ร่างของคาร์ลถูกทหารสองคนหิ้วปีกเข้ามาทิ้งลงบนเตียงในห้องพักรับรองแขกของคฤหาสน์ตระกูลฮาฟก้าท่ามกลางสายตาของทากัส ไกอัส แคเรนและโครนิคโครนิคเห็นคาร์ลนอนนิ่งจึงเริ่มตั้งคำถาม
“ไปอยู่กับท่านหญิงอเซเบลล์มาหนึ่งคืนได้อะไรบ้างมั้ย”
“ท่านอยากถามเื่อะไรล่ะ”
“ทำไมนางถึงลักพาตัวเ้า”
คาร์ลชั่งใจอยู่พักใหญ่หากเื่ที่เืของเขาคือยารักษาของชนชั้นสูงในอาณาจักรริคมารู้ไปถึงหูขององค์ราชินีเขาคงต้องถูกสังหารหรือไม่ก็ถูกใช้เป็เครื่องมือต่อรองในการเจรจาบางอย่างเป็แน่เขาจึงตัดสินใจโกหกโครนิค
“ข้าคิดว่านางไม่ได้คิดลักพาตัวข้าั้แ่แรกแค่พาไปผิดตัวเท่านั้น”
“หมายความว่าเป้าหมายของพวกริคมาคือท่านหญิงแคเรนหรือ”
“ท่านหญิงอเซเบลล์ไม่ได้บอกอะไรกับข้าเื่นี้เป็เพียงความคิดข้าเท่านั้น”
“บอกไว้ก่อนนะถ้าเ้าพูดเท็จแล้วข้ามารู้ทีหลัง เ้าอาจถูกตัดสินว่าเป็คนทรยศของอาณาจักรก็ได้”
“ยังไงข้าก็มีโทษปะาในฐานะเด็กต้องห้ามแห่งตระกูลเวนดีสอยู่แล้วเพิ่มมาอีกสักเื่ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่หรอก”
โครนิคนิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพยักหน้ารับรู้เขาหันไปบอกกับไกอัส
“ข้าขอตัวก่อนมีธุระต้องไปจัดการ”
หลังจากโครนิคออกจากห้องไปแล้วทากัสจึงเป็ฝ่ายถามคาร์ลขึ้นบ้าง
“แล้วฤทธิ์ยาที่ทำให้เป็อัมพาตจะมีผลนานแค่ไหนเนี่ย”
“นางให้ข้าดื่มยาทุกๆสามชั่วโมง คิดว่าอีกประมาณชั่วโมงหนึ่งก็น่าจะหมดฤทธิ์ยารอบล่าสุดแล้ว”
“ทำไมนางไม่ฆ่าเ้าเสียล่ะอุตส่าห์นั่งป้อนยาเพื่ออะไร”
ไกอัสตั้งข้อสังเกตทำให้คาร์ลนิ่งเงียบไปแคเรนจึงแทรกขึ้นบ้าง
“ข้าขออยู่กับคาร์ลตามลำพังสักหน่อยพวกท่านออกไปก่อนเถอะ”
ไกอัสได้ยินก็หันไปมองหน้าทากัสก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกันแคเรนเดินไปลงนั่งบนเตียงข้างๆ ร่างของคาร์ลแล้วกล่าวกับเขาอย่างอ่อนโยน
“ผู้หญิงที่ชื่ออเซเบลล์ทำร้ายเ้าหรือเปล่า”
“ไม่ครับท่านหญิงนางแค่้าตัวข้า”
สีหน้าของแคเรนแสดงความแปลกใจเมื่อคาร์ลพูดไม่เหมือนกับตอนที่ตอบโครนิคคาร์ลพอจะรู้ว่าแคเรนอยากถามอะไรเขา เขาจึงชิงตอบเสียก่อน
“ถ้าไม่โกหกโครนิคไปเื่ของข้าอาจทำให้ท่านหญิงลำบากใจภายหลัง แต่ข้าจะไม่โกหกท่านหญิง”คาร์ลมองดูแคเรนก่อนจะกล่าวต่อไป “ข้า...”
“ตอนนี้เ้าพูดด้วยความรู้สึกแบบไหนกันแน่”
แคเรนแทรกขึ้นเสียงดังพลางสบตากับคาร์ลตรงๆคาร์ลที่ยังพูดไม่ทันจบหยุดชะงักพลางนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เขาหลุดพ้นจากฤทธิ์ยาแล้ววิ่งข้ามชายแดนกลับมาได้เขาจึงเข้าใจความหมายของแคเรน
“ท่านหญิงตอนที่อยู่ชายแดน ท่านทำอะไรกับข้าหรือเปล่า”
แคเรนสะดุ้งเฮือกเธออึกอักพูดไม่ออกเมื่อเห็นสายตาคาดคั้นของคาร์ลเมื่อเริ่มตั้งสติได้เธอจึงยอมรับกับเขา
“โครนิคบอกข้าว่าพลังของพันธะไอรอนบอนด์สามารถควบคุมจิตใจของผู้ที่ทำพันธะกับข้าได้ข้าก็เลยไม่รู้ว่าทุกครั้งที่เ้าพูด เ้าเป็ตัวเองมากแค่ไหน”
คาร์ลย่นคิ้วตอนที่วิ่งกลับมาที่ชายแดนอาณาจักรลอฟท์เรียเหมือนมีเสียงคำสั่งเด็ดขาดในหัวและน่าแปลกที่เขาคล้อยตามมันอย่างว่าง่ายราวกับเป็เื่ปกติที่เขาจะต้องทำตามคำสั่งนั้นแต่เขามั่นใจว่าแยกความรู้สึกระหว่างตอนที่ได้ยินคำสั่งนั้นกับตอนที่ไม่ได้ยินได้ชัดเจน
“ข้าไม่ได้...ได้ยินคำสั่งให้ทำตามตลอดเวลาครับท่านหญิงไม่ได้กำลังควบคุมข้าอยู่” คาร์ลใช้ความคิดก่อนจะกล่าวต่อไป“อีกอย่างถ้าข้าถูกควบคุม แล้วพวกทากัสล่ะ”
“พวกเขาต่างกับเ้า”แคเรนเบือนสายตาหนีก่อนกล่าวเสียงแ่
“ต่างกันยังไง”
แคเรนนึกถึงตอนที่ใช้พลังมันเกิดจากสัญชาตญาณทำให้เธอรับรู้ได้เอง เธอตอบเขา “คนที่ข้าให้ความสำคัญมากจะมีปฏิกิริยาตอบสนองมากกว่า”
คาร์ลเบิกตาเล็กน้อยคาดไม่ถึงว่าแคเรนจะตอบแบบนี้แต่ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือมันทำให้เขาชักไม่แน่ใจในความรู้สึกของตนเองเช่นกันเขามองดูสีหน้าของแคเรน บรรยากาศตึงเครียดล้อมรอบพวกเขาเอาไว้เพื่อไม่ให้แคเรนคิดมากเขาจึงรีบเปลี่ยนเื่สนทนาก่อน
“ท่านหญิงเื่นั้นช่างมันก่อนเถอะ ที่สำคัญกว่าคือข้าอาจได้รู้ความลับของอาณาจักรริคมาแล้ว”
“ความลับอะไร”
“สาเหตุที่ท่านหญิงอเซเบลล์ลักพาตัวข้าไปเป็เพราะว่าในเืของข้ามีตัวยาที่ช่วยรักษาบุคคลสำคัญของอาณาจักรริคมาได้”
“ทำไมถึงบอกว่าเป็บุคคลสำคัญล่ะ”
“เพราะท่านหญิงอเซเบลล์ลงมือด้วยตนเองหากไม่ใช่บุคคลสำคัญก็ไม่มีความจำเป็อะไรที่คนระดับท่านหญิงจะมาทำเื่ลักพาตัวข้าเช่นนี้”
“คาร์ลเ้ารู้ตัวมั้ยว่ากำลังพูดถึงอะไรอยู่ ถ้าเื่นี้ถึงหูองค์ราชินีชีวิตของเ้าอาจเหลือแค่ทางตายเท่านั้นนะ”
“ข้าทราบดีถึงเลือกบอกแค่ท่านหญิงคนเดียว”
“แล้วข้าจะช่วยเ้าได้ยังไงกันล่ะ”
“ไม่ต้องช่วยแล้วล่ะครับ”คาร์ลกล่าวตอบพลางหลับตาลงเหมือนไม่ได้คาดหวัง “เมื่อท่านหญิงทำพันธะไอรอนบอนด์กับตระกูลอัศวินทั้งแปดครบแล้วข้าจะทูลเื่ราวทั้งหมดให้องค์ราชินีทราบส่วนจะเป็ยังไงต่อไปก็สุดแล้วแต่พระองค์ท่านครับ”
“คาร์ล”
แคเรนะโเสียงดังแต่คาร์ลยังคงหลับตานิ่งเขาเพียงกล่าวกับแคเรน
“อาจจะถึงเวลาของข้าแล้วก็ได้คงยากที่จะยื้อต่อไปแล้วล่ะครับ”
“คาร์ล”แคเรนยังคงเรียกชื่อของเขาเสียงดังด้วยน้ำเสียงแสดงความหงุดหงิดแต่คาร์ลไม่ยอมตอบอะไรเธออีกแคเรนลุกพรวดขึ้นยืนก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้าย”ช่วยตั้งสติหน่อยเถอะ”
แคเรนเดินออกจากห้องแล้วปิดประตูเสียงดังเธอก้าวเท้าไวๆ เข้ามาในสวนหลังคฤหาสน์ของตระกูลฮาฟก้าเพื่อหาสถานที่ผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียดจากบทสนทนากับคาร์ลเมื่อครู่นี้
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำใกล้เวลาเย็นแล้วโครนิคเดินเข้ามาหาเธอในสวนดอกไม้อย่างเงียบเชียบ เขาแอบชื่นชมใบหน้าที่ขาวใสหมดจดไร้ที่ติท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามสนธยาราวกับตุ๊กตามีชีวิตที่ถูกจัดวางอยู่ใจกลางช่อดอกไม้เมื่อเธอได้ยินฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาของเขาจึงเงยหน้าขึ้นมองทางต้นเสียง เขาแอบเสียดายฉากเมื่อครู่นี้ก่อนจะทักทายเธอ
“ในที่สุดเื่วันนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดีนะครับท่านหญิง”
“เื่อะไรหรือ”
“เื่ของคาร์ลไง”
“ข้าไม่เห็นว่าจะมีตรงไหนดีเลย”แคเรนกล่าวพลางก้มลงดมดอกกุหลาบในสวน กลิ่นหอมของมันช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นโครนิคลอบสังเกตท่าทางของแคเรนก่อนจะถามเธอ
“ทะเลาะกับคาร์ลมาหรือครับ”
“ทะเลาะกันเื่อะไรล่ะ”
“ขออภัยครับข้าแค่เห็นว่าท่านหญิงกำลังอารมณ์ไม่ดีก็เลยลองคาดเดาดูน่ะ”
“งั้นข้าก็มีคำถามพอดีเลยเ้ารู้จักความพอดีของคำว่าภักดีมั้ย”
“หมายถึงคาร์ลหรือ”โครนิคลองถามดูซึ่งแคเรนก็ไมได้ปฏิเสธ เขาจึงกล่าวต่อ“คาร์ลภักดีต่อท่านก็เป็เื่ที่ดีไม่ใช่หรือครับ”
“เขาเหมือนคนอยากตายมากกว่าเอะอะก็จะเอาชีวิตไปทิ้งลูกเดียว”
“สถานการณ์ของคาร์ลค่อนข้างซับซ้อนนะท่านหญิง”เขาเดินเข้ามาใกล้แคเรนมากขึ้นอีกก่อนกล่าวกับเธอ“ไม่ใช่ว่าเขามีสิทธิ์เลือกเองได้”
“ถ้าข้าปล่อยให้เขาหนีเขาก็ควรจะเลือกหนีสิ แต่เขากลับยืนยันว่าจะทูลเื่ทั้งหมดให้องค์ราชินีทราบมันก็เหมือนร้องขอโทษปะานั่นแหละ”
“แต่ถ้าหนีเขาก็กลายเป็คนทรยศ ท่านหญิงยอมให้เขาหนีไปตลอดได้หรือ”
“แล้วจะให้ข้าทำยังไงล่ะ”
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านหญิงให้ความสำคัญกับอาณาจักรลอฟท์เรียขนาดไหน”
“บังอาจ”แคเรนขึ้นเสียงเข้ม “ข้าไม่มีวันทรยศอาณาจักรแต่การปล่อยคาร์ลไปไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเื่นั้นนี่อีกอย่างพันธะไอรอนบอนด์ก็ทำให้คาร์ลถูกข้า...”
“ท่านต้องไม่ลืมว่าอาณาจักรริคมามีอาคมตัดพันธะหากตัดพันธะท่านก็ควบคุมคาร์ลไม่ได้อีก ถ้าปล่อยคาร์ลไปต้องเป็เื่ใหญ่แน่ดูจากการที่ท่านหญิงอเซเบลล์มาพาตัวเขาไปด้วยตนเองบอกตามตรงว่าข้าไม่เชื่อเื่ที่เขาบอกว่าเป้าหมายครั้งนี้ที่จริงคือท่านหญิงแคเรน”แคเรนเบือนสายตาหนีปล่อยให้โครนิคเค้นถามต่อ“แบบนั้นท่านหญิงยังจะเลือกปล่อยคาร์ลไปอีกหรือ”