หมอกยังไม่ทันจางฝีเท้าม้ากระแทกพื้นดินถี่รัว ฝ่าความเงียบที่เพิ่งหวนคืน
ร่างในชุดเกราะสีเข้มควบม้าตัดผ่านแนวซากศพอย่างไม่แยแสเืที่ยังไม่แห้งดีสาดกระเซ็นขึ้นมาติดชายผ้าเป็ริ้ว
เมกัส แบล็กธอร์นไม่แม้แต่จะชายตามองข้างหลัง
“หยุดแค่นี้ก่อน”
ขบวนอัศวินกุหลาบเพลิงชะลอฝีเท้าลงพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
เมกัสเอื้อมมือไปหยิบลูกแก้วคริสตัลทมิฬเส้นแสงสีม่วงยังกระเพื่อมเป็คลื่นอยู่ภายในเสียงกระซิบหลายสำเนียงซ้อนทับกันจนฟังไม่ออกว่าเป็ภาษาใด
“สำเร็จหรือไม่”เขาพูดกับความว่างเปล่านั้น
ครู่หนึ่งความเงียบกดทับลงมาเหมือนทั้งผืนป่าหยุดหายใจ
แล้วคำตอบหนึ่งก็ดังกลับ
“ยัง”
รอยยิ้มของเมกัสชะงักไปเสี้ยววินาที
“พูดอีกที”
“มันยังไม่ตาย”
คำตอบนั้นเย็นเยียบยิ่งกว่าลมกลางคืนเมกัสหรี่ตาลง สีหน้าบึ้งตึงขึ้นทันที
“เป็ไปได้ยังไง แม้จะเป็แค่เศษเสี้ยวแต่ด้วยระดับพลังแค่นั้นไม่น่าจะสู้ได้ อัศวินรอบตัวมันก็ไม่มีใครเกินขั้น 4”
ฝั่งตรงข้ามนิ่งไปชั่วครู่เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักข้อมูลบางอย่าง
“มันมีมรดกตกทอดของลาเมทัส”
“มรดกอะไร ข้าไม่เคยได้ยิน”เมกัสไม่เข้าใจในสิ่งที่เพิ่งเคยได้ยิน
“ดาบ…สังหารสัตว์อสูร”น้ำเสียงทุ้มต่ำของอีกคนแฝงไปด้วยความแค้นที่ยากหยั่งถึง
“มีของแบบนั้นด้วย ดี!งั้นข้าจะไปชิงมา” เมกัสยิ้มเหี้ยม เนื้อตัวสั่นเหมือนเด็กอยากได้ของเล่นใหม่
“ระวังไว้มันเหนือกว่าที่เ้าคิดไว้เยอะ”
“ห่วงตัวเองก่อนท่านพ่อคง้าคำอธิบายทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้จากเ้า” เมกัสหัวเราะในลำคอ
“…” การเชื่อมต่ออัญมณีปริศนาถูกตัดขาด
บรรยากาศรอบกายกลับมาปกติหมอกควันสีดำสลายหายไปต่อหน้ากลุ่มอัศวินกุหลาบเพลิงพวกเขาเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนจากลอร์ดของตนหรือจากนายน้อยมาบ้างแต่ไม่เคยชินกับมันได้เลย ขนกายลุกชัน หายใจไม่ทั่วท้องความหนักหนาทางจิตใจกดทับจนแทบขยับตัวไม่ได้
เมกัสนิ่งค้างไปครู่หนึ่งแล้วหัวเราะแ่ต่ำจะหลุดออกจากลำคอ
“หึ ตายยากตายเย็นเสียจริงครั้งที่แล้วก็รอบหนึ่ง ครั้งนี้อีก”
เขาหันม้ามองกลับไปยังอีกทิศทางหนึ่งั์ตาส่องประกายอำมหิต
“งั้นข้าจะเป็คนส่งเ้า…คืนสู่นรกเองน้องชาย”
คำสั่งถูกปล่อยออกมาอย่างเฉียบขาด
“เปลี่ยนทิศ! กลับไปที่สนามรบ!”
“เปลี่ยนทิศ!”อัศวินทวนคำเป็ระลอกให้สื่อถึงกันทั่วถึง พร้อมกับเดินทัพไปยังสถานที่เพิ่งจากมา
…
อีกฟากของลานสังหารความเงียบกดทับหลังการกำจัดศัตรูทั้งหมดยังคงหนักอึ้งจนแทบหมดแรงหายใจ
ควันสีจางลอยเอื่อยเหนือพื้นดินที่ชุ่มเืเอเมอร์คุกเข่าอยู่ข้างร่างของโจเวลมือสั่นเล็กน้อยขณะกดลงบนาแที่เืไหลไม่หยุด
“นายน้อย…ฟื้นสิขอรับไหนท่านบอก…จะสร้างกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิให้ได้ท่านจะมาตายอยู่ตรงนี้ไม่ได้นะขอรับ ฟื้นสิ…”
ไม่มีการตอบสนอง แซมยืนอยู่ไม่ไกลสายตาว่างเปล่า มือที่กำดาบและโล่แน่นสั่นไม่หยุด
“บอส ไม่หายใจแล้ว” ใครบางคนพึมพำ
คำพูดนั้นเหมือนค้อนทุบลงกลางอก
เอเมอร์กัดฟันจนเืไหลซึม
“มันยังไม่จบ”
เขาฉีกผ้าพันแผลที่เหลืออยู่มัดทับลงไปอีกชั้น เืยังคงซึมทะลุออกมา
“เราต้องพานายน้อยกลับไปที่ปราการ”อีกสองคนเข้ามาช่วยพยุงร่างของโจเวลขึ้น
แต่ยังไม่ทันทำอะไรมากเสียงหนึ่งสวนขึ้นมา
“พวกมันกลับมาแล้ว!”
ทุกคนชะงัก กีบม้าดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง
แซมเงยหน้าขึ้นแววตาที่เคยว่างเปล่าเริ่มเปลี่ยนเป็บางอย่างที่หนักแน่นและดิบเถื่อน
“เอเมอร์” ชายร่างใหญ่เกินวัยกล่าวดุดัน
“อย่าบอกนะว่าเ้า…”
“แบกบอสไป”ความเด็ดเดี่ยวปรากฏในแววประกายของเขา
เอเมอร์เงยหน้ามอง
แซมยกดาบขึ้นออร่าที่เหลือเพียงเสี้ยวเดียวลุกไหม้ขึ้นอีกครั้ง
“เดี๋ยวข้ากันทางให้”
“ลำพังแค่เ้า ไม่มีทางกันไหว!”
“เขาไม่ได้อยู่คนเดียวอัศวินแห่งลาเมทัสไม่เคยทอดทิ้งใคร”
อัศวินชุดพรางที่เหลือลุกขึ้นยืนเคียงข้างแซมมองดูแล้วไม่เกินสิบคนสภาพของพวกเขาแทบจะไม่เหลือร่องรอยของเกราะและอาวุธที่ใช้งานได้จึงต้องหยิบอาวุธจากพื้นขึ้นมาใช้แทน
เอเมอร์เม้มปากแน่นก่อนจะก้มลงยกร่างของโจเวลขึ้นพาดบ่า
“พวกเ้าอย่าตายเด็ดขาดข้าจะรีบนำกำลังคนมาช่วย ยื้อให้ได้นานที่สุด”
ออร่าสีเขียวห่อหุ้มบริเวณเท้าของเอเมอร์ส่งให้ทะยานเหยียบกิ่งไม้ออกไปได้อย่างรวดเร็ว
อัศวินแห่งลาเมทัสที่เหลือต่างมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มพวกเขาคุกเข่าลงกับพื้นแล้วหยิบดินขึ้นโปรยตรงหน้าก่อนพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ขอองค์เทพีเดลฟีอาจงอวยพรชัยแก่พวกข้าด้วย”
ลมหายใจมั่นคง แววตาวาวโรจน์ไม่ยอมถอยมือของทุกคนกำอาวุธในมือแน่นร่างกายเต็มไปด้วยพลังแห่งออร่าและเกียรติยศที่ยึดถือ
“เข้ามา!”
…
ความมืดมิดปกคลุมไร้ขอบเขตไม่อาจบอกทิศทางก้าวเดิน ทุกสิ่งอย่างทั้งหมดหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่าที่กลืนกินทุกอย่าง
โจเวลลืมตาขึ้นหรืออย่างน้อยเขารู้สึกแบบนั้น
“ตายอีกแล้วงั้นเหรอ”พึมพำพลางหัวเราะตลกในโชคชะตาของตัวเอง
ไม่รู้สึกถึงการขยับได้ของร่างกายหรือความาเ็ก่อนหน้านี้
จนกระทั่ง คำพูดหนึ่งดังขึ้นไม่ใช่น้ำเสียงลึกลับและไม่ใช่ถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์เหมือนอย่างสื่อที่เคยดูแต่เป็ความคุ้นเคยที่แสนจะคิดถึงสุดขั้วหัวใจ
“เฮ้ย ไอ้เวร!”
โจเวลชะงัก
“…”
“จะนอนอะไรของมึงหนักหนาวะ! ลุกสิวะไอ้ลูกหมา!” ประโยคหยาบคาย กระแทกหูแบบไม่ไว้หน้าใคร
ภาพบางอย่างวาบขึ้นในความมืด
ตรอกแคบสกปรกเต็มไปด้วยเศษซากขยะกลิ่นควันของบุหรี่ราคาถูกลอยคละคลุ้งผสานเข้ากับการหัวเราะของพวกบ้าพลัง
“โดนแค่นั้นไม่ถึงกับตายหรอกโว้ยเลิกสำออยได้แล้ว ลุกๆๆๆ”
อีกคนแทรกขึ้นขบขำเย้ยหยันทั้งยังเอาเท้าเขี่ยๆ ยิ่งกว่าอะไรเสียอีก
“เจ็บนะโว้ย ไม่เห็นหรือไง กูคนเดียวแต่มันยกมาเป็สิบยี่สิบคน ไอ้พวกเวร!” ปากตอบกลับโดยไม่รู้ตัว
ความสับสนบังเกิดขึ้นนี่เป็ความทรงจำในโลกเก่าแน่นอน
“เออๆ พวกกูก็มาช่วยแล้วนี่ไงบ่นเป็ป้าข้างบ้านไปได้ จะลุกดีๆ หรือให้กูช่วยกระทืบซ้ำ”
คนแรกกลับมาอีกครั้ง ใกล้กว่าเดิมเหมือนยืนอยู่ตรงหน้า
“กูก็อยากลุกอยู่ แต่ลุกไม่ขึ้นไอ้เชี่ยเอ้ย!”
เขาพยายามบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นด้วยแรงทั้งหมดที่มีแต่ไม่เป็ผล
“นี่ไม่ใช่มึงนะเว้ย”
“มึงน่ะ” เงียบงันลงครู่หนึ่ง
“ไม่ใช่คนที่ยอมตายง่ายๆ ไม่ใช่เหรอวะ”
บางอย่างกระตุกขึ้นในความว่างเปล่าเหมือนหัวใจที่เริ่มเต้นอีกครั้ง
ตึก…ตึก…
“ลุกขึ้นมา”
คำพูดนั้นแ่ลง แต่หนักแน่น
“กูบอกให้มึงลุกขึ้น!”ตวาดลั่นเสียงดังพร้อมแสงสีเงินฟาดผ่านขึ้นจากความมืด
…
เฮือก!
โจเวลสะดุ้งตื่น ตัวงอบนบ่าของเอเมอร์ความปวดร้าวถาโถมจนเขาต้องกัดฟันแน่น
สองขาที่วิ่งเต็มกำลังต้องหยุดค้างอยู่บนต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากเขตปะทะ
เอเมอร์แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองแรงสั่นะเืบนบ่าที่เขาแบกอยู่เมื่อครู่ ไม่ใช่ภาพหลอน
“นะ…นายน้อย” คำพูดหลุดออกมาแ่เบาเหมือนกลัวว่าถ้าพูดดังไป ภาพตรงหน้าจะสลายหาย
โจเวลหายใจแรงหน้าอกกระเพื่อมถี่เหมือนคนที่เพิ่งจมน้ำแล้วถูกดึงขึ้นมาในวินาทีสุดท้ายดวงตาที่เคยปิดสนิทเบิกกว้างใ และสิ่งที่อยู่ภายในนั้น ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
อากาศรอบตัวเขาหนักอึ้งลงในพริบตาเปลือกไม้ใต้ฝ่าเท้าเอเมอร์แตกร้าว โดยไม่มีใครเหยียบ
ลมหายใจติดขัดคล้ายมีบางอย่างกดทับทรวงอกอยู่จากภายใน
“เอเมอร์…” เสียงแหบต่ำเหมือนลำคอถูกเผา
คำพูดนั้นทำให้เอเมอร์นิ่งสะดุด
“ท่านยังไม่ตายข้านึกว่าท่านจากไปแล้วเสียอีกขอรับ”
โจเวลหัวเราะในลำคอ แม้จะเจ็บจนแทบขาดใจแต่เขารู้สึกได้ถึงความเป็ห่วงของคนตรงหน้า
หัวใจกลับมาเต้นซึ่งดูมันจะรุนแรงกว่าปกติเสียอีก ทุกจังหวะเหมือนมีอะไรไหลเวียนไปทั่วตัวทั้งร้อนระอุและรุนแรงกว่าพลังออร่าที่เคยใช้
“พวกเรากำลังจะไปไหน คนอื่นล่ะ”
ทันทีที่เท้าของเขาแตะพื้นกระดูกบางส่วนลั่นถูกบังคับให้เข้าที่ โจเวลทรุดตัวลงเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับล้มกลับทรงตัวได้คงที่ในไม่กี่อึดใจ ทั้งที่เนื้อกายควรจะพังไปแล้วเริ่มฟื้นคืนสภาพอย่างรวดเร็ว เืหยุดไหลลงอย่างผิดธรรมชาติ
[ ระบบประมวลผลค่าตอบแทนเสร็จสิ้น ]
[ ได้รับ แก่นอสูรแห่งการกลืนกิน :1 ]
[ ได้รับ แก่นอสูรระดับกลาง : 7 ]
[ ได้รับ ทักษะอาณัติแห่งผู้ล่า ]
[ ได้รับ ทักษะกลืนชีพอสูร ]
[ ได้รับ จิตอสูร :873 ]
[ ค่าพลัง 3 มิติเพิ่มขึ้น ] :อิทธิพล, ความเกรงขาม และเล่ห์เหลี่ยม
[ ค่าสถานะพื้นฐานทั้งหมดเพิ่มขึ้น ]
[ อัตราการซิงโครไนซ์เพิ่มขึ้น ]
[ ค่าพลังแห่งสายเื : 16% ]
หน้าต่างอันคุ้นเคยพร้อมเสียงของระบบแสดงขึ้น
“พวกเขากำลังถ่วงเวลาให้ข้าพาท่านกลับไปยังปราการ”
“ถ่วงเวลา ถ่วงจากอะไรไม่ใช่ว่าการต่อสู้จบไปแล้วหรือ”
“พวกแบล็กธอร์นกลับมาขอรับ”
“เป็อย่างนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้วพวกเรากลับไปกันเถอะ”
“แต่ว่าท่าน…”
“เราจะทิ้งพวกเขาไว้ข้างหลังไม่ได้ต้องพาทุกคนกลับบ้านไปพร้อมกัน” โจเวลตบบ่าของเอเมอร์ให้คลายความกังวลในตัวเขา
[ เงื่อนไขผู้ปกครองถูกเติมเต็ม ]
[ความภักดีของลูกน้องภายใต้สังกัดเพิ่มขึ้น ]
[อาณาเขตตอบสนองต่อเจตจำนงของผู้ถือครอง ]
[ บรรลุเงื่อนไขของอาณาเขต ]
[ อาณาเขต : ERank ]
หากในยามปกติเอเมอร์คงกล่าวปฏิเสธไปยังสถานที่อันตรายแต่ครั้งนี้ล้วนแตกต่างออกไป
“ขอรับ”เอเมอร์เรียกคันธนูกลับคืนสู่มือ
ในจังหวะเดียวกันคำแนะนำของระบบได้แสดงขึ้นตรงหน้า รอยยิ้มของโจเวลยกขึ้นแล้วตอบรับพรแห่งความโชคดีที่หยิบยื่นให้โดยไม่รอช้า
[ เปิดใช้งานทักษะ : กลืนชีพอสูร ]
[ การเผาผลาญจิตอสูรถูกใช้งานอัตโนมัติ]
[ จิตอสูรคงเหลือ : 1,039 ]
โจเวลก้มมองมือของตัวเองเส้นเืปูดขึ้นชัด ออร่าที่ควรจะเหือดแห้งไปแล้ว กลับปะทุเดือดไม่ขาด่ครั้งนี้มันผิดแปลกเห็นได้ชัดด้วยตาเนื้อ
“ท่านก้าวหน้าไปอีกขั้นงั้นหรือใช้กลโกงอะไรหรือไม่ขอรับ”
เอเมอร์เบิกตากว้างเห็นรัศมีออร่าที่ยกระดับขึ้น
“โกงความตาย”
…
โลหะกระแทกกันดังสนั่น แซมหายใจหอบเืไหลอาบหน้าผากจนมองแทบไม่เห็น แต่เขาฝืนยืนต่อดาบในมือฟันสวนกลับอย่างไม่ลังเล
ฉัวะ!
อัศวินกุหลาบเพลิงคนหนึ่งถูกผ่ากลางลำตัวเืสาดกระเซ็น
เคร้ง!
แรงกระแทกจากด้านข้างทำให้แซมกระเด็นไปกระแทกพื้น
“อั่ก!”
ร่างใหญ่ไถลไปกับดินก่อนจะฝืนยันตัวขึ้น
ศัตรูยังเข้ามาไม่หยุดจำนวนคนต่างกันเกินไป อัศวินฝ่ายเขาล้มไปแล้วกว่าครึ่ง คนที่เหลือก็แทบยืนไม่อยู่
“จบแล้ว” ใครบางคนหัวเราะแห้ง
แซมไม่ตอบ เขายันกายลุกขึ้นอีกครั้งขาแทบไม่รับน้ำหนัก แม้สั่นสะท้านทั่วทั้งตัว แต่เขายังไม่ล้มบนสนามนี้
“เข้ามาให้หมด ไอ้พวกเกือกม้าเน่า!”
แซมตวาดลั่นแววตาแดงก่ำออร่าที่เหลือเพียงเสี้ยวเดียว ถูกบีบเค้นจนแทบไม่เหลือ
“ฆ่ามัน”เมกัสพยักหน้าให้กับหัวหน้าหน่วยด้านข้าง
อัศวินกุหลาบเพลิงหลายสิบคนเปิดใช้งานออร่าแล้วพุ่งทะยานเข้าหาแซมทุกมุมทุ่งเืแต่ในจังหวะที่ปลายคมอาวุธเ่าั้จะถึงตัว กลับมีอะไรพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง
“คงต้องบอกลาตรงนี้แล้ว…บอส”
ตูม!!!
แรงกระแทกะเิกลางสมรภูมิ
ทุกคนหยุด สายตาหันไปยังต้นตอพร้อมกันฝุ่นดินฟุ้งกระจาย แรงกดดันอันน่าเกรงขามแผ่ขยายปกคลุมทั่วพื้นที่ทำให้อากาศโดยรอบสั่นไหว
เงาหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มฝุ่นนั้นฝีเท้ากระทบดินเป็จังหวะ
“ทำได้ดีมาก แซม”
แซมเบิกตากว้าง “บอส”
[ เปิดใช้งานทักษะ : อาณัติแห่งผู้ล่า ]
[สัญชาตญาณผู้ล่ากำลังกดข่มอัศวินกุหลาบเพลิง ]
[ค่าสถานะพื้นฐานทั้งหมดของเป้าหมายลดลง 5% ]
[ ความเร็วตอบสนองลดลง 5% ]
โจเวลยืนอยู่ตรงนั้นแม้ทั้งตัวจะเต็มไปด้วยผ้าพันแผลและคราบเืเก่าเกาะติดทั่วร่างสายตาของเขากวาดมองโดยรอบเพียงครั้งเดียว
มุมปากยกขึ้นเมื่อพบเข้ากับกลุ่มอัศวินกุหลาบเพลิง
“ลอบกัดเก่งนักนะ”
น้ำเสียงเรียบแต่แฝงความบ้าคลั่งที่ทำให้แม้แต่ศัตรูยังรู้สึกได้ ลมรอบตัวเริ่มหมุนวนออร่าสีเงินเป็ประกายปกคลุมทั่วตัว ราวกับสัตว์ร้ายที่เพิ่งตื่น
“สงสัยเกิดมาพร้อมสันดานขี้ขลาด”