แสงอรุณแรกของวันส่องลอดผ่านยอดเขาสูงตระหง่าน สาดแสงลงมาบนหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาลึก ควันไฟจากปล่องเรือนชาวบ้านลอยขึ้นอย่างบางเบา บ่งบอกถึงการเริ่มต้นวันใหม่ที่แสนสงบสุข
หมู่บ้านนี้มีเพียงไม่กี่สิบครัวเรือน ผู้คนต่างทำไร่ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และพึ่งพิงซึ่งกันและกัน
ท่ามกลางเสียงไก่ขันและเสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่น มีเด็กชายผู้หนึ่งยืนอยู่ริมลำธาร เขามีดวงตาแจ่มใสเป็ประกาย ร่างกายแม้ยังเล็กแต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เขาคือ มู่เฉิน เด็กกำพร้าพ่อ ผู้เติบโตขึ้นมาโดยมีเพียงมารดาและญาติคอยเลี้ยงดู มีชีวิตเรียบง่าย
“เฉินเอ๋อร์ เ้าจะมัวเหม่ออยู่ริมลำธารไปถึงเมื่อไร มาช่วยแม่เก็บผักสิลูก” เสียงอบอุ่นของมารดาดังขึ้นจากลานบ้าน
มู่เฉินรีบหันกลับมา ดวงตาเปล่งประกาย “ครับท่านแม่!”
เขาวิ่งกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะช่วยมารดาจัดเตรียมของกินสำหรับทั้งวัน แม้ชีวิตจะไม่หรูหรา แต่รอยยิ้มของแม่ก็ทำให้หัวใจของเด็กชายอบอุ่นเสมอ
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้หมู่บ้านเล็กแห่งนี้แตกต่างจากหมู่บ้านอื่น คือการมีอยู่ของ ชายชราลึกลับ ผู้หนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าเขามาจากที่ใด หรือเคยเป็ใครมาก่อน แต่ชาวบ้านต่างเคารพนับถือ เพราะชายชรามักสอนวิชาอักษรและพื้นฐานการป้องกันตัวแก่เด็ก ๆ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
วันนี้เช่นกัน ที่ลานกว้างหน้าศาลาเล็ก ๆ เด็ก ๆ หลายคนรวมตัวกันนั่งเรียงเป็แถว หัวเราะคิกคักรอชายชรา มู่เฉินเองก็รีบมาถึงด้วยความตื่นเต้น
“อืม… วันนี้เราจะท่องอักษรสิบตัวแรกให้คล่อง แล้วค่อยฝึกท่วงท่ายุทธ์ที่ข้าเคยสอนเมื่อวาน”
เสียงทุ้มแหบของชายชราดังขึ้น ขณะก้าวออกมาพร้อมไม้เท้าในมือ ดวงตาล้ำลึกของเขากวาดมองเด็ก ๆ ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจได้
มู่เฉินนั่งตัวตรงที่สุด หัวใจเต้นแรง เขารู้ดีว่าเวลาที่ได้เรียนกับชายชรามีค่ามากเพียงใด ทุกคำสอน ทุกท่วงท่า เขาจำและฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อการสอนสิ้นสุดลง เด็ก ๆ ทยอยกลับบ้านไปทีละคน เหลือเพียงมู่เฉินที่ยังไม่ยอมลุก ชายชราหันมามองแล้วหัวเราะเบา ๆ
“เหตุใดเ้ายังไม่กลับเล่า เด็กน้อย?”
มู่เฉินกัดฟันแน่น ก่อนตอบด้วยความจริงใจ “ข้าอยากแข็งแกร่งกว่านี้ อยากออกไปเห็นโลกภายนอก… ไม่อยากเป็เพียงเด็กน้อยอุดอู้ในหุบเขา”
ดวงตาของชายชราสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับนึกถึงอดีตอันไกลโพ้น เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของมู่เฉินเบา ๆ
“ความฝันของเ้าช่างยิ่งใหญ่… หากเ้ามีความเพียรสักครึ่งหนึ่งของความมุ่งมั่น วันนี้ที่เ้าพูดอาจไม่ใช่เพียงความฝันอีกต่อไป”
คำพูดนั้นแฝงด้วยน้ำหนักที่ทำให้มู่เฉินจดจำไปตลอดชีวิต…
ค่ำคืนนั้น แสงจันทร์ทาบทอลงบนหมู่บ้านเล็ก ๆ มู่เฉินนอนมองท้องฟ้าในใจมีเพียงความตั้งใจหนึ่งเดียว
วันหนึ่ง เขาจะต้องออกไปจากที่แห่งนี้ และพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าเด็กชายจากหมู่บ้านหุบเขาก็สามารถก้าวเดินสู่เส้นทางแห่งผู้กล้าได้เช่นกันถึงแม้มู่เฉินแทบไม่เคยออกไปนอกหุบเขา แต่เื่เล่าจากชายชราล้วนผลักดันความฝันอันยิ่งใหญ่ที่อยู่เื้ัหุบเขา
กาลเวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน ฤดูร้อนผันเปลี่ยนเป็ฤดูหนาว เด็กน้อยแห่งหมู่บ้านเล็กก็เติบโตขึ้นตามกาลเวลา
เจ็ดปีต่อมา มู่เฉินมิใช่เด็กชายตัวเล็กเช่นวันวานอีกต่อไป ร่างกายสูงโปร่ง แข็งแรงกว่าคนวัยเดียวกัน เพราะฝีมือยุทธ์พื้นฐานที่ฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เขาคล่องแคล่วปราดเปรียวเหนือกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายเท่า
แต่แล้ววันหนึ่ง… โชคชะตาก็ได้นำพาเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดมาสู่หมู่บ้านเล็กแห่งนี้
ชายชราผู้คอยสั่งสอนเด็ก ๆ ล้มป่วยลง ร่างกายอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ แม้ชาวบ้านจะพยายามหายามารักษา แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความโรยราของกาลเวลาได้
มู่เฉินเฝ้าอยู่ข้างกายด้วยความทุกข์ใจ ดวงตาที่เคยสดใสกลับหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
คืนหนึ่งท่ามกลางแสงจันทร์ ชายชรากุมมือของมู่เฉินไว้แน่น เสียงพร่าดังขึ้นแ่เบา
“เฉินเอ๋อร์… ชีวิตข้าคงถึงปลายทางแล้ว สิ่งที่ข้ามอบให้เ้า ไม่ใช่เพียงวิชาอ่านเขียนหรือท่วงท่ายุทธ์ หากแต่เป็หนทางให้เ้าก้าวสู่โลกภายนอก”
มู่เฉินกัดฟัน น้ำตาเอ่อคลอ “อาจารย์! ข้ายังอยากเรียนรู้จากท่านอีกมาก ท่านยังจะจากไปไม่ได้…”
ชายชราส่ายหน้าแ่เบา แววตาล้ำลึกฉายประกายคล้ายจะฝากฝังบางสิ่ง “จงจำไว้… โลกกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก เมืองเฮยซานมีสำนักทั้งสี่คือประตูสู่เส้นทางนั้น หากเ้ามีโอกาส… ก็จงไป”
หลังสิ้นคำสั่งเสีย ชายชราก็จากไปอย่างสงบ
หลังพิธีศพอันเรียบง่ายผ่านพ้นไป หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความโศกเศร้า เด็ก ๆ ที่เคยเรียนรู้ต่างร่ำไห้กันถ้วนหน้า แต่สำหรับมู่เฉิน ความเ็ปกลับกลายเป็ประกายไฟแห่งความตั้งใจ
หลายวันต่อมา เขาตัดสินใจแน่วแน่จะออกเดินทางสู่เมืองเฮยซานเพื่อคัดเลือกเข้าสำนักใหญ่
เช้าวันออกเดินทาง มู่เฉินสะพายห่อผ้าเล็ก ๆ มีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุดและข้าวของเล็กน้อย มารดายืนอยู่หน้าบ้าน ดวงตาชุ่มด้วยน้ำตา แต่ฝืนยิ้มเพื่อไม่ให้ลูกชายหวั่นไหว
“เฉินเอ๋อร์… เ้าต้องดูแลตนเองให้ดี หากเหนื่อยก็พัก หากล้มก็ลุกขึ้นใหม่ แม่ไม่อาจไปกับเ้า แต่หัวใจของแม่จะอยู่กับเ้าไปทุกที่”
มู่เฉินก้มลงคำนับมารดาสามครั้งเต็มแรง น้ำตาไหลพรากอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากหมู่บ้านโดยไม่หันกลับมาอีก เพราะเขารู้ดีว่าหากหันกลับไป ภาพที่เห็นอาจจะทำให้ความมุ่งมั่นของเขาไขว้เขวก็เป็ได้
เส้นทางสู่เมืองเฮยซานมิได้ราบรื่น เส้นทางูเาขรุขระเต็มไปด้วยอันตราย บางครั้งต้องนอนกลางป่า เพราะหมู่บ้านเล็กๆบางครั้งก็ห่างกันมาก แต่ทุกก้าวที่ผ่านไป หัวใจของมู่เฉินกลับยิ่งแน่วแน่
กระทั่งหลายวันต่อมา เขาก็ได้ยืนอยู่บนเชิงเขา มองเห็นเมืองใหญ่เฮยซานตระหง่านอยู่ไกล ๆ กำแพงสูงตระหง่าน ผู้คนพลุกพล่าน เสียงเกวียนและเสียงม้า เสียงพ่อค้าเร่ร้องขายของ ทั้งหมดล้วนแตกต่างจากความเงียบสงบในหมู่บ้านหุบเขาโดยสิ้นเชิง
มู่เฉินกำหมัดแน่น แววตาเปล่งประกาย
“อาจารย์… ท่านแม่… ข้าจะไม่ทำให้ท่านทั้งสองผิดหวัง!”