ลูกสาวแม่หม้ายที่รัก

    บทที่ 49: เครื่องสแกนจับจ้อง


    แสงอาทิตย์อัสดงสีส้มอมแดงยามเย็นค่อยๆ ลับทิวไม้ใหญ่รอบคฤหาสน์ประจำตระกูล เปลี่ยนผ่านสู่ความมืดมิดของยามค่ำคืนที่โรยตัวลงครอบคลุมไปทั่วบริเวณ ผมยืนกระวนกระวายใจอยู่ตรงบริเวณโถงทางเดินชั้นล่างใกล้กับห้องรับแขก สายตาคอยทอดมองไปยังประตูหน้าของคฤหาสน์อยู่ตลอดเวลาด้วยความห่วงใยอันเปี่ยมล้นอยู่ในอก


    ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา หัวใจของผมไม่เคยสงบสุขเลยแม้แต่วินาทีเดียว ภาพของพี่เกด—ภรรยาวัยสี่สิบสี่ปีผู้แสนงดงามและเลอค่าของผม ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ออกไปเจรจาพุ่มพ่ามวิ่งเต้นขอเงินกู้ยืมก้อนโตเพื่อกอบกู้บริษัทที่กำลังเผชิญวิกฤตการเงินอย่างหนัก มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดและสงสารเธอจับใจ ในฐานะสามีหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปีที่ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์และนักออกแบบระบบไอทีอิสระ แม้ผมจะพอมีรายได้และช่วยงานระบบของบริษัทได้บ้าง แต่ในมรสุมการเงินระดับหลายร้อยล้านเช่นนี้ ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้กำลังในการช่วยแบ่งเบาภาระของเธอ


    และแล้ว เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ส่วนตัวที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่ลานจอดรถด้านหน้า ก่อนที่เสียงลูกบิดประตูหน้าของคฤหาสน์จะถูกหมุนเปิดออก 


    หัวใจของผมกระตุกวูบด้วยความยินดี ผมไม่รอช้ารีบก้าวเท้าตรงไปยังประตูหน้าทันที ทันทีที่บานประตูไม้สักหนาเปิดออก ร่างอันงดงามของพี่เกดก็ก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาด้านใน 


    "พี่เกดกลับมาแล้ว!" 


    ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มเปี่ยมด้วยความดีใจอย่างที่สุด ดวงตาของผมฉายแววความห่วงใยเด่นชัด ผมตรงเข้าโผกอดพี่เกดอย่างอบอุ่น นุ่มนวล และทะนุถนอมทันที 


    ผมสวมกอดโอบรวบเอวบางระหงของเธอไว้แน่น ซบใบหน้าลงกับลาดไหล่มน สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำตัวของภรรยาด้วยความรักใคร่บริสุทธิ์ "ภัทรเป็นห่วงพี่เกดทั้งวันเลยครับ... การประชุมติดตามเงินกู้ก้อนที่สองเป็นอย่างไรบ้างครับพี่เกด? ผ่านไปด้วยดีไหมครับ?"


    ทว่า ทันทีที่วงแขนของผมสัมผัสเข้ากับเรือนร่างของพี่เกด ผมก็ต้องรู้สึกได้ถึงความผิดปกติอันน่าตกใจ ร่างกายของภรรยาที่เคยผ่าเผยและงดงามกลับสั่นเทาอย่างรุนแรงราวกับลูกนกที่ต้องลมฝน สองแขนของเธอโผเข้ากอดรัดรอบแผ่นอกของผมไว้แน่นหนาแน่นเกินกว่าปกติ ราวกับคนที่กำลังจะจมน้ำและพยายามไขว่คว้าที่พึ่งสุดท้ายในชีวิต ใบหน้ารูปไข่แสนงดงามของเธอซุกซ่อนลงกับแผ่นอกกว้างของผมอย่างแนบแน่น แน่นเสียจนผมรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิความร้อนและลมหายใจที่ถอนหายใจถี่กระชั้นอย่างติดขัด


    ในมือเรียวทั้งสองข้างของพี่เกด กุมแฟ้มเอกสารเงินกู้ก้อนใหม่ไว้แน่นหนาจนข้อท่อนนิ้วขาวซีด 


    ผมประมวลความรู้สึกผ่านมโนสำนึกของตัวเองด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างที่สุด... สัมผัสถึงเรือนร่างอันเปราะบาง อัตราการเต้นของหัวใจที่เต้นถี่รวดเร็วและระส่ำระสายอยู่ภายในแผ่นอกของเธอ ผิวแก้มที่เคยมีเลือดฝาดกลับดูซูบซีดและเหน็ดเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ผมคิดไปเองเต็มหัวใจว่า พี่เกดคงต้องเผชิญกับความตึงเครียด แรงกดดันมหาศาล และการถูกเคี่ยวกรำเจรจาอย่างหนักหน่วงจากบรรดานายทุนหรือสถาบันการเงินตลอดทั้งวัน จนพลังกายและพลังใจของเธอถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น


    "โถ... พี่เกดของภัทร เหนื่อยมากใช่ไหมครับ?" ผมกระซิบประโลมด้วยคำหวานอันแสนนุ่มนวล ลูบแผ่นหลังนวลเนียนผ่านเนื้อผ้าไหมสีครีมอ่อนของเสื้อทำงานอย่างอ่อนโยน "ไม่เป็นไรแล้วนะครับ ตอนนี้พี่เกดกลับมาถึงบ้านของเราแล้ว กลับมาหาภัทรแล้วนะครับ"


    พี่เกดซุกใบหน้าแน่นกับแผ่นอกของผม ร่างกายยังคงสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วยความขมขื่นใจและตราบาปที่กดทับอยู่ในอก เธอเอ่ยตอบผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "ผ่าน... ผ่านไปด้วยดีจ้ะภัทร... ทุกอย่าง... ผ่านไปด้วยดีแล้ว..."


    หยาดน้ำตาแห่งความละอายใจและความทุกข์ระทมของพี่เกดรื้นขึ้นมาคลอดวงตาคู่สวย ซึมผ่านเนื้อผ้าเสื้อของผมเบาๆ ผมเข้าใจไปเองว่าเป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันใจที่งานกอบกู้บริษัทประสบความสำเร็จ ผมจึงยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก โอบประคองเอวบางของเธอไว้ด้วยความรักและประคบประคอง


    "เก่งที่สุดเลยครับ ภัทรรู้ว่าพี่เกดต้องทำได้ เดี๋ยวภัทรพาพี่เกดขึ้นไปพักผ่อนบนห้องนอนใหญ่นะครับ จะได้พักผ่อนให้สบายใจ"


    ผมว่าพลางสอดแขนเข้าโอบเอวบางของพี่เกด ประคองร่างที่ดูอ่อนแรงของเธอให้ย่างก้าวขึ้นบันไดไม้สักทองเพื่อมุ่งหน้าไปยังโถงทางเดินชั้นบนและห้องนอนใหญ่ 


    ทว่า ในระหว่างที่ผมกำลังโอบประคองเอวของพี่เกดขึ้นบันไดไปได้เพียงไม่กี่ขั้น ผมก็รู้สึกได้ว่าเรือนร่างของพี่เกดเกิดอาการชะงักเกร็งขึ้นมาอย่างกะทันหัน! สองเท้าของเธอหยุดก้าวเดินไปชั่วขณะ สายตาอันสั่นระริกและเปี่ยมไปด้วยความหวาดหวั่นของเธอทอดมองสบขึ้นไปยังโถงทางเดินชั้นบนของคฤหาสน์อย่างมีเลศนัย


    ผมรู้สึกแปลกใจจึงสบสายตามองตามทิศทางที่พี่เกดกำลังจับจ้องอยู่ทันที...


    และภาพที่ปรากฏอยู่ตรงบริเวณมุมมืดสลัวของโถงทางเดินชั้นบน ก็ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบและเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง!


    ณ บริเวณราวระเบียงโถงทางเดินชั้นบนที่แสงไฟส่องไปไม่ถึง ร่างเพรียวระหงในชุดลำลองแนบเนื้อของ **นิชา** ลูกสาวคนโตแท้ๆ วัยยี่สิบสี่ปี ของพี่เกด ยืนกอดอกพิงราวระเบียงไม้สักทองอยู่อย่างเงียบเชียบ!


    ใบหน้ารูปไข่ที่ถอดแบบความงดงามล้ำค่ามาจากพี่เกดอย่างไม่ผิดเพชร กำลังก้มลงมองมายังผมและพี่เกดที่อยู่บนบันได นัยน์ตาคู่คมกริบดุจพญาเหยี่ยวของนิชาทอดมองลงมาด้วยความเรียบเย็น คมกาจ และทรงอำนาจดุจเครื่องสแกนจับผิดที่สามารถมองทะลุผ่านทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างน่าสะพรึงกลัว! 


    มุมปากเรียวสวยของลูกสาวคนโตยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย... เป็นรอยยิ้มที่มีเลศนัย ลึกล้ำ และแฝงไว้ด้วยความเหยียดเยาะอันชวนให้ขนหัวลุก สายตาของนิชาจับจ้องเน้นย้ำไปที่ร่องรอยความผิดปกติบนเรือนร่างของแม่แท้ๆ ของเธอ ท่าทางการซุกอกผมด้วยความละอายใจ และแฟ้มเอกสารในมือของพี่เกดอย่างไม่คลาดสายตาแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว!


    ดวงตาของพี่เกดประสานเข้ากับสายตาอันแหลมคมของนิชาอย่างจัง ความหวาดหวั่นสะพรึงกลัวพุ่งขึ้นจับขั้วหัวใจของพี่เกดในทันที เธอรีบเบือนหน้าหนีและซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่ของผมอีกครั้งด้วยอาการเกร็งสั่น


    ผมรู้สึกอึดอัดใจและบรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แม้ผมจะยังไม่เข้าใจความหมายใต้รอยยิ้มอันน่ากลัวนั้นของนิชา แต่สายตาดุจเครื่องสแกนที่จับจ้องลงมานั้น มันทำให้ผมรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย...


    ผมโอบประคองพี่เกดเดินผ่านโถงทางเดินชั้นบนเข้าสู่ห้องนอนใหญ่ส่วนตัวของเราอย่างระมัดระวัง นิชาได้ลับหายไปจากมุมมืดนั้นแล้ว แต่ความรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังยังคงติดตามผมเข้ามาในห้องนอน


    ภายในห้องนอนใหญ่ บรรยากาศเงียบสงบและอบอุ่น สายลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศพัดผ่านแผ่วเบา ผมประคองร่างอันเหนื่อยล้าของพี่เกดให้นั่งลงบนขอบเตียงนอนขนาดใหญ่กว้างขวาง 


    พี่เกดนั่งทอดถอนหายใจยาว สองมือยังคงกุมแฟ้มเอกสารเงินกู้ไว้แน่น ดวงตาคู่สวยฉายแววความล้าและความสับสนอย่างหนัก ผมคุกเข่าทรุดตัวลงนั่งยองๆ ต่อหน้าเธอ บรรจงถอดรองเท้าส้นสูงหนังแก้วคู่สวยออกจากเท้าเรียวเนียนนุ่มของเธออย่างเบามือและทะนุถนอม


    "พี่เกดครับ... ถอดรองเท้าก่อนนะครับ จะได้สบายตัวขึ้น" ผมส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้เธอ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปช่วยแกะกระดุมเสื้อทำงานผ้าไหมสีครีมอ่อนของเธอทีละเม็ด ตั้งแต่เม็ดบนสุดใกล้ลำคอระหง เพื่อให้เธอหายใจได้สะดวกขึ้น


    ทว่า ทันทีที่นิ้วมือของผมสัมผัสโดนกระดุมเสื้อทำงาน พี่เกดก็สะดุ้งตัวเบาๆ ด้วยความประหม่าอย่างเห็นได้ชัด! มือเรียวของเธอรีบยกขึ้นมากุมขอบเสื้อทำงานไว้หลวมๆ ใบหน้าหวานเอียงหลบสายตาของผมไปทางอื่น แก้มเนียนซับสีเลือดฝาดอย่างประหลาด น้ำเสียงของเธอสั่นเครือยามเอ่ยปาก "ภะ...ภัทรจ้ะ ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวพี่... เดี๋ยวพี่จัดการเองได้จ้ะ"


    ผมชะงักมือเล็กน้อย มองดูท่าทีเขินอายและประหม่าของภรรยาด้วยความเอ็นดูและซื่อสัตย์ ในความคิดของผม ผมคิดเพียงว่าพี่เกดคงกำลังเหน็ดเหนื่อยจนไม่อยากให้ผมต้องลำบากดูแล หรืออาจจะเขินอายตามประสาผู้หญิงที่ไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้สามีหนุ่มเห็น


    "งั้นพี่เกดพักผ่อนก่อนนะครับ เดี๋ยวภัทรช่วยวางเอกสารไว้ให้ตรงนี้" 


    ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางยื่นมือไปรับแฟ้มเอกสารเงินกู้มาจากมือของพี่เกด ซึ่งเธอก็ยอมปล่อยมือส่งมอบให้ผมแต่โดยดี พี่เกดเอนกายลงนอนตะแคงบนเตียงนอนขนาดใหญ่อย่างหมดแรง เธอดึงหมอนหนุนเข้าหาตัวและหลับตาลงด้วยความล้าทั้งกายและใจ


    ผมเดินนำแฟ้มเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะทำงานข้างเตียงอย่างเป็นระเบียบ ทว่าในขณะที่กำลังจัดวาง สายตาของผมก็แวบไปเห็นหัวข้อเอกสารสำคัญที่โผล่พ้นขอบแฟ้มออกมา... 


    *'สัญญาอนุมัติวงเงินกู้ยืมและข้อตกลงร่วมทุนค้ำประกัน'* 


    ตราประทับสีแดงสดและตัวเลขวงเงินอนุมัติมหาศาลระดับหลายร้อยล้านบาท ปรากฏเด่นชัดอยู่บนหน้าแรกของเอกสาร!


    หัวใจของผมพองโตด้วยความดีใจและความตื่นเต้นอย่างที่สุด! ผมมองดูตัวเลขอันมหาศาลนั้นด้วยความทึ่งและภาคภูมิใจในตัวภรรยาเป็นอย่างยิ่ง 


    *'พี่เกดทำสำเร็จแล้วจริงๆ... วงเงินกู้ก้อนโตขนาดนี้ สถาบันการเงินอนุมัติให้เธอแล้ว บริษัทของครอบครัวเราจะต้องรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน!'* ผมคิดในใจด้วยความสุขและบริสุทธิ์ใจเต็มร้อย โดยไม่เคยเฉลียวใจเลยแม้แต่น้อยว่า วงเงินกู้มหาศาลในสถานการณ์อันสุ่มเสี่ยงเช่นนี้ หากไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขและพันธะสัญญาแลกเปลี่ยนอันตราย ย่อมไม่มีสถาบันการเงินหรือนายทุนคนใดกล้าเสี่ยงปล่อยกู้ให้แก่บริษัทที่กำลังจะล้มละลาย!


    ผมหันกลับไปมองร่างของพี่เกดบนเตียงนอนใหญ่ เธอหลับสนิทไปแล้วด้วยความเหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว ลมหายใจเข้าออกผูกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ใบหน้าระทมทวนยามหลับของเธอยังคงมีร่องรอยของความทุกข์ระทมและคราบน้ำตาบางๆ ทิ้งไว้


    ผมเดินกลับไปที่ข้างเตียง ยิ้มออกมาด้วยความรักและความสงสารจับใจ ผมเอื้อมมือไปปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้พอเหมาะ ก่อนจะหยิบผ้าแพรนุ่มผืนหนาขึ้นมาคลี่ห่มคลุมเรือนร่างระหงของเธอตั้งแต่ช่วงอกลงไปถึงปลายเท้าอย่างเบามือที่สุด


    ผมก้มลงประทับจูบแผ่วเบาบนหน้าผากเนียนของพี่เกด กระซิบข้างหูเธอเบาๆ "พักผ่อนนะคนดีของภัทร... พี่เกดทำดีที่สุดแล้วครับ"


    เมื่อเห็นภรรยาหลับสนิทแล้ว ผมจึงตัดสินใจเดินออกจากห้องนอนใหญ่ เพื่อลงไปรักษามารยาทนำน้ำดื่มอุ่นๆ ขึ้นมาเตรียมไว้ให้เธอยามตื่น และตั้งใจจะกลับไปเคลียร์งานระบบไอทีต่อในห้องทำงาน


    ผมค่อยๆ ดันบานประตูไม้สักของห้องนอนใหญ่ให้ปิดลงอย่างเบามือที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังรบกวนการนอนหลับของพี่เกด 


    ทางเดินโถงชั้นบนยามนี้ตกอยู่ในความมืดสลัวและเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟกิ่งสีส้มอ่อนที่ติดอยู่ตามมุมผนังคอยให้แสงสว่างแผ่วเบา บรรยากาศรอบกายเงียบเชียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง


    ทว่า ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังบันไดเพื่อลงไปชั้นล่าง...


    หมับ!


    ยามนั้นเอง เงาร่างเพรียวระหงร่างหนึ่งก็ก้าวพรวดออกมาจากมุมมืดสลัวหน้าโถงทางเดิน ดักหน้าผมไว้ในระยะประชิดอย่างกะทันหัน!


    "เฮือก!" 


    ผมสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ อกข้างซ้ายกระตุกโพล่ง ร่างกายเกร็งสะท้านไปทั้งตัว เมื่อพบว่าคนที่ยืนดักทางผมอยู่นั้นคือ **นิชา**!


    นิชาอยู่ในชุดเสื้อยืดแขนสั้นแนบเนื้อสีดำกับกางเกงขาสั้น เผยให้เห็นเรือนร่างเพรียวระหง อกอิ่มดุนดัน และเรียวขาสวยงามเนียนลื่น ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมต้องรู้สึกกดดันจนลมหายใจติดขัด ไม่ใช่เรือนร่างอันทรงเสน่ห์ของเธอ... หากแต่เป็นใบหน้ารูปไข่แสนคมคายและดวงตาคู่โตคมกริบที่กำลังจับจ้องมองผมด้วยรอยยิ้มเหนือกว่า!


    "ชูว์..." 


    นิชายกนิ้วชี้เรียวยาวของเธอขึ้นมาแตะที่ริมฝีปากนุ่มสีชมพูระหงของตัวเอง ส่งสัญญาณสั่งให้ผมเงียบเสียงลง นัยน์ตาคู่คมวาววับในความมืดสลัว บีบบังคับกดดันจนผมไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา


    "นั้...นิชา..." ผมกระซิบเสียงแผ่ว พยายามทำใจดีสู้เสือ "ทำไมยังไม่นอนอีกครับ? ออกมารออะไรตรงนี้..."


    นิชายิ้มเยาะที่มุมปาก ก้าวเท้าเดินเข้ามาประชิดตัวผมอีกหนึ่งก้าว จนผมต้องก้าวถอยหลังไปชิดติดกับผนังโถงทางเดิน นิชายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมเย้ายวนประจำตัวของเธอพุ่งเข้าปะทะประสาทรับกลิ่นของผมอย่างจัง 


    "ฉันไม่ได้ออกมาเดินเล่นหรอกนะคะพี่ภัทร..." นิชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่ทรงอำนาจและความเด็ดขาด ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดผิวแก้มของผม "แต่ฉันออกมารอต้อนรับ 'คุณแม่ที่รัก' ที่เพิ่งกลับมาจากไปทำ 'งานใหญ่' ต่างหากล่ะคะ..."


    "งานใหญ่?... หมายถึงเรื่องการเจรจาขอเงินกู้กอบกู้บริษัทใช่ไหม?" ผมถามด้วยความบริสุทธิ์ใจ "พี่เกดเก่งมากเลยนะนิชา เอกสารเงินกู้ก้อนใหญ่ผ่านการอนุมัติแล้ว บริษัทของเรา..."


    "หึๆๆ..." เสียงหัวเราะในลำคอของนิชาดังขึ้นตัดบทผมอย่างชาเย็น ดวงตาของเธอฉายแววเหยียดเยาะและสมเพชในความไร้เดียงสาของผมอย่างเด่นชัด "พี่ภัทรเนี่ย... ช่างเป็นสามีที่แสนดีและงี่เง่าซื่อบื้อจริงๆ เลยนะคะ! เชื่อสิ่งที่เห็นแค่นั้นจริงๆ หรือ?"


    ผมขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจและเริ่มรู้สึกตึงเครียด "นิชาหมายความว่ายังไง? พี่เกดเหนื่อยมากนะวันนี้..."


    "เหนื่อย? ใช่ค่ะ... แม่เหนื่อยแน่ๆ แต่ไม่ได้เหนื่อยจากการนั่งประชุมเจรจาธุรกิจหรอกนะคะ" นิชายิ้มหยิ่งยโส สายตาคมกริบดุจเครื่องสแกนบีบกดดันผมอย่างหนัก ก่อนที่เธอจะเริ่มพรรณนา "ผลการตรวจจับผิด" ด้วยสายตาและสัญชาตญาณอันชาญฉลาดและน่าสะพรึงกลัวทีละข้ออย่างไหลลื่น:


    "ข้อที่หนึ่ง... พี่ภัทรสังเกตเสื้อผ้ากับทรงผมของแม่บ้างหรือเปล่าคะ?" นิชาเอ่ยพลางยื่นหน้าเข้ามาประชิดขึ้นอีกนิด "กระดุมเสื้อทำงานผ้าไหมของแม่ แม้จะติดเรียบร้อยดี... แต่รอยย่นยับตรงสาบเสื้อ รอยพับย่นรวบรัดบนกระโปรงทรงสอบนั่น มันไม่ใช่รอยยับจากการนั่งเก้าอี้ทำงานธรรมดาแน่นอน! แล้วทรงผมรวบที่ดูใหม่นั่นอีก... ปอยผมหลุดลุ่ยข้างหู รอยรวบที่รีบร้อน... แม่เพิ่งจะติดกระดุมและรวบผมใหม่ก่อนจะลงมาจากรถไม่กี่นาทีแน่ๆ!"


    หัวใจของผมเริ่มเต้นระทึกด้วยความปั่นป่วน "นิชา... มันอาจจะเป็นแค่..."


    "ข้อที่สอง... เรื่องกลิ่นกาย!" นิชาพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเฉียบคม นัยน์ตาวาวกริบ "กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของแม่น่ะ ฉันจำได้แม่นยำ แต่วันนี้... กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของแม่ กลับมีกลิ่นน้ำหอมฉุนดุดัน ทรงอำนาจและเย่อหยิ่งของผู้ชายวัยกลางคนปะปนอยู่เข้มข้นอย่างปิดไม่มิด! กลิ่นนั้นมันซึมลึกติดอยู่ตามสาบเสื้อ ตามซอกคอ และตามเรือนร่างของแม่... กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฉูดฉาดแบบนั้น พี่ภัทรคิดว่ามันเป็นของใครล่ะคะ?"


    คำพูดของนิชาเปรียบเสมือนเข็มเล่มคมที่ทิ่มแทงเข้ากลางหัวใจของผม! ผมเริ่มรู้สึกหน้าซีดและเหงื่อซึมตามไรผม ความสงสัยและลางสังหรณ์เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจอย่างไม่อาจห้ามได้


    "ข้อที่สาม... พฤติกรรมของแม่ยามกลับมาถึงคฤหาสน์" นิชาเปรยวิเคราะห์ต่ออย่างเยือกเย็น "อาการมือสั่นสะท้าน ดวงตาที่สับสนหลบสายตา ความละอายใจอย่างหนักยามโผเข้ากอดพี่ภัทร... แม่ไม่ได้กอดพี่ภัทรเพราะคิดถึงหรือตื้นตันใจหรอกค่ะ แต่แม่กำลังใช้แผ่นอกของพี่ภัทรเป็นที่ซุกซ่อนคราบน้ำตาและตราบาปในใจต่างหาก!"


    "และข้อที่สี่... ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด!" นิชาใช้นิ้วมือเรียวยาวจิ้มลงบนแผ่นอกของผมเบาๆ แต่เน้นย้ำหนักแน่น "เรื่องแฟ้มเอกสารเงินกู้หลายร้อยล้านนั่น! พี่ภัทรคิดจริงๆ หรือคะว่า ในสถานการณ์ที่บริษัทของเรากำลังจะล้มละลาย ทรัพย์สินค้ำประกันก็แทบไม่เหลือ... จะมีนายทุนหรือสถาบันการเงินที่ไหนบ้าพอจะปล่อยเงินกู้ก้อนโตขนาดนั้นให้แม่?"


    นิชาเว้นจังหวะ ยิ้มมุมปากอย่างผู้กุมชัยชนะและคลุมเกมทั้งหมดไว้ในมือ ก่อนจะกระซิบคำตอบอันน่าสะพรึงกลัวออกมาที่ข้างหูของผม:


    "นอกจาก... **คุณกิตติธัช** อดีตสามีมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล... และเป็น **พ่อแท้ๆ ของฉัน** คนเดียวเท่านั้น!"



    ความเงียบสงัดตกปกคลุมโถงทางเดินชั้นบนในทันที! คำพูดของนิชาเปรียบเสมือนอสนีบาตที่ฟาดลงมากลางศีรษะของผมจนชาโพล่กไปทั้งร่าง!


    กิตติธัช... อดีตสามีมหาเศรษฐีของพี่เกด พ่อแท้ๆ ของนิชา


    สมองของผมพยายามประมวลผลอย่างหนักด้วยความตกตะลึงและสับสน ร่างกายของผมตัวเกร็งสั่น หัวใจสูบฉีดเลือดฉีดแรงด้วยความเจ็บปวดและห่วงใยพี่เกดอย่างที่สุด ภาพของพี่เกดที่กลับมาพร้อมความสั่นเทา กลิ่นน้ำหอมแปลกปลอม รอยย่นบนเสื้อผ้า และเอกสารเงินกู้ก้อนโต... ทุกอย่างมันเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างสมบูรณ์แบบจนผมไม่อาจโต้แย้งได้เลยแม้แต่น้อย!


    พี่เกด... เพิ่งจะกลับมาจากห้องชุดหรูชั้นบนสุด และผ่านกิจกรรมอันเร่าร้อนละเมิดบนเตียงนอนของกิตติธัชมาสดๆ ร้อนๆ เพื่อแลกกับเอกสารเงินกู้กอบกู้บริษัท!


    "มะ...ไม่จริง..." ผมพยายามฝืนเอ่ยปาก ปฏิเสธด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพื่อปกป้องเกียรติของภรรยา "พี่เกด... พี่เกดไม่มีวันทำแบบนั้น... นิชาอย่ามากล่าวหาแม่ตัวเองนะ!"


    "หึ... จะยอมรับหรือไม่ยอมรับ มันก็คือความจริงค่ะพี่ภัทร" นิชายิ้มเยาะอย่างเหนือกว่า เธอก้าวขยับเข้าไปประชิดตัวผมจนเรือนร่างนุ่มนวลแนบชิดกับแผ่นอกของผม 


    นิชายกมือเรียวสวยขึ้นมา ใช้นิ้วมือลากกรีดผ่านแผ่นอกกว้างของผมอย่างเบามือ ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงบีบคั้นและกดดันอันทรงพลัง ความรู้สึกวูบวาบและตึงเครียดพุ่งผ่านร่างของผมจนต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก


    "ฉันรู้ดีค่ะว่าแม่แอบไปทำข้อตกลงลับพลีกายอะไรไว้กับพ่อ..." นิชากระซิบด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยแต่น่ากลัว "และพี่ภัทรก็รู้ใช่ไหมคะ... ว่าฉันกุมความลับอะไรไว้บ้าง?"


    ดวงตาคมกริบของนิชาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมอย่างบีบบังคับ "ฉันกุมทั้งความลับเรื่องที่แม่แอบไปนอนกับพ่อ... และฉันก็กุมความลับเรื่อง **'พันธะสัญญาเดิมพัน'** ระหว่างพี่ภัทรกับตัวฉันเอาไว้ในมือด้วย!"


    ผมรู้สึกเหมือนลมหายใจถูกหยุดกัก นิชาขู่ผมอย่างเฉียบคมโดยไม่ต้องใช้คำหยาบคายแม้แต่คำเดียว แต่ทรงพลังบีบบังคับจนผมตกเป็นเบี้ยล่างอย่างสมบูรณ์!


    "ถ้าฉันเอากล่องความลับพวกนี้ไปเปิดโปง... หรือถ้าฉันพูดความจริงทั้งหมดออกไปตอนนี้..." นิชาใช้นิ้วเคาะแผ่นอกผมเบาๆ ตามจังหวะคำพูด "คฤหาสน์หลังนี้... ครอบครัวที่แสนอบอุ่นของพี่ภัทร... จะต้องแตกสลายระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ในทันที! และแม่ที่พี่ภัทรรักนักรักหนา... ก็จะต้องแตกสลายบอบช้ำไปตลอดชีวิต!"


    "นิชา... อย่าทำแบบนั้นนะ..." ผมเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า หัวใจตกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ผมไม่กล้าคิดเลยว่าหากพี่เกดรู้ว่าความลับถูกเปิดโปง หรือหากคฤหาสน์นี้ต้องพังทลายลง พี่เกดจะเป็นอย่างไร "ขอร้องล่ะ... นิชาต้องการอะไร?"


    เมื่อได้ยินคำถามนั้น นิชาก็จุดรอยยิ้มพรายทรงเสน่ห์แต่อันตรายอย่างที่สุดขึ้นบนใบหน้ารูปไข่ นัยน์ตาของเธอฉายแววผู้กุมชัยชนะอย่างสมบูรณ์แบบ


    "ฉันต้องการให้พี่ภัทร... ว่าว่าง่ายและปฏิบัติตามคำสั่งของฉันค่ะ" นิชาเอ่ยช้าๆ ละเลียดคำพูด "การละเล่นลองใจยั่วเย้าที่ผ่านๆ มาในคืนก่อนๆ นอกสถานที่หรือในบ้าน... มันเป็นแค่การทดลองเพื่อดูว่าพี่ภัทรซื่อสัตย์และว่าง่ายแค่ไหนเท่านั้นเอง..."


    นิชายื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ชิดข้างหูของผม จนลมหายใจร้อนผ่าวของเธอเป่ารดใบหูและซอกคอของผมจนขนลุกซู่


    "แต่ใน **คืนพรุ่งนี้**..." นิชากระซิบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง "มันคือ **'กระดานเดิมพันตัวจริง'** ที่ฉันจะจัดขึ้น! ฉันจะเรียกร้องเดิมพันก้อนโตจากพี่ภัทร... เดิมพันที่พี่ภัทรไม่อาจปฏิเสธได้! พรุ่งนี้ตอนเที่ยงคืน... หลังจากทุกคนหลับหมดแล้ว ให้พี่ภัทรไปรอฉันที่ห้องทำงานส่วนตัว..."


    "นิชา... แต่พี่..."


    "ไม่มีแต่ค่ะ!" นิชาพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ นิ้วมือของเธอกดลงบนริมฝีปากของผมเป็นการปิดปาก "ถ้าพี่ภัทรปฏิเสธ... หรือคิดจะตลบแตลง... ความลับทั้งหมดจะถูกเปิดโปงทันทีในวันรุ่งขึ้น! เลือกเอานะคะว่าจะยอมมาเล่นในกระดานเดิมพันจริงของฉัน... หรือจะยอมเห็นแม่แตกสลายและคฤหาสน์นี้ระเบิดเป็นเสี่ยงๆ!"


    ผมกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตกเป็นเบี้ยล่างอย่างสมบูรณ์แบบไร้ทางดิ้นหลุด! ความหวาดกลัวต่อผลกระทบที่จะเกิดกับพี่เกด และความบีบคั้นจากพันธะสัญญานิชา บังคับให้ผมทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับคำสั่งของเธออย่างจำใจ...


    "ดีมากค่ะ... เด็กดีของนิชา" นิชายิ้มหวานอย่างพึงพอใจ เธอกดจูบแผ่วเบาบนแก้มของผมเป็นการตีตราจอง ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินอย่างผ่าเผยและเงียบเชียบ หายลับเข้าห้องนอนส่วนตัวของเธอไป ทิ้งให้ผมยืนตัวเกร็งสั่นอยู่กลางความมืดสลัวของโถงทางเดินเพียงลำพัง



    ผมก้าวเท้าเดินกลับเข้าสู่ห้องนอนใหญ่ส่วนตัวด้วยจิตใจที่หนักอึ้งดุจมีภูเขาขนาดใหญ่กดทับไว้ในอก สองขาของผมอ่อนแรงจนแทบจะพยุงร่างไว้ไม่ไหว


    ภายในห้องนอนยังคงเงียบสงบ พี่เกดยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอนใหญ่ ผมค่อยๆ ก้าวขึ้นไปบนเตียง ทอดตัวลงนอนตะแคงข้างๆ เธอ สวมกอดรวบเรือนร่างอันนุ่มนวลและสั่นเทาของพี่เกดไว้ในวงแขนอย่างแนบแน่น


    พี่เกดขยับกายเข้าหาอ้อมกอดของผมตามสัญชาตญาณยามหลับ ซบใบหน้าลงกับแผ่นอกของผมอีกครั้ง ผมลูบเรือนผมสลวยของเธอเบาๆ ด้วยความรัก ความสงสาร และความขมขื่นใจอย่างที่สุด


    *'พี่เกดครับ... พี่เกดต้องผ่านอะไรมาบ้างในวันนี้... ทำไมพี่เกดต้องยอมแบกรับตราบาปและความทุกข์ทรมานขนาดนี้ไว้คนเดียว...'* ผมคิดในใจพร้อมกับหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ซึมขึ้นตามใบหน้าและแผ่นหลัง


    ความจริงอันแสนเจ็บปวดเรื่องพี่เกดกับกิตติธัช วนเวียนกัดกินหัวใจของผมจนปวดรวดร้าว ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงยิ่งกว่า คือคำขู่และคำสั่งใน **"กระดานเดิมพันตัวจริง"** ของนิชาที่จะเกิดขึ้นในคืนพรุ่งนี้!


    ผมทอดสายตามองผ่านความมืดมิดภายในห้อง ไปยังนาฬิกาเรืองแสงบนโต๊ะข้างเตียง... หน้าปัดแสดงตัวเลขสีแดงส่องสว่างบอกเวลาเที่ยงคืนสี่สิบห้านาที 


    ตัวเลขสีแดงที่กะพริบอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เปรียบเสมือนเวลาถอยหลังสู่วิกฤตและเกมเดิมพันอันตรายที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น หัวใจของผมปั่นป่วน อึดอัด และดิ้นรนอยู่ในความสับสนอย่างไม่อาจหลับตาลงได้เลยตลอดทั้งคืน...


    พรุ่งนี้คืนเที่ยงคืน... กระดานเดิมพันตัวจริงของนิชากำลังรอผมอยู่ และผมก็ไม่อาจหลีกหนีมันได้อีกต่อไปแล้ว!


    คล้ายกับเรื่องลูกสาวแม่หม้ายที่รัก ที่คุณอ่าน