ตอนที่ 5 ฝันร้าย?
ไซไนน์ กระแสพลังธรรมชาติรูปแบบหนึ่งในมิติจักรวาลเดียวกันกับสสารพลังงาน หรือมานา ดำรงอยู่อย่างเอกเทศไร้อันตรกิริยาเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่งอื่นแต่ตัวมันแสดงค่าอัตลักษณ์ยามทับซ้อน มิอาจถูกลวงหลอกหรือบิดเบือนความจริงที่มันแฉแสดง
นานแสนนานระหว่าง่เวลาที่เหล่าตัวตนผู้สร้างชีวจักรกลาได้อพยพย้ายถิ่นฐานผ่านห้วงอวกาศผู้ปราดเปรื่องแห่งเผ่าพันธุ์ได้ค้บกระแสไซไนน์โดยบังเอิญและเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากความเถรตรง ด้วยการเก็บตัวอย่างจากดวงดาวมากที่ท่องผ่านแล้วบันทึกค่าระบุอัตลักษณ์ข้อมูลเหลือคณาประสานภูมิปัญญาสูงส่งแห่งเผ่าพันธุ์ ผ่านกาลเวลาช่วยกลั่น ตกลึกก่อเกิดสมการอนุมานคุณสมบัติสำหรับคำนวณการค้นพบสิ่งใหม่
มิได้มีพลังอำนาจทำลายล้างสูงเหนือจินตนาการ หากแต่เมื่อถามว่าอาวุธใดทรงพลังที่สุด หนึ่งในคำตอบอันทรงค่าอาจเป็ ภูมิปัญญาแห่งการหยั่งรู้...
ดาเรนเงยหน้าด้วยแววตาว่างเปล่าััทั้งหมดแผ่พุ่งปรับจูลเข้าหาพลังอำนาจยิ่งใหญ่อันเหล่าผู้สร้างได้วางรากฐานไว้
********************************
บนชั้นยอดหอคอยวิหาร ปรากฏวงแหวนแห่งมนตราเคลื่อนย้ายหญิงสาวในชุดคลุมลึกลับมาตามนัด
“คาราวะท่านหญิง ...การตรวจสอบเป็เช่นไรบ้าง”ชายชราผู้มีศักดิ์ต่ำกว่ารออยู่ก่อน กล่าวทักอย่างนอบน้อม และถามไถ่เรืองราว
เลนเน่ขมวดเรียวคิ้ว นึกทบทวนเื่การตรวจสอบดาเรนอีกครั้งจนแน่ใจว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดจึงบอกกล่าวให้อีกฝ่ายฟัง
“ข้าควานหาจนทั่วแล้วแต่ไม่พบแก่นยานาร์เลยกระทั่งกระแสมานาก็ไม่มี”
ชายชราสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ใบหน้าแดสงอาการแตกตื่นคล้ายไม่ค่อยเชื่อ
“แต่ท่านดาเรนเป็ผู้ที่ทวยเทพเลือกแท้ๆ ไม่น่าเป็เช่นนี้ได้”
แต่เมื่อฉุกคิดขึ้นได้ มันก็ผ่อนลมหายใจโล่งอกออกมา
“บางทีอาจคล้ายกับริรันทูล์เอริอัลในอดีตท่านนั้นยังต้องเข้าพิธีกรรมอวยพรอีกครั้งเพื่อบังคับให้พลังที่ลับไหลตื่นขึ้น”
เลนเน่พยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าหวังให้เป็ดั่งที่ท่านอนาธัสกล่าว ท่านช่วยรายงานตรงต่อองค์คาเดียน์อีกทั้งขอกำลังเสริมสำหรับคุ้มกันท่านดาเรนเพิ่มด้วย”
ชายชรานามอนาธัสน้อมรับคำสั่งจากหญิงสาวรุ่นราวคราวหลานอย่างเคารพ
ถึงแม้ตัวเขามีตำแหน่งเป็ถึงหัวหน้าองค์คณะตรวจการณ์ประจำแคว้นแหลมเนรีฟผู้ขึ้นตรงต่อจักรพรรดินีแห่งศาสนจักร มีอำนาจรองจากเหล่าตัวตนชั้นสูงเพียงไม่กี่คนในนครหลวงออเรลเซียโดยปกติเขาไม่มีทางลดตัวลงมายังวิหารชั้นตรีอย่างวิหารฮิลมานล์อย่างแน่นอน
“แล้วธุระของท่านเป็อย่างไรบ้าง” ฝ่ายหญิงสาวกล่าวถามบ้าง
“เบาะแสล่าสุดมีคนพบเห็นธอรินฮิลมานล์ที่หมู่บ้านทางตอนใต้เกือบสุดเขตชายแดนตอนนี้ข้ากำลังจับตาธาร์รอนจากตระกูลฝ่ายอาณาจักรอาแซก...”
“ธาร์รอนคาเตอร์อีกคน” เลนเน่เสียงเรียบราวกับคำสั่ง
อนาธีสเผยสีหน้าฉงนไม่เห็นด้วยแต่ก็กลืนคำรับคำสั่งเมื่อใบหน้าท่านหญิงของเขาดูราวกับมั่นใจอะไรบางอย่าง
หลังกล่าวรายงานข่าวสารชั้นรองทั่วไปจนหมด อนาธัสเผยสีหน้าลำบากใจครู่หนึ่งก่อนกล่าวไม่เต็มเสียงนัก “หากบุคคลระดับธอรินยังประเหตุร้าย ข้าเกรง...”
“ข้าเข้าใจ ความปลอดภัยของท่านดาเรนข้ารับผิดชอบเองท่านอนาธัสก็ทำส่วนของท่านให้เต็มที่เถอะ”เลนเน่เข้าใจความจำเป็ข้อนี้ดีจึงไม่ต้องให้ผู้ชราอธิบายมากความแต่อย่างไรเสียก็แอบไม่พอใจที่เธอต้องคอยตามประกบชายหนุ่มช่างก่อกวนนั่น
***********************************
“....ฮาน”
“ฮานนน ... ... ฮาน”
“ฮานนนนนนนน!!”
เสียงเรียกขาลดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็เสียงะโลั่นจนดาเรนสะดุ้งลุกขึ้นนั่งอย่างงงงวย เสียงหวีดวิ๊งดังกระแทกแก้วหูจนปวดหน่วงม่านตาขยับรี่ลงปรับสภาพแสงจ้าลดลง เขามองเห็นแต่กลุ่มควันไฟ ซากผลักหักพังลุกไหม้ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีแดงด้วยเพลิงโหมโชติ่ทุกที่ที่สายตากวาดผ่านล้วนทอดไปด้วยซากศพของเพื่อนทหารทั้งหลุดลุ่ยกระจัดกระจายไม่เป็ชิ้นดี
ที่นี่มันบ้าอะไรกัน!?
ผลัก!! ไม่ทันตั้งตัวดาเรนถูกตบจนหน้าหัน
“ถ้าแกยังไหว กลับไปที่แนว”นายทหารคนนั้นกระชากคอเสื้อดาเรนแล้วตะคอกใส่ก่อนที่เขาจะพุ่งตัวทำอย่างเดียวกันกับทหารคนที่อยู่ถัดไป
ดาเรนเต็มไปด้วยความสับสน แต่ร่างกายเขากลับขยับไปเองตามสัญชาตญาณเขาโซเซกลับไปที่แนวบังเกอร์เขาหยิบไรเฟิลจู่โจมที่อยู่ในมือเมื่อไรไม่รู้ขึ้นมาประทบบ่าเล็งตรงไปยังกลุ่มควันด้านหน้าดั่ง่เวลาที่หนักอึ้งวินาทีหนึ่งราวกับผ่านไปหลายชั่วโมงกระทั่งเงาดำตะคุ่มย่างกรายปรากฏขึ้นในกลุ่มควัน เขาไม่รอที่จะเห็นหน้ามันก่อนนิ้วชี้เหนี่ยวไกค้าง รั่วะุอย่างบ้าระห่ำจนนัดสุดท้ายไอร้อนพวยพุ่งจากปากกระบอก หูของเขาอื้ออึง จ้องเขม็งยังเป้าหมายในที่สุดร่างเงาตะคุ่มนั้นล้มลงทั้งยืนแต่เพียงอึดใจดาเรนยังไม่ทันได้ร่ำร้องชัยชนะในใจห่าฝนลำแสงพุ่งตอบกลับมาจากหลังม่านควัน
ปักกก! เหมือนถูกค้อนปอนด์กลางหน้าอกดาเรนกระเด็นหงายหลังแบบไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ราวกับมีภูกเขามาทับบนอก แน่นหายใจไม่ออก ความเ็ปแสนสาหัสแล่นตามมาสมทบเขาอ้าปากเหมือนกับกรีดร้องแต่เสียงกลับจุกอยู่ในลำคอเกราะโลหะหลอมละลายแนบไปกับเนื้อและกระดูกซีกบางส่วนที่โผล่ออกมา
“ดาเรน!”ทหารนายหนึ่งวิ่งสไลด์หลบห่าฝนลำแสงมาหมอบอยู่ด้านข้าง
“หมอ หมอ.... เสนารักษ์ โว้ยยย”เขาพยายามเอาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลสนามอุดลงบนแผลของดาเรนพลางะโขอความช่วยเหลือสุดเสียง แต่ก็ไร้การตอบกลับ
“กดไว้ให้แน่น” เขาเอามือของดาเรนทั้งสองข้างมาวางเหนือแผล แล้วเขาก็หันไปลากขาทั้งสองข้างเขาฉุดกระชากลากร่างดาเรนไถครูดออกจากแนวหน้าพลางหลบห่าฝนลำแสงจากฝ่ายศัตรูอย่างทุลักทุเล
“ขอบคุณ ...พี่” ความรู้สึกเลือนรางบอกดาเรนว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นแผ่นหลังของบุรุษผู้นี้จากมุมนี้แผ่นหลังที่คอยปกป้องเขา ลากเขากลับมาจากความตายและนี่คือภาพสุดท้ายก่อนสติของเขาจะเลือนลับ
****************************************
เช้าวันใหม่ดาเรนตื่นขึ้นพร้อมกับหลังเปียกโชกภาพในความฝันยังคงตกตะกอนให้เขาขบคิดภาพความทรงจำอันใหม่ก็ผุดขึ้นมาและถามโถมเข้าใส่สมองของเขา
ภาพความทรงจำสีขาวดำ ภพที่ชโลมด้วยสีแดงเสือดภาพของผู้คนเพื่อนทหารถูกลบใบหน้าออกไป ภาพของบ้านเมืองสวยถูกซ้อนทับกับซากผลักหักพังหลังาภาพของเหล่าผู้คนกรีดร้อง เสียงร้องไห้ดังระงมจากทุกทิศทางทุกอย่างตัดสลับไปมาจับต้นชนปลายไม่ถูก ราวบาลแผลลึกในจิตใต้สำนึกกำลังดึงเขาดิ่งลงไปเรื่อยๆ
“นายท่าน นายท่านดาเรน...”เป็เสียงเล็กกระซบเรียกด้วยความหวาดกลัวกับแรงเขย่าเบาๆจากมือน้อยช่วยปลุกเขาขึ้นจากภวังค์ดำมืด
“ไม่เป็ไร ...ขอบคุณนะ”ใบหน้าซีดเซียวของเด็กหนุ่มฝืนยกมุมยิ้มให้แคร์สบายใจ เด็กหญิงที่ตาคลออยู่ก่อนแล้วบ่อน้ำตาแตกทันทีโผเข้ากอดดาเรนแน่น
ดาเรนไม่ว่ากล่าวอะไรเพียงลูบลงบนผมสีแดงอย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบขวัญ เมื่อครูระหว่างหลงในภวังค์ดำมือนั้นคงปล่อยจิตสังหารออกมาจนเผลอทำร้ายแคร์เข้า
หลังดาเรนทำกิจวัตร่เช้าเสร็จก็เตรียมวางแผนออกไปข้างนอกเพราะเหล่านักบวชาุโได้อนุญาตเป็ที่เรียบร้อยหลังจากเขาทำตัวดีสงบเสงี่ยมอยู่ตั้งเกือบสองอาทิตย์
ในทีแรกแคร์ดึงดันจะขอตามไปด้วยจนต้องยอมสัญญาว่าวันนี้กลับมาจะเล่าเทพนิยายให้ฟังสองเื่เลยเ้าตัวน้อยหัวแดงจึงยอมแต่โดยดี
ดาเรนยิ้มย่องในใจว่าจะเป็อิสระแล้ว ครั้นเปิดประตูห้องออกราวกับแผนทุกอย่างร่วงกราวลงบนพื้น...
“เลนเน่!”
By นิรกาล