อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    126 ความหวังดี

            ช่วงเวลาแห่งการคลายเวทย์สะกดนี้กินเวลาเกือบทั้งบ่าย ในที่สุดเมื่อแสงตะวันโรยรา  โม่เจี้ยนในร่างกึ่งคนกึ่งอสูรก็ยืนหอบหายใจอยู่กลางห้อง ครึ่งอสูรหนุ่มสามารถผ่านกระบวนการที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนชะตาชีวิตของตนมาได้  ก็เริ่มพิจารณาความเปลี่ยนแปลงต่างๆในร่างของตน สิ่งแรกที่เขารับรู้ได้นั่นคือประสาทสัมผัสทุกด้านของเขาเฉียบคมขึ้นมาก  ทุกความนึกคิดราวกับพ่วงด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่า กลิ่นความชื้นในอากาศทำให้เขารู้ว่าอีกไม่นาน …. จะมีฝนตก   

            
     

            นิ้วมือเรียวทั้งสิบของเขามีเล็บแหลมคมงอกยาวออกมา โม่เจี้ยนไม่ได้รู้สึกว่ามันน่ากลัวทั้งยังดูสวยงามและทรงพลัง  หางด้านหลังทั้งเจ็ดนั่นก็ราวกับเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจในสายเลือด 

            
     

            “ข้า…” โม่เจี้ยนชะงัก เมื่อได้ยินเสียงแหบห้าวแปลกหูนั้น นี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกไม่ชอบใจนัก

            
     

            “ยินดีกับศิษย์พี่โม่… ท่านตามข้าทันแล้ว” มู่เชียนเอ่ย แม้จะยังนึกอิจฉาทว่าก็ยังรู้สึกยินดีที่เขาก้าวหน้าได้รวดเร็วเพียงนี้

            
     

            โม่เจี้ยนมองมู่เชียนที่ยืนอยู่ด้านหน้า ท่ามกลางแสงอาทิตย์สีทองที่สาดส่องเข้ามา เงาร่างที่เคยเห็นเพียงเลือนลางก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง …. หญิงสาวผู้งดงามราวเทพธิดา  งามจนไม่มีถ้อยคำใดในใต้หล้าจะสามารถนำมาบรรยายรูปลักษณ์ของนางได้…   ยามนี้นางไม่ได้จงใจปล่อยปราณอี้เจ๋อออกมา  แสงสีทองที่ล้อมรอบร่างเบาบาง ทำให้เขามองเห็นใบหน้าของนางชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใด 

            
     

            โม่เจี้ยนพยายามกะพริบตาหลายครั้งภาพตรงหน้าก็ยังไม่หายไป เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ  พร้อมกับความร้อนรุ่มที่ไล่ลามจากอกขึ้นไปที่ศีรษะ ใบหน้าและลำคอของเขากลายเป็นสีแดงก่ำ แม้กระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่อาจถอนสายตาจากหญิงสาวตรงหน้าได้

            
     

            “เขาเป็นอะไร ?” เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างสงสัย ท่าทางของโม่เจี้ยนราวกับธาตุไฟใกล้จะแตกซ่าน

            
     

            “สายเลือดสัตว์อสูรชั้นสูงทำให้เขามองเห็นร่างจริงของธิดาเทพได้  ทว่าเลือดมนุษย์อีกครึ่งในกายทำให้เขาหวั่นไหวต่อความงามของนาง” ลวี่ซานถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย  ความงามของเทพนั้นใช่มนุษย์ทั่วไปจะสามารถต้านทานได้… 

            
     

            “งั้นให้มองไปเรื่อย เดี๋ยวก็ชินไปเอง”  เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างไม่คิดช่วยเหลืออันใด สำหรับคำว่าหวั่นไหว… สำหรับเสี่ยวจิ้งนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ

            
     

            มู่เชียนไม่ได้ยินคำพูดเทพอสูรทั้งสอง นางมองศิษย์พี่ที่ยืนตัวแข็งใบหน้าแดงก่ำ ขณะที่หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งผิวที่หน้าอกและเส้นเลือดที่ลำคอสั่นสะเทือน 

            
     

            “ศิษย์พี่ ท่านเป็นอะไรหรือไม่ ?”  มู่เชียนย่อมไม่รับรู้ความรู้สึกในใจของเขา   นางกำลังเป็นห่วงว่าอาจมีปัญหาใดเกี่ยวกับการคลายเวทย์สะกดสายเลือด … มิเช่นนั้นเหตุใดหัวใจของเขาจึงเต้นแรงนัก 

            
     

            เด็กสาวรีบเดินเข้ามาหา มือข้างหนึ่งยื่นไปยึดกุมข้อมือของชายหนุ่มเพื่อตรวจอาการ เมื่อพบว่าชีพจรเต้นแรงดังคาด  มืออีกข้างจึงวางลงบนใบหน้าที่แดงจัดของเขา 

            
     

            “ตัวร้อนมาก… ท่านรู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่ ?”  มู่เชียนเอ่ยอย่างร้อนใจ นางไม่ได้รู้สึกอันใดกับการสัมผัสร่างกายของผู้ที่นางมองว่าเป็นผู้ป่วย 

            
     

            วินาทีนั้นโม่เจี้ยนรู้สึกราวกับตัวเองกำลังจะหยุดหายใจ กลิ่นกายของนางวนเวียนอยู่ที่ปลายจมูก ขณะที่มือนุ่มกำลังสัมผัสใบหน้าของเขาให้ความรู้สึกทั้งชาทั้งเย็นสบาย ตอนที่หัวใจของเขาวูบไหวคล้ายจะหยุดเต้นนั้น  ร่างสูงก็พุ่งวาบออกจากห้องไป

            
     

            “ศิษย์พี่โม่ เดี๋ยว…!!”  มู่เชียนคิดจะวิ่งไล่ตามไป ทว่ากลับถูกเสี่ยวจิ้งขวางเอาไว้ก่อน

            
     

            “เจ้าอยู่ที่นี่แหละ ไม่เช่นนั้นเจ้าหนุ่มนั่นคงธาตุไฟเข้าแทรกไปเสียก่อน”  เทพมังกรน้อยเอ่ยอย่างหวังดี  โม่เจี้ยนเพิ่งบรรลุเจ้าอสูรได้ไม่นาน ปราณยังไม่มั่นคงนักให้รับความสะเทือนใจแบบเมื่อครู่นี้อาจเกิดอันตรายได้

            
     

            แม้มู่เชียนจะมีสีหน้างุนงง ทว่าได้ยินเสี่ยวจิ้งเอ่ยเช่นนั้น นางก็ได้แต่ยินยอมปล่อยให้เขาได้อยู่คนเดียวสักครู่ 

            
     

            ลวี่ซานถงหรี่ตามองสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างไม่ชอบใจ … เขาลอบวางแผนไว้ว่าครึ่งอสูรตนนี้ต้องได้รับการฝึกฝนจิตใจอีกมาก…  ร่างของเทพจิ้งจอกถูกคลุมด้วยผ้าสีแดงอีกครั้งก่อนจะขอตัวออกไปดูอาการโม่เจี้ยนตามลำพัง

            
     

            
     

            ตอนที่ศิษย์พี่ทั้งสองเห็นโม่เจี้ยนอีกครั้ง ชายหนุ่มก็มีสภาพเป็นครึ่งคนครึ่งสุนัขจิ้งจอกไปเสียแล้ว  จ้าวซงและเยี่ยนสี่ฉวนอ้าปากค้างมองศิษย์น้องหยุดยืนปรับลมหายใจอยู่กลางห้องโถง ต่อหน้าสายตาของพวกเขา รวมถึงหู่อู่และซูม่านอีกด้วย

            
     

            “ยามไม่จำเป็นก็เก็บร่างอสูรไปเสีย”  เสียงเคร่งครัดราวบิดาเอ่ยกับบุตรดังมาจากปากเทพโอสถ โม่เจี้ยนหันมองบุรุษที่เขารู้สึกหวาดเกรงโดยสัญชาตญาณนี้อย่างขอความช่วยเหลือ

            
     

            “ข้าทำไม่เป็น”

            
     

            “หายใจช้าๆ รวมสายเลือดอสูรกลับไปเก็บไว้ที่หัวใจตามเดิม” 

            
     

            โม่เจี้ยนทดลองทำตาม ที่สุดหางทั้งเจ็ด รวมถึงหู เขี้ยว และเล็บก็ถูกเก็บกลับไป มีเพียงร่างที่สูงสง่ากว่าปกตินั้นที่ยังคงอยู่ โม่เจี้ยนที่เคยสูงน้อยกว่าเยี่ยนสี่ฉวนสองชุ่น ยามนี้กลับสูงเกินหน้าศิษย์พี่ของตนไปเกือบครึ่งศีรษะ

            
     

            หลังจากที่ได้กลับมามีรูปลักษณ์คล้ายเดิม โม่เจี้ยนจึงเริ่มสังเกตุเห็นสายตาแปลกประหลาดที่มองค้างอยู่ศิษย์พี่ทั้งสอง ชายหนุ่มส่งยิ้มแห้งๆ ก่อนจะเล่าเรื่องสายเลือดครึ่งอสูรของตนออกมาโดยละเอียด เขารู้ดีว่าความลับนี้เป็นเรื่องสำคัญถึงชีวิต ทว่ากับศิษย์พี่ที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาตลอดเขาย่อมไม่คิดปิดบัง  

            
     

            อาจมีคนมากมายที่ต้องการลูกแก้วครึ่งอสูรจากเขา …แต่ศิษย์พี่น้องทั้งหลายของเขาย่อมไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น !!

            
     

            ซูม่านที่ยืนอยู่มุมห้องยังคงยืนก้มหน้าอย่างสำรวม  ดูเรียบร้อยราวกับบ่าวรับใช้แสนซื่อ ทว่าดวงตางดงามคู่นั้นกลับคอยมองจ้องที่ปลายเท้าของเทพโอสถตลอดเวลา ยามที่เขาเคลื่อนกายผ่านไปทางใด ดวงตาของนางก็จะเคลื่อนตามไปด้วย ปฏิกิริยานี้ย่อมไม่พ้นสายตาของหู่อู่ไปได้ 

            
     

            ‘สตรีนางนี้รู้เรื่องมากเกินไป หากมีทีท่าไม่น่าวางใจเมื่อไหร่…  ต้องสังหารทันที !! ’

            
     

            ………..

            
     

            “นายหญิงคิดอย่างไรกับกองกำลังของเผ่าเยี่ยนถู” เทพจิ้งจอกเอ่ยปากถาม สายฝนที่จู่ๆก็ตกลงมาทำให้เสี่ยวจือจือต้องรีบเดินไปปิดหน้าต่าง ในห้องของมู่เชียนยามนี้มีเพียงลวี่ซานถง เสี่ยวจิ้งและเสี่ยวจือจือที่นางไว้ใจที่สุดเท่านั้น 

            
     

            “ท่านต้องการรับพวกเขาไว้หรือไม่ ?” บุรุษผมขาวเอ่ยถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสุภาพ

            
     

            “แน่นอนว่าต้องรับไว้ !” เสียงใสเอ่ยตอบ  “ข้าขอถามเจ้าก่อนว่าอาวุธเวทย์เมืองใบไม้นี้ เป็นของเจ้าใช่หรือไม่?”  

            
     

            เทพจิ้งจอกพยักหน้ารับ “ศิษย์น้องสี่จงซือฉิงเป็นผู้สร้างให้ข้า  เดิมทีข้าเพียงต้องการสถานที่ปลูกสมุนไพรเท่านั้น ทว่านางกลับสร้างเมืองขึ้นมาให้ ครานั้นคนแคว้นเยี่ยนกลุ่มหนึ่งพยายามตามตื๊อขอติดตามข้า ข้าจึงสั่งให้พวกเขาอยู่ในเมืองใบไม้แล้วทิ้งไว้ในซอกเขา…  คิดว่าวันใดที่พวกเขาเบื่อหน่าย ก็คงกลับแคว้นเยี่ยนไปเอง” กล่าวถึงจุดนี้ คิ้วกระบี่ก็ขมวดมุ่นอย่างขัดใจ

            
     

            ขณะที่เทพจิ้งจอกนึกเอือมระอาในความยึดติดของคนกลุ่มนี้   มู่เชียนกลับรู้สึกชื่นชมนัก…  เวลาผ่านไปหลายร้อยปี พวกเขาไม่เพียงยังยึดมั่นคำสัตย์ ทั้งยังสร้างเผ่าเยี่ยนถูชึ้นมา … เฝ้ารอรับใช้ผู้มีพระคุณอยู่ที่เดิม 

            
     

            “เมืองใบไม้สามารถพกพาไปที่ใดก็ได้ โดยที่ไม่ส่งผลต่อคนด้านในใช่หรือไม่ ?”

            
     

            “ขอรับ เดิมทีน้องสี่คิดเลียนแบบกำไลมิติของท่านเทพบิดา ทว่าพยายามอยู่นานก็ทำได้เพียงให้เมืองใบไม้สามารถเพิ่มพื้นที่อย่างไม่จำกัดเท่านั้น”

            
     

            “เพิ่มพื้นที่ได้ไม่จำกัด เช่นนั้นก็สามารถเป็นแคว้นได้เลยสินะ”  มู่เชียนเอ่ยอย่างตื่นเต้น 

            
     

            “ทำไม..  เจ้าจะคิดสร้างแคว้นของตนเองหรือ.. ?!”  ได้ยินเสี่ยวจิ้งเอ่ยดักคอ มู่เชียนจึงหันมาพยักหน้าแล้วยิ้มให้เขาอย่างรู้ใจ

            
     

            “ข้าคิดว่าตราบใดที่ต้องอาศัยอยู่ภายใต้การปกครองของผู้อื่น ย่อมไม่มีวันเป็นอิสระได้  … เช่นนั้นเหตุใดไม่สร้างแคว้นของตนเองขึ้นมาเล่า” 

            
     

            นับแต่ก้าวเข้าสู่มิตินี้ กี่ครั้งแล้วที่นางต้องถูกบังคับ กี่ครั้งแล้วที่นางต้องทำในสิ่งที่ไม่เต็มใจ การอาศัยชายคาบ้านคนอื่นอยู่นั้นช่างน่าอึดอัด  นางรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มทีแล้ว  มู่เชียนอยากมีสถานที่ของตนเองที่ไม่ต้องเกรงอำนาจของผู้ใด มีพื้นที่ให้คนที่นางห่วงใยอาศัยอยู่ได้โดยไม่ต้องเป็นกังวลใจถึงอันตรายที่จะเกิดกับพวกเขา  

            
     

            มีเพียงการสร้างแคว้นของตนเองขึ้นมาเท่านั้น จึงจะตอบสนองความต้องการทั้งหลายเหล่านี้ได้ !!

            
     

            “คุณหนูเจ้าคะ… แต่การสร้างแคว้น นอกจากจะมีกำลังทหารแล้วยังต้องมีประชากร… ทั้งยังดูเหมือนว่าต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก  แม้ท่านจะมีเงินมากมายแต่ก็น่าจะยังไม่พอเจ้าคะ ?” เสี่ยวจือจือทักท้วงขึ้นอย่างเป็นกังวล

            
     

            “เรื่องทรัพยากรนั้นไม่มีปัญหา ถืออ่างเป่ากุยออกไปไล่ล่าแร่หินปราณอีกไม่กี่สายก็แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้แล้ว” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างสนับสนุนความคิดนี้เต็มที่ เขาเองก็อยากมีสถานที่ให้ตนเองสยายปีกโบยบินบนท้องฟ้าโดยที่ไม่ต้องกังวลสายตาของผู้อื่นเช่นกัน

            
     

            “เรื่องประชาชน หากแคว้นเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ผู้คนก็จะค่อยๆอพยพเข้ามาเอง” ลวี่ซานถงวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล… แคว้นของธิดาเทพยุทธ์ ทั้งมีเทพอสูรจิตวิญญาณพฤกษาเช่นเขาอยู่ด้วย ยังต้องกังวลเรื่องความอุดมสมบูรณ์ใดเล่า !   

            
     

            “ต่อให้ไม่มีใครมา แคว้นเล็กสักหน่อยก็ไม่มีปัญหา ดูแลง่ายด้วย   ส่วนที่ตั้งของแคว้นน่าจะต้องเป็นบริเวณป่าพันอสูร ข้าอยากอยู่ใกล้หมู่ตึกพฤกษาสักหน่อย” มู่เชียนเอ่ย ในมือของนางปรากฏแผนที่ทวีปกลางขึ้นมา    “อาวุธเวทย์ชิ้นนี้ยอดเยี่ยมมาก  เพียงซอกเขาเล็กๆยังตั้งเมืองได้ ป่าพันอสูรที่กว้างใหญ่ย่อมไม่เป็นปัญหา  เทือกเขาบริเวณนั้นแต่ไรมาก็คล้ายรอยต่อระหว่างสองแคว้นอยู่แล้ว มีแคว้นกันชนเพิ่มเข้ามาอาจเป็นเรื่องดี”  ลวี่ซานถงและเสี่ยวจิ้งไดฟังเหตุผลนี้ก็พยักหน้าเห็นด้วย

            
     

            “ส่วนกำลังทหาร… ข้าไม่รู้จริงๆว่ากองกำลังของเผ่าเยี่ยนถูมีความสามารถเยี่ยงไร  คงต้องลองถามศิษย์พี่ฉวนดู”

            
     

            “นายหญิงอยากสร้างกองกำลังเจ็ดธาตุหรือไม่ ?” ลวี่ซานถงเอ่ย เห็นมู่เชียนมีสีหน้าราวกับไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน เขาจึงอธิบายเพิ่มเติม

            
     

            “กองกำลังเจ็ดธาตุนั้น  หมายถึง กองทัพที่แยกกองกำลังออกตามธาตุของผู้ฝึกตน  หนึ่งธาตุต่อหนึ่งกองพล โดยทหารที่เข้าร่วมทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกตนปราณธาตุเดี่ยว…    หน้าที่ของแต่ละกองพลมีความแตกต่างกัน ยามต่อสู้จะแยกย้ายกันไปตามแต่ความถนัดของสายปราณนั้นๆ เช่นกองกำลังไฟรับหน้าที่จู่โจม ธาตุลมและธาตุมืดรับหน้าที่โจมตีไล่ล่าและสอดแนมศัตรู ฝ่ายธาตุดินและน้ำหน้าที่ป้องกัน ส่วนไม้และแสงทำหน้าที่เยียวยาและเป็นหน่วยสนับสนุน”

            
     

            “แต่เดิมก่อนที่กระจกรัตติกาลจะปรากฏการตั้งกองกำลังเช่นนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่ปราณธาตุต่างๆถดถอย มนุษย์ที่มีธาตุเดี่ยวก็ลดน้อยลงไป จึงทำให้กองกำลังจึงเหลือเพียงตำนานเท่านั้น”

            
     

            “ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยใช้วิธีใกล้เคียงกันเพื่อรับมือกองกำลังจ้าวยุทธ์ แน่นอนว่าเป็นกลยุทธ์ที่ดีมาก ทว่าจะเราจะหาผู้ฝึกตนธาตุเดี่ยวจากที่ใดได้มากมายเล่า” 

            
     

            “หาไม่ได้ เจ้าก็สร้างขึ้นมาเองสิ !!” เสี่ยวจิ้งเอ่ย ดวงตาสีแดงคู่นั้นเป็นประกายปริศนา คิดจะรอให้มู่เชียเอ่ยปากถาม จะได้ฉวยโอกาสโขกสับนางด้วยวาจาสักครั้ง  ทว่าขณะที่มู่เชียนยังคงงุนงงอยู่นั้น  ลวี่ซานถงก็เขกหัวน้องชายไปหนึ่งทีอย่างหมั่นไส้ที่เขาชอบล้อเล่นกับเจ้านาย

            
     

            “เรียนนายหญิง ข้ามีตำรับยาสูตรหนึ่ง สามารถกำจัดปราณธาตุในร่างของผู้ฝึกตนออกไปได้  เรียกว่าโอสถสลายปราณธาตุ  ในหมู่ผู้ฝึกตนธาตุผสม หากสลายปราณบางส่วนออกไป ก็จะกลายเป็นผู้ฝึกตนธาตุเดี่ยวแล้ว …”

            
     

            “โอสถสลายปราณธาตุ ใช่หลักการเดียวกับหมื่นธาตุพิษหรือไม่ ?”  มู่เชียนดวงตาสว่างวาบ ยามที่นางฝึกหมื่นธาตุพิษก็เคยคิดทฤษฎีนี้เช่นกัน ยังเคยฝันว่าวันหนึ่งจะลองคิดสร้างตำรับยาเช่นนี้ขึ้นมาดู   ‘ซานถงสมแล้วที่เป็นเทพโอสถ’ มู่เชียนนึกชมในใจ

            
     

            เทพจิ้งจอกรับรู้ได้ถึงความคิดของนาง หางเส้นหนึ่งก็โผล่ออกมาโบกสะบัดอยู่ด้านหลังโดยไม่รู้สึกตัว… “นายหญิงช่างชาญฉลาด  แท้จริงแล้วการกำจัดปราณธาตุนั้น ง่ายดายอย่างมาก  นายหญิงก็สามารถทำได้ แค่โอสถขั้นห้าเท่านั้น …” 

            
     

            “ขั้นห้าหรือ…?!” คิ้วเรียวของมู่เชียนขมวดมุ่นด้วยความหนักใจ เพียงขั้นสี่นางยังทำได้ไม่คล่องนัก จะก้าวไปสู่ขั้นห้าได้แล้วหรือ 

            
     

            นอกจากนี้หากนางคิดจะสร้างกองทัพจากชนเผ่าเยี่ยนถู ต้องใช้โอสถหลายพันเม็ดอีกด้วย ต้องเสียเวลามากเท่าไหร่กัน

            
     

            “นายหญิงอย่ากังวล ข้าจะคอยแนะนำอยู่ข้างๆ  นี่เป็นด่านแรกที่ท่านจะได้ฝึกฝนการกลั่นกรองวัตถุดิบ  แม้ต้องใช้เวลาเล็กน้อยในช่วงแรก แต่เมื่อคล่องขึ้นแล้วปรุงหม้อหนึ่งก็ใช้เวลาไม่กี่ชั่วยามขอรับ”  ลวี่ซานถงเอ่ยอย่างสุภาพ บนใบหน้ามีรอยยิ้มน้อยๆประดับไว้อย่างพอเหมาะ ขณะที่เสี่ยวจิ้งลูบหัวตนเองที่เริ่มปูดโน พลางบ่นออกมาอย่างไม่จริงจังนัก

            
     

            “คราวนั้นท่านฝึกปรุงโอสถขั้นห้าครั้งแรก มิใช่เสียเวลาไปหนึ่งปีหรือ” 

            
     

            มู่เชียนตาโตทันที ขนาดเทพโอสถผู้มีพรสวรรค์ยังใช้เวลาถึงหนึ่งปีในการฝึกฝน แล้วนางเล่า 

            
     

            “วางใจเถิด นายหญิงย่อมมีพรสวรรค์เหนือกว่าข้า ทั้งเวลาภายในกำไลมิติก็ต่างจากด้านนอก ปัญหาเรื่องเวลาย่อมแก้ไขได้แล้ว” ลวี่ซานถงเอ่ยเยินยอนางพร้อมให้กำลังใจเช่นเคย ทว่าเช่นนี้กลับทำให้นางไม่อาจเอ่ยออกมาได้ว่านางอยากให้เขาเป็นผู้ปรุงโอสถให้เพื่อประหยัดเวลา 

            
     

            มู่เชียนสูดหายใจลึกก่อนตัดสินใจเอ่ยอย่างฝืนใจ  “เอาเถิด…  เช่นนั้นสองสามเดือนนี้ข้าจะทุ่มเทให้ให้การฝึกปรุงโอสถอย่างเต็มที่”

            
     

            “เจ้าไม่จำเป็นต้องเกรงใจพี่สามขนาดนั้นหรอก ข้าว่าทำเช่นเดิมนั่นแหละ” ได้ยินเทพมังกรน้อยเอ่ยราวกับเข้าข้างนางเป็นครั้งแรก กลับทำให้รู้สึกหวาดหวั่นแปลกๆ

            
     

            “ทำเช่นเดิม…อย่างไรหรือ?”

            
     

            “เช้าฝึกปรุงยา บ่ายฝึกวิชาอักขระเวทย์  เย็นฝึกปราณยุทธ์  ก่อนนอนฝึกปราณอี้เจ๋อ”  

            
     

            นี่มันตารางสุดโหดที่เสี่ยวจิ้งเคยกำหนดให้นางตอนอยู่หมู่บ้านสมุนไพรนี่นา… แค่เปลี่ยนจากปราณเยียวยาเป็นอักขระเวทย์   มู่เชียนนั่งตาปริบๆ มองเสี่ยวจิ้งที่มีสีหน้าราวกับทำดีโดยไม่คิดทวงบุญคุณ   ขณะที่ลวี่ซานถงนั่งจิบชาเงียบๆอยู่ด้านข้าง สีหน้าของเขาบอกชัดว่าไม่มีความเห็นต่างอันใด ส่วนเสี่ยวจือจือก็นวดให้นางพร้อมส่งสายตามาว่า พร้อมจะเป็นกำลังให้นางเสมอ….  

            
     

            ดูเหมือนว่าต่อให้นางตั้งแคว้นใหม่แล้วก็ยังหนีความหวังดีจากคนเหล่านี้ไม่พ้นสินะ …..

            
     

            
     

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน