นางกับน้องสาวคิดหาสารพัดวิธีไว้นานแล้วและดูเหมือนทางเลือกที่ท้าทายที่สุดและดีที่สุดจะปรากฏขึ้นวันนี้
หยวนอีเจินไม่ได้จากไปไหน นางแสร้งเดินรอบๆ ห้องครัวเล็กก่อนกลับเข้าเรือนไป
เจินเจินคุ้ยกล่องเก็บเครื่องประดับสินเจ้าสาวของตนเปิดกระทั่งกล่องใบเล็กภายในเตียงสี่เสา ตัดสินใจหยิบของบางอย่างออกมาห่อรวมกับของชิ้นอื่นที่ตนหา จากนั้นก็ซ่อนมันไว้ในแขนเสื้อโค้งแล้วรีบร้อนออกไป
ความยุ่งเหยิงวุ่นวายของบ้านรองและบ้านใหญ่ เยี่ยนเจาเจาทราบดี
หลานเล่อดูจะมีวิธีสืบสถานการณ์ในจวนแห่งนี้ดีแต่เมื่อเยี่ยนเจาเจาถามหนานหมิงเหอ เขามักทำเพียงเม้มปากเหมือนยามปกติ ไม่ได้พูดอะไรมากนัก
เยี่ยนเจาเจารู้ทันทีว่าช่องทางของพี่ชายรองของตนคงค่อยๆแทรกซึมเข้าจวนสกุลหยวนแล้ว
อันที่จริงเมื่อคืนหนานหมิงเหอไม่ให้นางใช้น้ำจากห้องครัวเล็กแต่ให้ทำการต้มกับชุดป้านจื่อซา [1] ที่เขาพกติดตัวมาก่อนค่อยดื่ม
แต่วันนี้ หนานหมิงเหอยอมใช้ของที่ถูกนำมาจากห้องครัวเล็กแล้วนางอดคิดเปรียบเทียบจนตนพลอยโมโหไม่ได้ อุตส่าห์ได้รับองครักษ์ลับมากลับไม่อาจพามาได้สักคน
แต่เยี่ยนเจาเจายังแอบรู้สึกตกตะลึงหนานหมิงเหอยังอายุน้อยกว่านางมาก เขาเติบโตมาเป็นเยี่ยงนี้ได้อย่างไรกัน?
พี่ชายรองเช่นนี้ เหตุใดจึงป่วยตายในชาติก่อน?
แน่นอนว่าคิดไปก็ไร้ความหมาย
ช่างเรื่องนี้ไปก่อน ที่เยี่ยนเจาเจาตกใจคือนายหญิงใหญ่กระทำความผิดชัดเจนเหตุใดเป็นนายหญิงรองที่ถูกนายหญิงผู้เฒ่าทุบตีในท้ายที่สุด?
จังหวะปรากฏตัวของนางประจวบเหมาะเกินไปราวกับมาเป็นกระสอบทรายให้นายหญิงผู้เฒ่า เป็นแพะรับบาปแทนนายหญิงใหญ่
ความเชื่อใจและความศรัทธาที่นายหญิงรองมีต่อนายหญิงใหญ่ช่างน่าตกใจนางแทบไม่เคยเห็นความสัมพันธ์เช่นนี้ระหว่างสะใภ้ในเรือนหลังมาก่อน
หรือมีเรื่องอื่นในนั้นที่นางไม่รู้?
เดิมทีเยี่ยนเจาเจาคิดว่ามาอยู่ในจวนสกุลหยวนเป็นเพียงแผนรับมือชั่วคราวแต่นายหญิงใหญ่กลับลงมือกับพี่ชายรองของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า กดหัวนางแล้วจะให้นางทนต่อไปหรือ?
มันไม่ใช่วิถีทางของเยี่ยนเจาเจา
ความสัมพันธ์ของบ้านรองกับบ้านใหญ่เป็นเช่นนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
คิดอย่างนี้แล้ว นางก็หันข้างไปเล่าความคิดของตนให้หนานหมิงเหอฟัง
เยี่ยนเจาเจาเริ่มสนใจ เอียงศีรษะและพูด
ริมฝีปากแดงของนางเดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิดนิ้วเรียวขาวราวหิมะวนรอบถ้วยกระเบื้องสีขาวเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
หนานหมิงเหอฟังคร่าวๆ ก็เข้าใจว่าแม่นางน้อยของตนคิดอะไรอยู่
เขามิอาจยื่นมือเข้าไปยุ่มย่ามกับเรือนหลังมากนักแต่เขาไม่เคยขัดขวาง สิ่งที่เยี่ยนเจาเจาอยากกระทำนั้น ก็ถือเสียว่าเยี่ยนเจาเจาเติมสีสันในชีวิตอันแสนน่าเบื่อหลังห่างไกลจากความมั่งคั่งที่เดิมควรจะมีก็แล้วกัน?
โดยธรรมชาติแล้วเรือนหลังก็ไม่ต่างจากสนามรบที่ต้องวางกลยุทธ์เผด็จศึก ขึ้นอยู่กับว่าเยี่ยนเจาเจาจะเล่นกับมันอย่างไร
ขณะที่หนานหมิงเหอกำลังตะแคงหูฟังการคาดเดาเกี่ยวกับจวนสกุลหยวนของเยี่ยนเจาเจาหงซิ่วก็เคาะประตูเบาๆ
เยี่ยนเจาเจาส่งเสียงอนุญาตให้นางเข้ามา หงซิ่วก็รายงานว่าคุณหนูสามจากบ้านรองมาขอพบ
คุณหนูสาม?
เยี่ยนเจาเจาขมวดคิ้วเล็กน้อย พลันจำได้ทันที
หยวนอีเฉี่ยวจากบ้านใหญ่เป็นคุณหนูใหญ่ยังมีหยวนอีหลวนที่เกิดจากอนุภรรยาเป็นคุณหนูรอง ส่วนคนเด็กสุดคือคุณหนูหกที่เกิดจากอนุภรรยาเช่นกัน
ฝาแฝดบุปผารูปงามจากบ้านรอง หยวนอีเจินกับหยวนอีอ้ายคือคุณหนูสามและคุณหนูสี่ตามลำดับ
บ้านสามมีเพียงคุณหนูห้า ถัดมาจึงเป็นคุณหนูเจ็ดหยวนชิงจ้าว
ดังนั้นจึงเป็นหยวนอีเจินที่มาหานางในวันนี้
หยวนอีเจินมาหานางเพราะเหตุใดกัน?
เยี่ยนเจาเจายกเรียวคิ้วขึ้นเมื่อนึกได้ว่าวันนี้นายหญิงรองรับเคราะห์โดนทุบตีจนศีรษะแตกจากนายหญิงผู้เฒ่าก็ตระหนักว่าเจินเจี่ยเอ๋อร์คงตั้งใจมาหานางโดยเฉพาะ
มาหานาง
สองคำนี้วิ่งวนไปมาในหัวของเยี่ยนเจาเจา
เยี่ยนเจาเจาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางวางท่าโอหังเบื้องหลังนางยังมีนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ผู้มากบารมีอยู่นี่อาจเป็นสาเหตุที่หยวนอีเจินมาหานางในวันนี้
ต้องกล่าวสักหน่อย เยี่ยนเจาเจาเหลือบมองผ่านๆวันนั้นก็มองออกว่าพี่น้องหญิงสองคนนี้ไม่ใช่คนโง่ พวกนางไม่แสดงท่าทีใดเหมือนไร้ตัวตนที่สุดในห้องโถง แต่กลับไม่ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายใดๆ เลย
นี่ช่างน่าแปลก นายหญิงใหญ่มีลูกไม้แพรวพราวแต่บุตรชายบุตรสาวในไส้ของนางกลับไม่ค่อยฉลาด นางหญิงรองออกจะเบาปัญญาแต่กลับให้กำเนิดบุตรสาวที่โดดเด่น
นางกล้ามาหานางในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อตอนนี้หลังจากที่เกิดเหตุการณ์เมื่อเช้า ช่างมีความกล้าจนน่าทึ่ง และต้องอับจนหนทางอย่างแน่นอนดังนั้นจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
เยี่ยนเจาเจาไตร่ตรองสักพัก ก่อนเอ่ยกับหงซิ่วว่า“ให้คุณหนูสามกลับไปก่อนเถอะ”
หงซิ่วพยักหน้าอย่างไม่ลังเล ก่อนจะจากไป
“รอก่อน มีประโยคหนึ่งให้เจ้าไปบอกนาง”
หงซิ่วหันกลับมา รอฟังอย่างตั้งใจ
“บอกนางว่า คนหมิงไม่พูดคำนินทา [2] หากนางยังคิดไม่ตกว่าจะพูดเรื่องนี้กับข้าอย่างไรก็ลองกลับไปคิดให้กระจ่างก่อนแล้วค่อยมาหาข้า
มีอีกคำหนึ่ง ไม้งดงามในพงไพร ย่อมถูกลมพัดทำลาย [3] หากนางไม่มีความสามารถจะสู้กับลม อย่างน้อยนางก็ควรก้มตัวโค้งเอวลงเมื่อลมพัดผ่านมา”
หงซิ่วตอบรับและจากไป
กลับกัน นัยน์ตาของหนานหมิงเหอฉายแววฉงนเล็กน้อย“เกิดอะไรขึ้น? พบนางตอนนี้ไม่ดีหรือ?”
เยี่ยนเจาเจาเอนพิงหมอนนุ่มด้านหลัง เอ่ยอย่างเบื่อหน่าย“บนโลกใบนี้ของที่ได้มาง่ายดาย มักไม่น่าทะนุถนอม”
หนานหมิงเหอไม่คาดคิดว่าเยี่ยนเจาเจาจะรู้จักความหมายของคำนี้ตั้งแต่ยังเด็ก
คิ้วเขาขมวด สีหน้ากลัดกลุ้มเล็กน้อย “เพราะเหตุใด?”
“หยวนอีเจินมาหาข้า เพียงเพื่อมาดูว่าข้าเป็นคนเช่นไรดูว่าข้าสามารถพึ่งพาได้หรือไม่ แต่ข้าไม่ต้องการพันธมิตรที่ไม่มั่นคง”
เยี่ยนเจาเจาบิดลูกองุ่นกลมมนจากถาดไม้บนโต๊ะ ขณะกำลังปอกเปลือกก็ปล่อยให้ปลายนิ้วของตนเลอะน้ำผลไม้สีม่วง พร้อมเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ
เวลานี้เอง กลิ่นอายของเยี่ยนเจาเจาในชาติที่แล้วได้แผ่กำจายออกมาเต็มที่ไม่เหลือเค้าความเป็นเด็กบนตัวสักนิด แต่คล้ายจะมองเห็นภาพยอดหญิงงามแห่งยุคทาบทับด้านหลังเรือนร่างอันอ่อนเยาว์แทน
ความเฉื่อยชาและเกียจคร้านฉายอยู่บนนัยน์ตาที่หลุบต่ำเหมือนเหยียดหยามและไม่แยแสต่อสถานการณ์ของจวนสกุลหยวน
นี่ทำให้หนานหมิงเหอรู้สึกแปลกใหม่เขาคิดตลอดว่าแม่นางน้อยของตนมักจะเปลี่ยนไปหลากหลายรูปแบบต่อหน้าเขาราวกับว่านางแตกต่างจากเดิมทุกครั้งที่มองนาง ชวนให้เขารู้สึกอยากค้นหาอย่างอดไม่ได้
แต่ไม่ว่าเยี่ยนเจาเจาจะเปลี่ยนไปเช่นไรก็ยังคงเป็นแม่นางน้อยที่เขาโอบประคองไว้ในฝ่ามือเสมอ
ตอนหนานหมิงเหอมองนาง เยี่ยนเจาเจาถึงตระหนักว่าตนเผลอนำกิริยาและมุมมองของตนในชาติก่อนออกมาใช้
ตัวนางเองรู้สึกแปลกใจเช่นกันนางอยากปิดบังตัวตนของนางต่อหน้าท่านแม่ แต่กับหนานหมิงเหอนางกลับคิดว่าไม่จำเป็นต้องหลบซ่อน และไม่รู้สึกเป็นกังวลแต่อย่างใดนางจึงมักจะเผยธาตุแท้ของตนโดยไม่รู้ตัว
บางทีเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหออาจเป็นคนประเภทเดียวกันในระดับหนึ่ง?
แต่เห็นว่าหนานหมิงเหอไม่แปลกใจกับเรื่องนี้แม้เพียงนิดเยี่ยนเจาเจาก็โล่งใจ พี่ชายรองของนางเป็นคนดีเช่นนี้เสมอ
“ไม่มีนาง ข้าก็สามารถหาสิ่งที่ต้องการได้ แต่แน่นอนว่าหากนางร่วมมือด้วยย่อมมีประโยชน์สำหรับข้า ทว่าข้าหวังว่าจะเป็นการร่วมมือที่เท่าเทียมกัน
ตอนนี้นางมาด้วยความเร่งรีบ เมื่อนางสงบลงหลังกลับไป นางก็จะรู้ว่าตนคิดผิดหากข้าให้นางเข้ามาจริงๆ ท่านเชื่อหรือไม่ครั้งหน้าจะไม่ใช่แค่หน้าผากของนายหญิงรองที่แตก”
ในที่สุดเยี่ยนเจาเจาก็ปอกเปลือกองุ่นจนหมด
องุ่นที่พึ่งหยิบออกมาจากอุโมงค์แช่แข็งใสแวววาวทั้งยังแผ่ไอเย็นจางๆ เยี่ยนเจาเจากลืนลูกองุ่นนั้นลงไปในคำเดียวริมฝีปากเปื้อนน้ำผลไม้สีม่วงอ่อนชุ่มฉ่ำ ก่อนจะแย้มเป็นรอยยิ้มสดใส
“ข้าไม่เพียงต้องการให้นางไปคิดว่าจะมาอยู่ข้างข้าหรือไม่ แต่ให้คิดด้วยว่าคำพูดและการกระทำของตนในวันนี้เหมาะสมหรือเปล่าในเมื่อนางเลือกข้า นางก็ต้องคู่ควรกับเกียรติยศที่ข้าจะมอบให้นางในอนาคต”
ใบหน้าของนางยังโตไม่เต็มที่แต่กลับมองเห็นความรุ่งโรจน์ของนางในอนาคต นางมักจะหยิ่งทระนง ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดทำให้นางยอมจำนนได้และนางก็มีความสามารถนั้นจริงๆ
หากวันเวลาขัดเกลาจนนางเติบใหญ่ ไม่อาจรู้ได้ว่านางจะโด่งดังสะท้านปฐพีเพียงใด
หนานหมิงเหออดถอนหายใจในใจไม่ได้
เขาคงโดนสะกดจิตเข้าแล้วเห็นน้ำผลไม้แวววาวเปรอะเปื้อนบนริมฝีปากแดงของเยี่ยนเจาเจาก็หยิบเม็ดองุ่นอย่างเหม่อลอย แต่ไม่รู้เหตุใดกลับหาทางปอกองุ่นลูกกลมในมือไม่ได้เสียที
คล้ายกับแม่นางน้อยตรงหน้า นางนั่งอย่างว่าง่ายเชื่อฟัง ดวงตาจับจ้องมาที่เขาข้างกายมีเพียงเขา ทว่าวันเวลาเหล่านี้ไม่มีทางยั่งยืน
เมื่อสถานการณ์ในเมืองเซียงเฉิงคลี่คลายลงไข่มุกสุกสกาวข้างนอกย่อมต้องกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม และเมื่อเวลานั้นมาถึง ก็จะเป็นช่วงเวลาที่นางเบ่งบานชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วแผ่นดินแล้ว
ความงุ่มง่ามในใจหนานหมิงเหอหยุดลงชั่วขณะ เขากระจ่างแล้วว่าตนได้เปรียบมากกว่าผู้ใดดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเศร้าโศกเสียใจ อย่างไรบุปผาเลื่องชื่อดอกนี้ก็เติบโตในฝ่ามือของเขา
เขาจะดูแลนางอย่างดี
ขณะที่สติของเขากำลังล่องลอย มือคู่หนึ่งพลันยื่นเข้ามาหยิบองุ่นออกไปจากมือเขา พริบตาเดียวก็ลอกเปลือกหุ้มออกแล้ว องุ่นอยู่บนปลายนิ้วของนาง
“พี่ชายนี่โง่จัง”
เยี่ยนเจาเจายืดตัวขึ้น จ่อองุ่นไปที่ริมฝีปากหนานหมิงเหออีกมือแตะแก้มเขาแผ่วเบา
หนานหมิงเหอรู้สึกพ่ายแพ้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับตนเองเป็นองุ่นลูกนี้ที่โดนลอกเปลือกออกทีละชั้นๆ บนฝ่ามือของนาง ไร้หนทางหลบหนีตลอดกาล
แต่เขากลับยินยอมพร้อมใจ
เขาก้มศีรษะลงไปกินลูกองุ่น ดวงตาหลุบต่ำซ่อนความรู้สึกที่พุ่งพล่านอย่างมิดชิดก่อนจะเงยหน้าขึ้น ยื่นมือไปลูบศีรษะนางอย่างเอาอกเอาใจ ก่อนเอ่ยว่า “หากเจ้าบอกว่าใช่ก็คือใช่”
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกร้อนที่โคนหูทำได้เพียงยกมือขึ้นลูบใบหูตนเอง และบ่นพึมพำเบาๆ “พี่ชายตามใจข้าเสมอ ต่อไปหากข้าเอาแต่ใจกำเริบเสิบสานก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่โชคร้าย”
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ป้านจื่อซา หมายถึงป้านชาที่ผลิตจากดินจื่อซา และถึงแม้จะเรียกว่าดิน แต่แท้จริงคือแร่ประเภทเหล็กฟอสฟอรัส ยิปซั่มและหินปูนผสมกัน มีแหล่งผลิตหลักอยู่ที่เมืองอี๋ซิง มณฑลเจียงซูสาธารณรัฐประชาชนจีน
[2] คนหมิงไม่พูดคำนินทา หมายถึง คนตรงไปตรงมาไม่แอบกระทำในที่ลับ
[3] ไม้งดงามในพงไพร ย่อมถูกลมพัดทำลาย อุปมาถึงผู้ทรงศีลหรือความประพฤติดีเด่น ย่อมถูกริษยาและถูกติเตียนได้ง่าย