ์ที่เกิดจากการฝึกซ้อมและการสู้รบจริงที่ส่งเสริมให้บันมีประสาทสัมผัสที่ดีและความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ทำให้ชั่วเวลาเสี้ยววินาทีที่ลูกตุ้มเหล็กจะเข้ากระแทกร่างของเขานั้นบันสามารถรวบรวมพลังเวทในร่างมาช่วยป้องกันความเสียหายให้กับแผ่นหลังของเขาด้วยอีกทางหนึ่ง และช่วยให้เขารอดพ้นจากการนอนกองเป็นก้อนเนื้ออยู่ที่ก้นหลุมไปได้ในที่สุด
“บ้าเอ้ย..! นี่ขนาดใช้พลังเวทตั้งแปดส่วนในการป้องกันยังเจ็บขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย เจ้าลิงนี่อันตรายเป็นบ้าเลย
อึก..!
บันกลืนของเหลวเหนียวหนืดที่มีกลิ่นคาวคลุ้งอยู่ในปากลงไปในลำคออย่างยากเย็น ถึงเขาจะไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อนแต่เขาเองก็พอจะเดาได้ว่าการโจมตีเมื่อสักครู่ทำให้อวัยวะภายในของเขาได้รับความเสียหายมากจนกระอักเลือดออกมาคำโต
แต่ถึงจะเป็นเด็กชายที่รูปร่างผอมแห้งกว่าเพื่อน ๆ ในกลุ่มเดียวกัน ความแข็งแกร่งของจิตใจของเขานั้นกลับไม่น้อยไปกว่าใคร ๆ เขาไม่ยอมแสดงอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากการโจมตีของเจ้าลิงยักษ์ออกมาง่าย ๆ บันจึงเลือกที่จะกลืนเลือดที่พุ่งขึ้นมาในลำคอลงไปอย่างเด็ดเดี่ยว
เจ้าลิงหางหนามเฝ้ามองมนุษย์ตัวน้อยอยู่ในมุมหนึ่งของกลุ่มต้นไม้หนาทึบ มันเคยมั่นใจว่าการโจมตีนั้นต้องทำให้สิ่งมีชีวิตตัวน้อยนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นอย่างน้อย แต่สิ่งที่มันเห็นนั้นกลับทำให้มันต้องประหลาดใจเป็นอย่างมาก เมื่อบันค่อย ๆ ยันร่างตัวเองขึ้นมาจากพื้นอย่างช้า ๆ ทำให้เจ้าลิงหางหนามเสียความมั่นใจลงไปเล็กน้อย
มือซ้ายของบันกำคันธนูแน่นยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ที่ผ่านมา ในฐานะผู้ใช้อาวุธระยะไกลบันไม่ได้มีโอกาสในการเผชิญหน้ากับศัตรูตรง ๆ เช่นนี้มาก่อน และด้วยข้อจำกัดของธนูที่ขาดพลังโจมตีในระยะประชิดทำให้บันเริ่มที่จะกังวลกับการต่อสู้ในครั้งนี้มากยิ่งขึ้น
ที่ผ่านมาเขาใช้วิธีการเคลื่อนที่เพื่อทิ้งระยะห่างและโจมตีเป้าหมายด้วยการยิงจากระยะไกลเป็นหลัก น้อยครั้งที่เขาจะต้องเผชิญศัตรูในระยะใกล้ นอกจากนั้นแทบทุกครั้งที่เขาพบว่าศัตรูเข้ามาในระยะประชิดเขามักเลือกที่จะเคลื่อนตัวออกมาเพื่อนทิ้งระยะห่างมากกว่า
แต่กับเจ้าลิงหางหนามที่มีความเร็วการเคลื่อนที่ที่สูงเช่นนี้ ไม่ต้องไปคิดถึงการเคลื่อนที่เพื่อรักษาระยะห่างให้เสียเวลา เพียงแค่เคลื่อนตัวหลบการโจมตีของมันก็เต็มกลืนแล้ว...
"เอาไงดีล่ะทีนี้.."
บันตัดสินใจรั้งคันธนูขึ้นมาเตรียมต่อสู้ แม้ในใจของเขานั้นจะมั่นใจว่าเพื่อน ๆ ของเขากำลังออกตามหาเขาอยู่ก็ตาม แต่สถานการณ์ในตอนนี้เขาไม่สามารถงอมืองอเท้าเพื่อรอคอยความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ได้ เขาจำเป็นที่จะต้องสู้แม้จะเป็นสภาวะที่เสียเปรียบมากเท่าใดก็ตาม
ฟึบ!!
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากแนวต้นไม้ที่หนาทึบ บันมั่นใจได้ในทันทีว่านั้นคือเสียงของเจ้าลิงหางหนามที่เริ่มต้นการโจมตีอีกครั้งหนึ่ง บันตอบสนองต่อเสียงนั้นอย่างรวดเร็วด้วยการยิงธนูของเขาออกไปสามดอกแทบจะในเวลาเดียวกัน
ปึก! ปึก! ปึก!
เสียงของลูกศรหัวเหล็กที่พุ่งเข้าไปปักบนกิ่งไว้ขนาดใหญ่เนื้อแข็งจนจมลึกเข้าไปกว่าห้านิ้ว แสดงให้เห็นถึงพลังทำลายของลูกศรของบันที่ไม่สามรถประมาทได้เลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม..การโจมตีที่มีความรุนแรงสูงแต่ไม่สามารถทำร้ายเป้าหมายได้ก็นับเป็นการโจมตีที่ไร้ประโยชน์..
กล้ามเนื้อบริเวณหางตาซ้ายของบันกระตุกเบา ๆ อันเป็นสัญญาณเตือนถึงภัยคุกคามที่กำลังเคลื่อนเข้ามาเข้ามาจากในทิศทางนั้น ทำให้บันรีบเบี่ยงตัวหลบตามสัญชาติญาณของเขา
ตู้ม..!!
เสียงของบางสิ่งที่พุ่งเข้าไปกระแทกกับพื้นหินที่อยู่ด้านล่างจนเศษหินขนาดเล็กพุ่งกระจายออกมาอย่างรุนแรง บันรีบถีบเท้าเพื่อให้ตัวเขาพุ่งออกมาจากบริเวณนั้นทันที เมื่อมองไปยังจุดนั้นเขาเห็นเจ้าลิงหางหนามกำลังหันหลังให้กับเขา ที่ส่วนหางของมันจมลงไปในลานหินที่อยู่บนพื้นเกือบมิด ดูท่าหนามแหลมของมันคงปักเข้าไปในเนื้อหินจนมันไม่สามารถดึงออกได้ในทันที
บันได้โอกาสที่ไม่รู้ว่าจะหาได้อีกเป็นครั้งที่สองหรือไม่ บันรีบปล่อยลูกธนูออกไปสองลูกทั้งที่ยังลอยอยู่ในอากาศ ลูกธนูทั้งสองพุ่งตรงไปหาเจ้าลิงหนามนั้นอย่างรวดเร็วราวกระสุนปืน ในระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าวบันมั่นในว่าลูกศรทั้งสองต้องโจมตีเจ้าหางหนามนั้นได้สำเร็จอย่างแน่นอน
ปึก..!! วูบ..!!
ในชั่วขณะที่ลูกศรทั้งสองของบันกำลังจะพุ่งเข้าใส่เป้าหมายนั้น เจ้าหางหนามตัดสินใจสะบัดหางเพื่อหักหนามแหลมของมันเพื่อให้มันได้รับอิสระก่อนที่มันจะพุ่งตัวออกไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว
บันแทบไม่อยากเชื่อสายตากับภาพที่เขาเห็น แต่ทันใดนั้นเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของเจ้าลิงหางหนามกลับดังขึ้นจนเสียดหู มันพุ่งตัวขึ้นไปบนกิ่งไม้ใหญ่พลางหันมาแยกเขี้ยวใส่บันอย่างเกรี้ยวกราด บันสังเกตบริเวณลูกตุ้มเหล็กที่หางของมันมีหยดเลือดสีส้มไหลออกมา นอกจากนี้ยังมีลูกศรอีกลูกหนึ่งที่ปักเข้าไปที่หลังของมันจนเลือดสีส้มอาบไปจนครึ่งแผ่นหลัง
เจ้าลิงหางหนามกู่ร้องอย่างอาฆาตแค้น สีหน้าของมันแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะเอาชีวิตของบันให้ได้ มันลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้ก่อนที่จะพุ่งตัวเข้ามาหาบันอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่มันลอยตัวอยู่นั้น มันหมุนตัวอย่างรวดเร็วคล้ายลูกข่างที่ถูกปล่อยออกมาบนอากาศ
ปึก.! ฟุบ.!!
เสียงคล้ายเชือกขาดดังขึ้นเบา ๆ จากทิศทางของเจ้าหางหนามก่อนที่บันจะสังเกตเห็นเงาดำเงาหนึ่งที่พุ่งเข้ามาหาเขาราวลูกธนูขนาดใหญ่
ไม่จำเป็นต้องรอให้เห็นชัดว่าสิ่งที่กำลังพุ่งเข้ามานั้นคืออะไร บันรับรู้ได้ในทันทีว่าสิ่งที่กำลังพุ่งเข้ามานั้นต้องอันตรายเป็นอย่างมากอย่างแน่นอน เขารีบพุ่งตัวหลบไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ฝุ่นผงที่พื้นจะฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง
บนพื้นดินในตำแหน่งที่บันยืนอยู่เมื่อสักครู่นั้นปรากฏหางของเจ้าหางหนามที่ยังมีลูกตุ้มหนามเหล็กติดอยู่ ความเย็นแผ่พุ่งขึ้นทั่วแผ่นหลังของบันเมื่อมองไปยังหางหนามของเจ้าลิงที่ตกอยู่บนพื้น
จากการประเมินด้วยสายตา บันค่อนข้างมั่นใจว่าลูกตุ้มหนามของเจ้าลิงนี้คงหนักไม่น้อยกว่าเจ็ดสิบถึงแปดสิบกิโลกรัม เพียงแค่คิดบันก็แทบจะไม่มีแรงก้าวเดินไปไหนแล้ว ถ้าเจ้าลิงนั่นแบกหางลูกตุ้มที่มีน้ำหนักมากขนาดนี้แล้วยังสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาดนั้นได้..แล้วในตอนนี้ล่ะ..ตอนที่มันไม่มีหางอันนี้แล้วมันจะเคลื่อนที่ได้เร็วขนาดไหนกัน..
ฟึบ..ตุ้บ..!!
ไม่ต้องคาดเดาเนิ่นนานให้เสียเวลา เจ้าลิงไร้หางก็แสดงให้เห็นถึงความเร็วของมันเมื่อไม่มีหางอันหนักอึ้งให้ได้เห็น พริบตาที่ความคิดของบันกำลังล่องลอยอยู่นั้น หมัดลุ่น ๆ ของเจ้าลิงก็พุ่งเข้ามากระแทกใบหน้าของเขาอย่างจังจนร่างของบันพุ่งไปกระแทกต้นไม้ข้างหลัง
ความรู้สึกชาที่แก้มซ้ายวูบขึ้นมาชั่วครู่..ก่อนที่ความเจ็บปวดจะแล่นขึ้นมาสู่สมองของเขาจนน้ำตาแทบไหลออกมา และเพียงไม่ถึงอัดใจความเจ็บปวดอีกส่วนก็ถูกส่งขึ้นมาจากแผ่นหลังจนสมองของเขาแทบจะทนรับไม่ไหว
ความรู้สึกปวดร้าวแล่นไปทั่วแผ่นหลังของบันจนสมองพล่าเลือนไปชั่วขณะ บันรีบสะบัดหน้าของเขาอย่างเร็วเพื่อขับไล่ความมึนงงและเตรียมตัวป้องกันตัวเองให้ไวที่สุด
ตุ้บ..!
แต่ไม่ทันที่จะได้เงยหน้าขึ้นไปมองหา..เจ้าลิงกลับเป็นฝ่ายเคลื่อนที่เข้ามาถีบที่หน้าอกของบันอย่างเต็มแรง ทำให้แผ่นหลังที่เพิ่งจะเคลื่อนออกมาจากลำต้นหยาบ ๆ ของต้นไม้ใหญ่ พุ่งเข้ากระแทกต้นไม้นั้นอีกครั้งหนึ่งอย่างแรง
เปลือกตาอันน้อยของบันที่บัดนี้เขารู้สึกเหมือนมันมีน้ำหนักมากกว่าร้อยกิโลค่อย ๆ เคลื่อนปิดลงอย่างช้า ๆ ภาพพร่าเลือนที่เคยเห็นเมื่อสักครู่กลับดับวูบไปกลายเป็นเพียงพื้นสีดำที่ปรากฏแก่สายตาของบัน จากนั้นไม่นานทุกอย่างก็ขาวโพลนไปหมด...
...บ้าเอ๊ย จบเร็วชะมัด...
กริ๊ก..เจี๊ยก..!!
หูของบันที่กำลังเกาะกุมสติสุดท้ายของตัวเองไว้อย่างสุดฝืนพลันได้ยินเสียงของบางสิ่งหล่นอยู่ใกล้ ๆ ตัวของเขาก่อนที่จะมีเสียงกรีดร้องอย่างตกใจของเจ้าลิงไร้หางดังขึ้น พลังที่เหลือทั้งหมดในร่างกายของบันถูกรวบรวมมาใช้เพื่อยกเปลือกตาของเขาให้เปิดขึ้นมาเพื่อที่เขาจะได้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก
..หรือว่านั่นจะเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่จะตาย?..
ความคิดหนึ่งปรากฏขึ้นมาในห้วงความรู้สึกของบัน ความไร้เดียงสาสะกิดให้เขาสงสัยในสัมผัสแห่งความตายที่เขาเคยแอบคิดเล่น ๆ ว่า เวลาที่คนเราตายจะรู้สึกอย่างไร มันจะรู้สึกเบาหวิวเหมือนลอยขึ้นไปบนอากาศได้หรือในตอนที่วิญญาณนั้นหลุดออกไป หรือจะเป็นความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อตอนที่วิญญาณของเขานั้นถูกดึงดูดลงไปในนรกกันแน่
แต่ความรู้สึกที่บันสัมผัสได้อย่างเลือนลางในตอนนี้นั้น ไม่ได้เป็นแบบที่เขาคาดการณ์ไว้เลยสักนิด ความรู้สึกที่เหมือนโลกทั้งโลกสั่นสะเทือนเบา ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มันค่อย ๆ สั่นสะเทือนจนร่างของเขาสั่นสะเทือนตามไปด้วย จากนั้นในที่ไกลออกไปเขารู้สึกได้อย่างบางเบาว่ามีเสียงของบางอย่างดังขึ้นมาแว่ว ๆ
เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้นและก้องอยู่ในห้วงสำนึกของเขาอย่างช้า ๆ เสียงนั้นค่อย ๆ กังวานและเคลื่อนเข้าหาบันอย่างแผ่วเบาและดังขึ้นเรื่อง ๆ จนเขาเริ่มมั่นในว่าเสียงนั้นมีอยู่จริง เขาค่อย ๆ รวบรวมสมาธิเพื่อรับฟังเสียงนั้นอย่างตั้งใจ
สัมผัสอุ่น ๆ ปรากฏขึ้นที่บริเวณริมฝีปากของเขาคล้ายน้ำชารสเลิศที่อุณหภูมิพอเหมาะเป็นที่สุด ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะรวมตัวเป็นหยดน้ำไหลลงไปในลำคอของเขาช้า ๆ ส่งผ่านความรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านให้แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างจนเขารู้สึกเหมือนได้รับกอดอันแสนอบอุ่นจากผู้ให้กำเนิด
หลังจากที่ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างความรู้สึกสั่นสะเทือนเริ่มแจ่มชัดขึ้นในสมองของบันพร้อมกับเสียงที่เคยแว่วแผ่วก็ชัดเจนขึ้นจนเขารับรู้ได้
"บัน! บัน! เป็นยังไงบ้าง ทำใจดี ๆ ไว้"