บทที่ 6 ของที่ตามข้ามโลก
เสิ่นโม่จิ่นปล่อยมือออกจากขอบโต๊ะเครื่องแป้งแล้วหมุนตัวกลับ
บานตู้เสื้อผ้ายังปิดสนิท เสื้อผ้าซึ่งเป็ของเ้าของร่างเดิมอยู่หลังประตูนั้นครบทุกชิ้น
เธอไม่คิดตอบคำถามของผีเร่ร่อน
แต่สิ่งที่ดึงสายตาเธอไว้กลับเป็ย่ามสีดำกลางเตียง ปากกระเป๋ายังคงเปิดอยู่ อักขระบนผิวผ้าดับแสงลงแล้ว เหลือเพียงด้ายแดงซีดซึ่งรับแสงสีส้มจากโคมไฟหัวเตียง
นอกระเบียง ผีเร่ร่อนยังเกาะอยู่เลยขอบประตูกระจกออกไป มันหลบจนเห็นเพียงนิ้วไม่ครบซึ่งเกี่ยวอยู่กับราว ส่วนใบหน้าผลุบเข้าออกหลังเสาปูนทุกครั้งที่เสิ่นโม่จิ่นขยับ
เสิ่นโม่จิ่นเดินไปข้างเตียง
หลังร่างกับิญญาเข้าที่ ระยะเพียงไม่กี่ก้าวก็ไม่ต้องคอยระวังว่าขาซ้ายจะตามไม่ทันอีก
เธอหยุดตรงขอบฟูก ใช้ฝ่ามือกดลงบนผิวย่าม แล้วปล่อยกลิ่นไอิญญาผ่านเข้าไปเพียงเล็กน้อย
เนื้อผ้าใต้ฝ่ามือตอบรับด้วยแรงสั่นหนึ่งครั้ง เส้นด้ายแดงทุกเส้นกระตุกพร้อมกัน ก่อนแรงดึงจะไหลผ่านกลางฝ่ามือเข้าไปถึงข้อมือ ราวกับด้านในมีทางเดินหลายสายกำลังเปิดรับเ้าของอีกครั้ง
เสิ่นโม่จิ่นใช้นิ้วเกี่ยวสายสะพายแล้วลองยก
น้ำหนักของย่ามยังไม่ต่างจากกระเป๋าผ้าใส่ของไม่กี่ชิ้น ทั้งที่เธอรู้ดีว่าสิ่งซึ่งเคยเก็บไว้ด้านในมีมากพอจะถ่วงคนทั้งคนให้หลังหักได้
ตอนพบย่ามครั้งแรก เธอตรวจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะร่างกายยังบอบช้ำและมีผีแปลกหน้าเกาะอยู่นอกหน้าต่าง
ตอนนี้รอยบีบที่คอหายแล้ว มือเท้ากลับมาเป็ของเธอ และผีตรงระเบียงก็อ่อนแอจนไม่น่ารอดจากของในย่ามหากคิดเข้ามาหาเื่
ถึงเวลาตรวจของทั้งหมดเสียที
เสิ่นโม่จิ่นสอดมือผ่านปากกระเป๋า เธอนึกถึงสิ่งที่้า ปลายนิ้วจึงไม่สะเปะสะปะไปตามของชิ้นอื่น แต่ถูกแรงบางอย่างดึงลงไปทางซ้าย
ความเย็นแตะข้อพับแขนอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนด้ามไม้ซึ่งคุ้นมือจะเลื่อนเข้ามารอในอุ้งนิ้ว
เธอกำมันแล้วดึงขึ้น
ไม้เรียวยาวกว่าท่อนแขนโผล่พ้นปากย่ามโดยไม่ติดปากย่าม ทั้งที่ตำแหน่งซึ่งเธอสอดมือลงไปไม่ควรมีพื้นที่พอให้วางของเป็แนวตรง
ตัวไม้สีเข้มมีรอยมันตรง่ด้ามจากการจับใช้งานนับครั้งไม่ถ้วน ตรงข้อที่สามยังเหลือรอยบิ่นเล็ก ๆ ซึ่งปลายนิ้วโป้งของเธอเคยลูบผ่านจนจำตำแหน่งได้
เสิ่นโม่จิ่นพลิกดูอีกด้าน
รอยไหม้รูปครึ่งวงตรงปลายไม้ยังอยู่
ด้ายดิบซึ่งพันไว้ใกล้ด้ามยังมีปมเอียงไปทางซ้าย เพราะคืนหนึ่งเธอเคยผูกใหม่กลางฝนจนมองไม่เห็นว่าปมมันเบี้ยว
‘ตามมาทั้งรอยเลยนะมึง’
หญิงสาวหมุนไม้เรียวหนึ่งรอบ ปลายไม้เฉียดผ้าปูเตียงจนเกิดเสียงพรึบ ก่อนเธอจะลดมือลงแล้วเคาะพื้นไม้ข้างเท้าเพียงครั้งเดียว
ก๊อก
เสียงซึ่งดังขึ้นธรรมดาเสียจนหากคนในบ้านได้ยิน คงคิดว่าเธอทำของตก
แต่ ผีเร่ร่อนนอกระเบียงกลับสะดุ้งจนศีรษะโผล่พ้นเสาปูนทั้งหัว แผ่นหลังของมันกระแทกกระจกด้านนอก แล้วรีบยกแขนขึ้นบังใบหน้าทั้งที่ไม้เรียวยังอยู่ห่างหลายเมตร
ขอบร่างสีขาวอมฟ้ากระเพื่อมจากไหล่ลงไปถึงปลายเท้า เศษควันที่ได้จากธูปเมื่อครู่สั่นหลุดออกจากชายเสื้อเป็ละอองบาง ๆ
“ท่านจะตีผู้ใด”
“พื้น”
“พื้นทำอะไรผิดหรือ”
เสิ่นโม่จิ่นเหลือบมองมันช้า ๆ
ผีเม้มปากแล้วถอยกลับไปเกาะเสา เผยให้เห็นเพียงดวงตาขุ่นข้างเดียวอีกครั้ง
หญิงสาวปล่อยไอเข้าไปในไม้เรียวเพิ่มอีกนิด ความอุ่นซึมขึ้นมาตามฝ่ามือ เนื้อไม้ไม่ได้เปลี่ยนสีหรือส่งแสง ทว่าฝุ่นซึ่งตกค้างอยู่ตามร่องพื้นกลับแยกออกเป็วงกว้าง
ม่านข้างระเบียงสะบัดเข้าหาห้องหนึ่งครั้ง ทั้งที่กระจกเปิดอยู่
กลิ่นดินจากป่าช้าหลังฝนตกแทรกขึ้นมาท่ามกลางน้ำหอมในห้องนอน แล้วจางไปทันทีเมื่อเสิ่นโม่จิ่นหยุดส่งไอิญญา
ฤทธิ์ยังอยู่ครบ
เสิ่นโม่จิ่นมองเสาปูนที่ผีแอบ อยู่สองลมหายใจ ก่อนวางไม้เรียวพาดไว้ข้างหมอน ของใช้บ่อยควรอยู่ในตำแหน่งหยิบง่าย หากมีอะไรตามกลิ่นบุญเข้ามาทางระเบียงคืนนี้ เธอจะได้ไม่ต้องเสียเวลาควานหา
มิติด้านในยังหยิบของเดิมออกมาได้ แต่คำถามถัดไปคือมันรับของจากโลกนี้เข้าไปได้หรือไม่
หญิงสาวกวาดตามองรอบห้อง
เครื่องสำอางกับขวดน้ำหอมบนโต๊ะมีขนาดเล็กเกินไป ต่อให้เก็บสำเร็จก็พิสูจน์ได้เพียงว่าย่ามใส่ของจุกจิกเพิ่มได้ ส่วนเตียงถูกปูแน่นจนหากหายเข้าไปทั้งหลัง เสียงโครงไม้ครูดพื้นอาจดังไปถึงชั้นล่าง
สายตาของเธอจึงหยุดตรงโซฟาสองที่นั่งซึ่งตั้งชิดผนังใกล้ตู้เสื้อผ้า
เบาะกำมะหยี่สีเทาอ่อนวางหมอนประดับอยู่สองใบ ขาโลหะสีทองทั้งสี่ข้างตั้งอยู่บนพรมขนสั้น
ตรงโต๊ะข้างโซฟามีแจกันแก้วทรงสูงกับโคมไฟฐานหินอ่อน ซึ่งดูพร้อมแตกทันทีหากถูกกระแทกเพียงนิดเดียว
เสิ่นโม่จิ่นยกแจกันไปวางบนพื้นอีกด้านก่อน ตามด้วยโคมไฟและกรอบรูป จากนั้นจึงรวบสายไฟออกจากหลังโซฟาเพื่อไม่ให้มันเกี่ยวเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นตอนขยับ
เสียงครูดเบา ๆ ดังจากระเบียง
ผีเร่ร่อนโผล่ออกมามองทั้งที่ตัวมันยังซ่อนตัวอยู่หลังเสา แต่ยื่นคอยาวเกินคนปกติออกมาเพื่อดูว่าเธอกำลังทำอะไร
เสิ่นโม่จิ่นไม่ไล่
เธอถือย่ามเดินไปหยุดหน้าโซฟา ใช้มือซ้ายเปิดปากกระเป๋า ส่วนฝ่ามือขวาวางลงบนที่เท้าแขนกำมะหยี่
“เก็บ”
ผิวโซฟาใต้มือยุบลงราวกับกำลังจมผ่านแผ่นน้ำซึ่งมองไม่เห็น ขอบที่เท้าแขนบิดแคบลงก่อน
ส่วนพนักทั้งชิ้นถูกแรงจากปากย่ามดึงตามเข้ามา ขาโลหะสองข้างยกพ้นพรมโดยไม่มีมือใครแตะ แล้วร่างของโซฟาก็พับผ่านช่องกระเป๋าซึ่งกว้างไม่ถึงหนึ่งคืบ
ส่วนต่าง ๆ หายลับเข้าไปตามลำดับ หลังขาโลหะพ้นขอบย่าม ปากกระเป๋าก็คืนขนาดเดิมทันที
รอยกดสี่จุดยังค้างอยู่บนพรม
ห้องด้านนั้นกลับโล่งราวกับไม่เคยมีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ตั้งอยู่
ผีเร่ร่อนปล่อยคอซึ่งยื่นออกมาจนยาวหดกลับไม่ทัน ใบหน้าจึงค้างอยู่กลางอากาศ ส่วนปากที่ฉีกถึงแก้มอ้ากว้างจนเห็นฟันสีดำ
“มัน...มันหายไปไหน”
“ในย่าม”
“ย่ามของท่านกินของหรือ”
“เก็บของ”
เสิ่นโม่จิ่นยกกระเป๋าขึ้นสะบัดหนึ่งครั้ง น้ำหนักยังเท่าเดิม ไม่มีส่วนใดนูนออกมาตามรูปโซฟา และขาโลหะก็ไม่ได้แทงทะลุผ้าออกมา
เธอสอดมือเข้าไปโดยนึกถึงของชิ้นล่าสุด ความรู้สึกตรงปลายนิ้วเปลี่ยนจากความเย็นเป็ผิวกำมะหยี่ทันที
“ออก”
ปากย่ามกระตุก
โซฟาหลุดออกมาเร็วกว่าตอนถูกเก็บ ขาโลหะคู่แรกตกลงเหนือพื้นประมาณหนึ่งฝ่ามือ ตามด้วยเบาะและพนักซึ่งคลี่กลับสู่รูปเดิม
น้ำหนักทั้งชิ้นกดลงบนพรมพร้อมเสียงตุบจนขวดน้ำหอมบนโต๊ะเครื่องแป้งสั่นกระทบกันกรุ๊งกริ๊ง
ตำแหน่งเอียงจากรอยเดิมเล็กน้อย
เสิ่นโม่จิ่นจับพนักไว้ด้วยมือเดียว ก่อนออกแรงลากขาทั้งสี่กลับเข้ารอยกดบนพรม สีหน้าของเธอไม่ได้เปลี่ยน ราวกับการทำให้โซฟาทั้งตัวหายเข้าไปในถุงผ้าเป็เพียงเื่ซึ่งคาดไว้อยู่แล้ว
“ร้านิญญาขายของแบบนี้ด้วยไหม” เสิ่นโม่จิ่นถามขณะยกโคมไฟกลับขึ้นโต๊ะ
ิญญารีบส่ายหน้า “ข้าไม่เคยเห็น หากมีจริงคงไม่ใช่สิ่งซึ่งผีเร่ร่อนอย่างข้าจะเข้าใกล้หน้าร้านได้ แต่ว่า...ท่านใส่โซฟาลงไปได้อย่างไร”
“ก็เห็นอยู่”
“ข้าเห็นว่ามันหาย แต่ข้าไม่เห็นว่ามันเข้าไปได้อย่างไร”
“งั้นกูก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง”
เธอวางกรอบรูปกลับตรงตำแหน่งเดิมแล้วเดินจากมา ปล่อยให้ผียังจ้องโซฟาราวกับรอให้มันถูกย่ามกินเข้าไปอีกครั้ง
มิติรับของจากโลกใหม่ได้
การตรวจคืนนี้มากพอแล้ว ไม้เรียวตอบสนองเหมือนเดิม เธอไม่ได้เริ่มชีวิตใหม่ด้วยมือเปล่า
ต่อให้ระบบยังเรียกเธอว่าผู้เล่นไร้แรงค์ ต่อให้คนในโลกนี้ใช้ยันต์จีน กระบี่ไม้ท้อ หรือของซึ่งเธอไม่รู้วิธีใช้ อย่างน้อยของจากชีวิตเดิมก็ยังเลือกตามเ้าของมา
และฤทธิ์ของมันไม่ได้ถูกกฎโลกใหม่ตัดทิ้ง
เสิ่นโม่จิ่นจับขอบย่าม เตรียมรูดเชือกปิด ทว่าเนื้อผ้าด้านล่างกลับขยับเสียก่อน
ครืด...
“..........”
การเคลื่อนไหวไม่ได้มาจากย่าม มันดังมาจากส่วนลึกกว่านั้น
ลึกลงไปหลังชั้นเก็บของ ผ่านบริเวณที่แม้แต่แขนของเธอก็เอื้อมไม่ถึงหากของด้านในไม่ยอมวิ่งออกมาหาเอง
เสิ่นโม่จิ่นหยุดมือ
ผีเร่ร่อนนอกระเบียงเอียงศีรษะตาม ก่อนดวงตาขุ่นจะเคลื่อนไปจับอยู่ตรงปากย่าม
ฟืด...
ลมหายใจสายหนึ่งพุ่งผ่านความมืดด้านใน ลมอุ่นดันผิวกระเป๋าให้โป่งขึ้นแล้วตกกลับลงบนฟูก กลิ่นดินแห้ง หญ้าเก่า และควันธูปซึมออกมาตามช่องเปิด
ฟืด...
คราวนี้เสียงใกล้กว่าเดิม
บางสิ่งขนาดใหญ่กำลังขยับผ่านมิติชั้นลึกเข้ามาหาปากกระเป๋า ลมหายใจแต่ละครั้งดันของซึ่งขวางทางจนเกิดเสียงครูดต่อกันเป็่
ก่อนเงาดำตรงด้านในจะนูนขึ้นช้า ๆ
ปลายจมูกเปียกชื้นขนาดใหญ่กว่ากำปั้นดันผ่านความมืดออกมาเพียงเล็กน้อย
แล้วสูดกลิ่นเ้าของย่ามเต็มแรง
ฟืด...
ผิวผ้าซึ่งวางแผ่อยู่บนเตียงกระตุกตามแรงด้านใน เชือกแดงเส้นหนึ่งซึ่งซ่อนอยู่ใต้ขอบปากกระเป๋าค่อย ๆ เลื้อยออกมา
ปมที่รัดอยู่คลายตัวเองทีละชั้น ปลายเชือกปัดผ่านหลังมือหญิงสาวแล้วตกลงบนผ้าปู
“.........”
เสิ่นโม่จิ่นไม่ถอนมือออก
เธอจำกลิ่นดินแห้งกับหญ้าเก่าซึ่งปนอยู่ในลมหายใจนั้นได้ ต่อให้ร่างซึ่งกำลังดันผ่านมิติออกมาจะยังเหลือเพียงจมูกกับเงาดำด้านหลัง เธอก็ไม่จำเป็ต้องหยิบไม้เรียวขึ้นมารอ
ปลายจมูกสูดกลิ่นตรงข้อมือซ้ำอีกครั้ง
คราวนี้มันหยุดนิ่ง
ลมหายใจซึ่งเคยพ่นแรงลดลง ก่อนเงาก้อนใหญ่ภายในมิติจะขยับเข้าหาปากย่ามช้า ๆ ราวกับกำลังตรวจสอบว่ากลิ่นิญญาที่คุ้นเคยเหตุใดจึงติดอยู่บนร่างของคนแปลกหน้า
“จำกลิ่นกูไม่ได้หรือไง” เสิ่นโม่จิ่นเอ่ยเสียงเรียบ
ของด้านในส่งเสียงฮึ่มต่ำอยู่ในลำคอ
คล้ายยังลังเลว่าควรเชื่อเสียงหรือเชื่อรูปร่างซึ่งเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม
หญิงสาวจึงยื่นฝ่ามือเข้าไปใกล้จมูกนั้นอีกนิด ปล่อยไอิญญาออกจากปลายนิ้วเพียงสายเดียว อักขระตรงปากย่ามสว่างขึ้นตามแรงตอบรับ ส่วนเงาดำด้านในพลันหยุดขยับ
หนึ่งลมหายใจผ่านไป
ปลายจมูกขนาดใหญ่ดันเข้าหาฝ่ามือจนข้อมือเธอยกสูง
เสียงฮึ่มเมื่อครู่เปลี่ยนเป็เสียงพ่นลมยาว คล้ายของด้านในเพิ่งยอมรับคำตอบที่ตามหา จากนั้นปากย่ามก็ถูกดันกว้างออกโดยไม่สนว่าผ้าจะรับไหวหรือไม่
เขาสีดำโค้งข้างหนึ่งแทงผ่านความมืดออกมาก่อน ปลายเขากวาดเฉียดโคมไฟหัวเตียงจนพู่ห้อยสั่นกระทบฐานแก้ว ตามด้วยเขาอีกข้างซึ่งมีรอยบิ่นเล็ก ๆ อยู่ตรงปลาย
ศีรษะขนาดใหญ่เคลื่อนตามออกมา
ขนสีดำแนบติดผิวแข็งแรง รับแสงจากโคมไฟเป็มันเงา ดวงตาสองข้างแดงจัดคล้ายถ่านซึ่งยังไม่ดับ
ส่วนกลางหน้าผากมีตราสีทองประทับอยู่เหนือแนวตา ลายเส้นในตราค่อย ๆ สว่างตามจังหวะลมหายใจ
พอหัวทั้งหัวพ้นปากย่าม ไหล่กว้างบึกบึนก็เบียดตามขึ้นมา
ผ้าปูเตียงย่นไปถึงปลายฟูก ขณะที่ย่ามทั้งใบกลับไม่ฉีกขาด แม้ร่างใหญ่โตซึ่งกำลังผ่านออกมาจะใหญ่กว่าปากกระเป๋าหลายสิบเท่า
เงาดำขยายตัวทันทีเมื่อหลุดจากขอบมิติ ก่อนขาหน้าคู่หนึ่งจะเหยียบลงบนพื้นห้อง
ตุบ!
พรมใต้กีบยุบจนขนสั้นแนบติดพื้น แรงกดแล่นผ่านเตียงขึ้นมาตามฝ่าเท้าของเสิ่นโม่จิ่น ขวดน้ำหอมบนโต๊ะเครื่องแป้งสั่นกระทบกัน ส่วนกระจกบานสูงส่งเสียงกรอบจากขอบไม้
ร่างที่เหลือเคลื่อนตามออกมาจนครบ
ควายดำตัวใหญ่ยืนกินพื้นที่ระหว่างเตียงกับตู้เสื้อผ้า หัวไหล่สูงถึงระดับไหล่ของเสิ่นโม่จิ่น
เขาโค้งทั้งสองข้างกว้างจนหากมันหันเร็วเกินไป ปลายข้างหนึ่งคงเกี่ยวม่าน อีกข้างคงกวาดของบนโต๊ะลงพื้นหมด
กีบหลังซึ่งเพิ่งแตะพื้นบดขอบพรมจนเกิดรอยบุ๋มลึก หางยาวสะบัดเพียงครั้งเดียวก็ฟาดหมอนประดับบนโซฟาหล่นลงไปกองข้างขา
แรงข่มิญญาแผ่ออกจากตัวมันโดยไม่ต้องมีคาถา
อุณหภูมิในห้องไม่ได้ลดลง ทว่าอากาศกลับแน่นขึ้นจนผ้าม่านซึ่งเคยไหวตามลมหยุดค้าง ละอองขี้เถ้าในจานรองธูปถูกกดติดกับขี้ผึ้ง
ส่วนเงาตามมุมห้องหดเข้าหาฐานเฟอร์นิเจอร์ราวกับไม่อยากััพื้นที่รอบกีบทั้งสี่
เสิ่นโม่จิ่นมองั้แ่ปลายเขาลงมาถึงกีบหลัง
“ยังตัวเท่าควายอยู่จริง ๆ”
ควายดำหันมาทางเธอทันที
ดวงตาแดงเลื่อนผ่านใบหน้าเด็กสาวอายุสิบเก้า ปลายผมสีทอง และเสื้อผ้าซึ่งไม่มีกลิ่นของเ้าของเดิม จมูกใหญ่กระตุกหลายครั้ง ก่อนมันจะก้าวเข้ามาใกล้
เสิ่นโม่จิ่นไม่ถอย
ควายดำหยุดห่างจากเธอไม่ถึง่แขน มันก้มศีรษะจนปลายเขาทั้งสองข้างลดลงไปคนละด้าน แล้วใช้จมูกดุนกลางอกของหญิงสาวเบา ๆ
คำว่าเบาของมันยังทำให้ร่างเสิ่นโม่จิ่นถอยไปครึ่งก้าว
เธอยกมือดันหน้าผากไว้ “เบา”
จมูกใหญ่ขยับไปดมตรงหัวไหล่ ตามด้วยข้อมือ แล้ววกกลับมาสูดกลิ่นบริเวณปลายนิ้วซึ่งพลังิญญายังไม่จาง
มันพ่นลมหายใจแรงจนเส้นผมด้านหน้าของเธอปลิวขึ้น ก่อนตราสีทองกลางหน้าผากจะสว่างวาบ
หางซึ่งเคยตั้งแข็งอยู่ด้านหลังเริ่มสะบัด
ครั้งแรกปลายหางกวาดผ้าคลุมโซฟาเอียง
ครั้งถัดมาฟาดขอบตู้จนเกิดเสียงปึก
พอถึงครั้งที่สาม ควายดำก็ดันศีรษะเข้ามาซบฝ่ามือเธอเต็มแรง ส่งเสียงครางต่ำอยู่ในลำคอ ขาหน้าข้างหนึ่งยกขึ้นกระทืบพื้นเบา ๆ ซ้ำกันหลายครั้งราวกับอดใจไม่ไหว
เสิ่นโม่จิ่นมองอาการตรงหน้าแล้วกดฝ่ามือลงกลางตราสีทอง
“เพิ่งจำได้หรือ”
ควายดำดุนมือกลับ จากนั้นเลื่อนหัวมาถูแขนของเธอจนผิวแข็งครูดเสื้อเป็เสียงสาก หากไม่ติดว่าเขาทั้งสองข้างเกือบเกี่ยวโคมไฟตก ท่าทางมันคงไม่ต่างจากหมาตัวใหญ่ซึ่งเพิ่งเห็นเ้าของกลับบ้าน
‘หน้าตาอย่างกับจะขวิดยมบาล แต่เสือกอ้อนเหมือนหมาอดข้าว’
เสิ่นโม่จิ่นใช้มืออีกข้างจับเขาไว้ก่อนมันจะส่ายหัวไปโดนกระจก
“พอ เดี๋ยวบ้านเขาพัง”
คำว่าบ้านเขาทำให้เธอชะงักเพียงนิด
ถึงร่างนี้จะเป็ของเธอแล้ว แต่บ้านหลังนี้ยังไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็พื้นที่ของตัวเองจริง ๆ
ของบนโต๊ะ และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็เพียงความทรงจำของคนตายซึ่งเธอรู้ตำแหน่ง ไม่ใช่สิ่งที่มือเลือกซื้อหรือจัดวางเอง
ควายดำไม่สนใจถ้อยคำนั้น มันยังคงดันหัวเข้าหาฝ่ามือ จนเสิ่นโม่จิ่นต้องใช้นิ้วเกาตรงขอบตราสีทองให้สองสามครั้งจึงยอมหยุด