จวินหลิงจางเสวียนวางร่างเล็กของบุตรชายที่หมดสติไป เนื่องจากถูกพิษไข้โจมตีลงบนเตียงกว้างของตัวเองอย่างเบามือที่สุด จากนั้นก็หลีกทางให้นางกำนัลและผู้ช่วยหมอหลวงเข้าไปช่วยเช็ดตัวให้บุตรชายคนเล็กของตัวเอง
ไม่ลืมย้ำกับขันทีข้างกาย ว่าอย่าให้เื่อาการป่วยของบุตรชายไปถึงหูของเสียนเฟย ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายอาจเป็กังวลจนส่งผลต่อสุขภาพได้
สองมือหนาที่สั่นระริกกำแน่น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวลจ้องมองลูกชายของตัวเองที่ตอนนี้เริ่มมีใบหน้าแดงก่ำจากความร้อนในตัวที่พุ่งสูงกว่าเดิม
ยามนางกำนัลถอดเสื้อผ้าของลูกชายเผื่อเช็ดตัวลดไข้และผลัดเปลี่ยนเป็ชุดใหม่ เขาก็ได้เห็นว่าภายใต้เสื้อผ้าที่สวมใส่ เสี่ยวชุนมีร่างกายที่ผอมมากราวกับมีเพียงเนื้อหุ้มกระดูกอย่างน่าใ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายตัวเบาเกินไป
จวินหลิงจางเสวียนย้อนความทรงจำของตัวเองว่าครั้งล่าสุดที่เขาอุ้มบุตรชายคนนี้คือตอนที่อีกฝ่ายอายุกี่ปี
และเขาก็ได้คำตอบทันที ว่ครั้งสุดท้ายที่อุ้มคือยามที่อีกฝ่ายอายุ 5 ปี
หัวอกของคนเป็บิดารู้สึกปวดใจ เขาบกพร่องต่อหน้าที่ของตัวเองและใส่ใจลูกชายคนนี้น้อยเกินไป แม้ว่าเขาจะดูแลเื่หมอและคนรับใช้รอบกายอย่างเต็มที่ และไปเยี่ยมอีกฝ่ายเพื่อสอบถามอาการและความเป็อยู่ในแต่ละเดือน
ทว่าเขาไม่ได้เติมเต็มความรักของคนเป็พ่อให้กับลูกชายคนนี้เท่ากับลูกชายคนอื่นเสียด้วยซ้ำ
เนื่องด้วยคิดว่าอีกฝ่ายมีร่างกายไม่แข็งแรง การพักผ่อนเยอะๆ เป็สิ่งที่ดีที่สุด จะดีกว่าถ้าเขาไม่ไปรบกวนอีกฝ่ายบ่อยๆ
แต่ในขณะเดียวกัน ลูกชายอีกสี่คนที่เหลือของเขาได้เข้าใช้เวลากับผู้เป็พ่อทุกวัน ทั้งออกว่าราชการ พูดคุยกับเหล่าขุนนางกรมต่างๆ เพื่อจัดการปัญหาให้ประชาชนในแคว้น หรือแม้กระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนที่เขาไปขี่ม้ากับลูกชายคนอื่นๆ
จวินหลิงจางเสวียนรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็บิดาใจร้าย ที่ผลักไสบุตรคนนี้ออกจากสายตาของตัวเองโดยเอาเหตุผลเื่สุขภาพของอีกฝ่ายมาใช้บังหน้า ว่าเขาไม่ได้เพิกเฉยต่อเสี่ยวชุน แต่เป็เพราะว่าอีกฝ่ายควรได้รับการพักผ่อนมากที่สุดต่างหาก
ฮ่องเต้ผู้ครองแคว้นหลานหลิงพรูลมหายใจระบายความอึดอัดในอกออกมา พลางให้สัญญากับตัวเองว่า เขาจะใช้เวลาของตัวเองกับลูกชายคนนี้ให้มากขึ้น เพื่อลดความห่างเหินระหว่างกัน
วันนี้กว่าที่เสี่ยวชุนร้องขอความช่วยเหลือจากเขา เ้าตัวน้อยก็อยู่ในสภาพที่เกือบจะล้มลงแล้ว โดยที่เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าลูกมีอาการป่วยกำเริบ และตัวเขาเองก็ควรใส่ใจลูกชายคนเล็กให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เขาอายุมากกว่าอีกทั้งยังเป็บิดาที่ทำให้เด็กคนนี้เกิดมา เขาควรเป็ฝ่ายขยับเข้าหาเสี่ยวชุน ไม่ใช่คาดหวังรอให้ลูกเป็ฝ่ายเข้าหาเขา
เมื่อนางกำนัลเช็ดตัวและเปลี่ยนชุดนอนให้เสี่ยวชุนเสร็จ ร่างสูงจึงนำตัวเองไปนั่งด้านข้างคนป่วย หูก็ฟังรายงานอาการป่วยของเสี่ยวชุนจากหมอหลวงว่าองค์ชายห้าใช้งานพระวรกายหักโหมมากเกินไป แม้จะเป็การดีแล้วที่ได้ลุกขึ้นมาออกกำลังบ้าง แต่ต้องทำแบบค่อยเป็ค่อยไปและสำรวจอาการตลอดเวลา
หลังรายงานเสร็จหมอหลวงจึงทูลลาฝ่าาเพื่อไปต้มโอสถมาถวายการรักษาให้องค์ชายน้อย
จวินหลิงจางเสวียนเฝ้ามองลูกชายของตัวเองไม่ห่าง ใบหน้าเล็กกว่าฝ่ามือของเขายังแดงก่ำอยู่มาก ริมฝีปากเล็กอ้าออกเล็กน้อยจนเห็นฟันซี่เล็กด้านในเพื่อช่วยในการหายใจ
ฝ่ามือใหญ่หยิบมือผอมซีดของลูกชายมาสังเกต ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบร่องกระดูกนิ้วมือของลูกชายอย่างอ่อนโยนเพื่อไม่ให้รบกวนอีกฝ่าย
เสี่ยวชุนผอมมากเกินไป
ยาบำรุงที่อีกฝ่ายดื่มมานับสิบปีเหตุใดจึงไม่ช่วยให้ร่างกายของเด็กน้อยดีขึ้นบ้างเลย
่บ่ายของวันนี้ขณะที่เขากำลังนั่งอ่านฎีกาอยู่ก็ได้รับรายงานจากขันทีข้างกายของตัวเองว่าบุตรคนเล็กที่มักนอนพักผ่อนอยู่ในตำหนัก ออกไปเดินเล่นที่อุทยานหลวง แถมยังนั่งเรือเด็ดฝักบัวเพื่อให้ตำหนักของตัวเองทำอาหารมื้อเย็นเพื่อไปทานกับมารดาอีกด้วย
เขาจึงคิดในใจว่าสุขภาพของบุตรคนนี้คงดีขึ้นมากแล้ว
วันนี้เขาจึงตั้งใจเลิกงานเร็วกว่าปกติเพื่อไปร่วมมื้ออาหารกับสองแม่ลูกเพื่อใช้เวลาครอบครัวร่วมกัน หลังจากไม่ได้ไปเยี่ยมทั้งคู่กว่าสองสัปดาห์
และที่จวินหลิงจางเสวียนเอ่ยปากว่าจะไปส่งลูกชายที่ตำหนักเอง เพราะเขาอยากใช้เวลานี้พูดคุยตามประสาพ่อลูก และพาเ้าตัวน้อยเดินย่อยอาหารเพราะสังเกตว่าเ้าตัวทานโจ๊กเมล็ดบัวแสนอร่อยไปถึงสองชาม หากได้เดินย่อยอาหาร ท้องจะได้ไม่ปวดเนื่องจากทานเยอะมากเกินไป
กลายเป็ว่าเขาช่างเป็พ่อที่ไม่ได้เื่ ไม่ได้สังเกตเลยว่าลูกชายกำลังถูกพิษไข้เล่นงานอยู่ แถมยังทรมานร่างกายอีกฝ่ายพาเดินไปจนเกือบถึงครึ่งทาง โชคดีแค่ไหนที่เสี่ยวชุนไม่ล้มลงเสียก่อน
"ฝ่าา โอสถมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ขันทีกู้เอ่ยขึ้น
"เ้าถือถ้วยยาไว้ ข้าจะป้อนยาให้เสี่ยวชุนเอง"
ร่างแกร่งขยับอุ้มลูกชายให้ลุกขึ้นนั่งพิงอกของตัวเอง ฝ่ามือหนาสั่นเล็กน้อยยามหยิบช้อน เนื่องจากนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ป้อนยาให้ใครสักคน
ั้แ่เกิดมาในฐานะองค์รัชทายาทจนขึ้นสู่บัลลังก์เป็ฮ่องเต้ เขาไม่เคยปรนนิบัติใครแบบนี้มาก่อนเลย จึงรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
จวินหลิงจางเสวียนเป่ายาเพื่อคลายร้อนจากนั้นจึงป้อนใส่ปากเล็กของลูกชาย
เมื่อคำแรกผ่านไปด้วยดี คนเป็บิดาจึงรู้สึกใจชื้นและมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น
แต่ในขณะที่จวินหลิงจางเสวียนกำลังจะป้อนคำที่สองนั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น จนนางกำนัลและขันทีจนถึงหมอหลวงถึงกับตื่นตระหนกจนหัวใจแทบหลุดออกมา
องค์ชายห้าทรงอาเจียนยาออกมาใส่พระอุระของฮ่องเต้!
นางกำนัลและขันทีต่างพากันคุกเข่าเพื่อกราบขอร้องฮ่องเต้แทนองค์ชายห้าที่ยังคงไม่รู้สึกพระองค์
"ฝ่าา นู๋ปี้ขอประทานอภัยแทนองค์ชายห้าด้วยเพคะ!"
"ฝ่าา นู๋ไฉขอประทานอภัยแทนองค์ชายห้าด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"
"พวกเ้าเป็อะไรไป คิดว่าเจิ้นจะสั่งลงโทษลูกชายของตัวเองหรืออย่างไร ไปเตรียมชุดนอนขององค์ชายมาใหม่ หลังเจิ้นป้อนยาเสร็จเ้าก็เปลี่ยนชุดให้เขาอีกครั้ง"
จวินหลิงจางเสวียนใช้สายตาดุดันของเขามองไปยังบ่าวรับใช้พวกนี้ เขาดูเป็พ่อที่จิตใจโเี้ไม่ละเว้นแม้แต่บุตรในอุทรที่ป่วยจนไม่ได้สติเลยอย่างนั้นหรือ
คนเป็ฮ่องเต้เปลี่ยนไปให้ความสนใจกับลูกชายของเขาต่อ ใช้ชายแขนเสื้อเช็ดยาที่มุมปากเล็กอย่างไม่รังเกียจ จากนั้นก็ค่อยๆ ป้อนยาที่มีกลิ่นเหม็นเขียวจากสมุนไพรให้ลูกชายจนในที่สุดก็หมดชาม
แขนแข็งแรงวางลูกชายให้นอนลงเช่น และลุกขึ้นพาตัวเองไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เป็ชุดนอน
จากที่วางแผนไว้ว่าจะกลับมาจัดการกองฎีกาหลังจากทานมื้อเย็นก็ต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน เวลานี้เขาควรให้เื่ของบุตรคนเล็กสำคัญกว่างานพวกนั้น
หลังจากใช้เวลาไม่นานจวินหลิงจางเสวียนก็ออกจากห้องแต่งตัวด้วยชุดใหม่ สองขายาวรีบก้าวเข้าไปหาบุตรชายที่ถูกเปลี่ยนชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว
หลังมือหนาััที่หน้าผากเล็กกับลำคอจึงรับรู้ได้ว่าพิษไข้ลดลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ฝ่ามือใหญ่ลูบกลุ่มผมของลูกชาย ที่ตอนนี้ดูตัวเล็กลงกว่าเดิมจนเหมือนจมลงไปในเตียงของเขาด้วยความสงสาร
สำหรับคนเป็พ่อแม่นั้น สิ่งสำคัญคือขอให้บุตรของตัวเองมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
บุตรชายคนนี้ต้องเจ็บไข้ั้แ่ยังเล็ก คงบอกได้เพียงว่านี่เป็โชคชะตาของอีกฝ่ายที่์กำหนดเอาไว้
จวินหลิงจางเสวียนได้แต่หวังว่าความดีที่เขาสร้างเอาไว้ในการช่วยให้ประชาชนของแคว้นมีความเป็อยู่ที่ดีมากขึ้น จะสามารถแบ่งปันมันไปให้กับลูกชายได้ ขอให้์ช่วยเมตตาให้สุขภาพของเด็กคนนี้แข็งแรงขึ้นในอนาคต ได้โปรดอย่าพรากบุตรของเขาไปทั้งที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตเช่นนี้
เขาไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์หัวขาวส่งหัวดำขึ้นในครอบครัวของเขา
ค่ำคืนนี้เป็คืนที่แสนยาวนานและวุ่นวายสำหรับตำหนักที่ประทับของฮ่องเต้แห่งหลานหลิง เนื่องด้วยอาการประชวรขององค์ชายห้าที่กำเริบในยามดึกอยู่หลายรอบ จนทั้งหมอหลวงและนางกำนัลต่างวิ่งวุ่นกันไปหมด
รวมไปถึงฮ่องเต้ที่ทรงอยู่เคียงข้างและทรงป้อนโอสถให้องค์ชายห้าตลอดทั้งคืนจนไม่ได้ทรงพระบรรทมเช่นกัน
อาการประชวรขององค์ชายห้าดีขึ้นในต้นยามเหม่า (05.00-06.59 น.) ทุกคนในตำหนักจึงสามารถผ่อนคลายได้
ฮ่องเต้ทรงมีพระราชคำสั่งให้เลื่อนการประชุมราชการกับขุนนางใน่เช้าออกไปเป็่บ่าย
จวินหลิงจางเสวียนมองใบหน้าของลูกชายที่ไม่ทรมานเหมือนก่อนหน้านี้เนื่องจากไข้ลดลงจนเกือบหมดแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ
รอบดวงตาคมมีรอยเส้นเืสีน้ำเงินจางๆ เนื่องจากไม่ได้พักผ่อน
แววตาของคนเป็บิดาอ่อนลงเมื่อพบว่านิ้วเล็กๆ นั้นกำชายแขนเสื้อของเขาเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย หัวใจของชายวัยกลางคนรู้สึกยุบยับและพองโต เมื่อรู้สึกว่าตัวเองได้รับการพึ่งพิงจากบุตรชาย
มือใหญ่โบกไล่บ่าวรับใช้ในห้องให้ออกไป เพราะเขาตัดสินใจจะนอนหลับไปพร้อมกับบุตรชาย
ร่างใหญ่ขยับตัวลงนอนข้างเด็กน้อย มุมปากยกขึ้นสูงเป็รอยยิ้ม เมื่อบุตรชายขยับตัวเข้ามาซุกลำตัวของเขาราวกับลูกแมวที่กำลังหาความอบอุ่น
จวิงหลิงจางเสวียนขยับผ้าห่มที่คลุมตัวเองและบุตรชายไว้ให้ดี จากนั้นก็รวบบุตรชายเข้ามาไว้ในอ้อมกอดกว้างของตัวเอง
จมูกคมได้กลิ่นของสมุนไพรออกมาจากร่างเล็ก ก็ขมวดคิ้วอย่างไม่สบายใจ ลูกชายของเขาต้องดื่มยาแสนขมนั่นมากขนาดไหนกันถึงได้มีกลิ่นยาติดตัวเช่นนี้
เสี่ยวชุนลูกพ่อ พ่อหวังว่าลูกจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นโดยเร็ว
พ่ออยากพาเ้าไปฝึกซ้อมกระบี่และขี่ม้ากับพี่ๆ ของเ้าแล้ว
คนเป็บิดามองแก้มตอบของลูกชายด้วยแววตาทุกข์ใจ
แม้บุตรชายจะดูหม่นหมองและซูบซีดจากอาการป่วย แต่รูปลักษณ์ของอีกฝ่ายที่ได้รับการสืบทอดจากเสียนเฟยผู้มีใบหน้างดงามค่อนไปทางน่ารักถึงแปดส่วน
พ่อจะขุนเ้าจนกว่าเ้าจะโตทันพวกๆ พี่ของเ้าเอง
จวิงหลิงจางเสวียนตัดสินใจวางแผนหลายอย่างในหัว ก่อนที่จะผล็อยหลับไปเนื่องจากความอ่อนเพลีย
จวินหลิงหยางชุนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนอนอยู่ในรังที่แสนอบอุ่นเสียจนไม่อยากตื่นขึ้น ช่างเป็ความฝันที่มีความสุขเหลือเกิน
เปลือกตาสีไข่มุกค่อยๆ เปิดขึ้น เผยดวงตากลมโตสีดำที่มีความรู้สึกง่วงงุนแฝงอยู่
เขากะพริบตาอยู่สองสามครั้ง ในที่สุดก็ตื่นขึ้น แต่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า ร่างเล็กของเขาก็ตัวแข็งทื่อทันทีเมื่อรับรู้ว่าตอนนี้กำลังนอนอยู่ในอ้อมกอดของเสด็จพ่อ
สมองของเขาสับสนไปหมดว่าเขามาอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร
ความทรงจำสุดท้ายของเขาคือถูกฮ่องเต้อุ้มขึ้นแนบอก หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกเวียนหัวอย่างมาก แล้วภาพทุกอย่างก็ดับลง ไม่มีความทรงจำหลังจากนี้ที่บ่งบอกว่าทำไมเขาถึงได้ถูกฮ่องเต้นอนกอด
แต่อาการไม่สบายตัวต่างๆ หายไปหมดแล้ว เหลือเพียงความรู้สึกหนักอึ้งของร่างกายที่เขาเคยชินเนื่องจากปัญหาสุขภาพประจำตัวที่เรื้อรังมาั้แ่แรกเกิดของเ้าของร่างเดิม
จวินหลิงหยางชุนตัดสินใจเอ่ยเรียกระบบในใจเพื่อสอบถามเื่ราวทันที
'ระบบ เมื่อวานนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำไมฉันถึงอยู่ในสภาพนี้'
[เรียนนายท่าน ท่านถูกพิษไข้เล่นงาน บิดาของท่านจึงพาท่านมารักษาตัวที่ตำหนักของตัวเอง อีกทั้งยังคอยป้อนยาให้ท่านตลอดทั้งคืน เพื่อได้นอนในต้นยามเหม่าเท่านั้นขอรับ]
'ทำไมเสด็จพ่อต้องทำเื่นั้นเองด้วย ทำไมไม่ปล่อยให้นางกำนัลหรือขันทีเป็คนทำ' เขาถามอย่างสงสัย
[ระบบคิดว่าบิดาของท่าน้าดูแลท่านด้วยตัวเอง มีอีกสองเื่ที่ระบบคิดว่าท่านควรทราบ ท่านอยากฟังเื่ใดก่อนดีขอรับ]
ร่างเล็กรู้สึกมึนงงว่า เขามองข้อความตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสน
ทำไมระบบต้องให้เขาเลือกด้วย พูดออกมาเลยไม่ได้เหรอ
เขาจึงถามออกไป 'สองเื่นี้มันต่างกันอย่างไร'
[เื่แรกเป็เื่ไม่ดี เื่ที่สองก็ไม่ดีเช่นกันขอรับ]
จวินหลิงหยางชุนรู้สึกอยากยกมือขยี้หัวตัวเองทันทีให้อดทนไม่ทุบหัวระบบที่ไม่มีร่างกาย
แต่เขาไม่กล้าขยับตัวนอกจากกลอกตาไปมา เพราะกลัวทำให้บิดาที่ยังหลับอยู่ตื่นขึ้น
เขาจึงตอบอีกฝ่ายกลับไปว่า
'งั้นเอาเื่แรกก่อน'
[ตอนที่บิดาป้อนยาให้ท่าน ท่านอาเจียนยาออกมาใส่บิดาของท่าน]
!!
ดวงตากลมโตเบิกตากว้างอย่างใ ปากเล็กอ้าหุบอยู่สองสามครั้งก่อนจะเม้มปากแน่น เพราะกลัวเผลอร้องะโอย่างเสียสติออกมา
ตายแน่ๆ อาเจียนใส่ฮ่องเต้ คนที่มีอำนาจสูงสุดในแคว้น!
เขาถามระบบรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนก
'ฉันจะถูกปะาเมื่อไหร่! แล้วภารกิจจาก์ที่ยังไม่เสร็จล่ะ ฉันจะถูก์ลงโทษรึเปล่า'
[นายท่านโปรดใจเย็นก่อน บิดาของท่านไม่ปะาท่านเพราะเื่แค่นี้แน่นอนขอรับ โปรดวางใจได้ ท่านยังสามารถใช้ชีวิตเพื่อทำภารกิจของ์ให้เสร็จสิ้นอีกนานขอรับ]
'เฮ้อ โล่งอกไปที นี่ขนาดแค่เื่แรกนะ แล้วเื่ที่สองล่ะ เล่ามาเลย ฉันจะได้ใทีเดียว'
[เื่ที่สอง เมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับหนึ่งสองเมล็ดที่นายท่านเก็บรอสะสมเอาไว้ ถูก์เปลี่ยนเป็โอสถเพื่อรักษาอาการป่วยร้ายแรงของท่านเมื่อคืนนี้หมดแล้วขอรับ]
'ระบบ นายโกหกฉันรึเปล่า ฮะๆๆ' เขาหัวเราะแห้งออกมาทันที
หวังว่าที่ระบบบอกจะไม่เป็ความจริง เขาออกไปทำภารกิจจนได้ป่วยเป็ของแถม
แล้วยังต้องเสียเมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับหนึ่งไปอีกเหรอ นี่ไม่เท่ากับว่า เขาเหลือเพียง เมล็ดบัวสมุนไพริญญาที่นำไปปลูกในมิติส่วนตัวแค่สองเมล็ดเท่านั้น
[ระบบไม่สามารถโกหกได้เพราะจะผิดกฎของ์ขอรับ นายท่านโปรดรักษาสติเอาไว้ ร่างกายของท่านสำคัญกว่านะขอรับ]
'ฉันอยากร้องไห้มากตอนนี้'
'ถ้าท่านร้องไห้ตอนนี้ บิดาของท่านที่ตื่นมาเฝ้ามองท่านเมื่อสักครู่นี้น่าจะใคิดว่าอาการป่วยของท่านแย่ลงนะขอรับ'
ั์ตากลมโตที่อ่านข้อความจากระบบเสร็จค่อยๆ เลื่อนสายตาจากแผ่นอกของเสด็จพ่อขึ้นไปเรื่อยๆ จนประสานกับสายตาคมเข้มที่ยังมีร่องรอยของความอ่อนเพลียเหลืออยู่ หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความใ
'ระบบ ทำไมไม่บอกฉันให้เร็วกว่านี้!'
[ระบบบอกนายท่านได้ทีละเื่ขอรับ]
"เป็อย่างไรบ้างเสี่ยวชุน ยังไม่สบายตัวตรงไหนอยู่หรือไม่"
เสียงแหบแห้งที่เอ่ยถามเขาอย่างห่วงใยทำให้ เขาเลิกสนใจระบบแล้วหันมาตอบเ้าของอ้อมแขนด้วยน้ำเสียงเล็กนุ่มของเขา
"ละ ลูกสบายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ช่วยดูแลลูกทั้งคืนพ่ะย่ะค่ะ"
จวินหลิงจางเสวียนได้ยินคำตอบของลูกชาย จึงเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยถาม
"เ้ารู้ได้อย่างไร ว่าพ่อดูแลเ้าทั้งคืน"
'ฉิบหายแล้วระบบ ช่วยฉันด้วย!' เขาเผลอหลุดปากออกไป ทำอย่างไรดี จะให้ตอบว่าเขารู้จากระบบก็ไม่ได้อีกเพราะเป็ความลับ์
[ระบบไม่สามารถตอบท่านได้ในขณะนี้ เนื่องจากถูก์เรียกตัว ขอให้นายท่านโชคดีขอรับ]
!!