ยามที่แสงแรกของดวงอาทิตย์ฉายแสงพ้นขอบฟ้า ซีฉินมู่หยางที่นอนไม่หลับมาตลอดทั้งคืนหลังจากอ่านตำราทุกเล่มที่หรงเยว่ซีเป็คนเขียนขึ้น ก็ส่งสัญญาณเรียกต้าอีทันที
พรึ่บ!
ร่างสูงในชุดสีดำที่ใต้ตาคล้ำพอๆ กับผู้เป็นายรีบปรากฏตัวทันที ใบหน้าของต้าอีก้มต่ำไม่กล้าสบพระพักตร์กับฮ่องเต้หลังจากที่ได้อ่านตำรายวนยาง์ของปรมาจารย์เยว่หลันไป ความคิดของเขาที่มีต่อฮ่องเต้ผู้งดงามก็เปลี่ยนไปแบบพลิกกลับ ในเวลานี้เมื่อได้มองย้อนความสัมพันธ์ของฮ่องเต้กับแม่ทัพไป๋ ต้าอีก็รู้สึกว่าทั้งคู่ช่างเหมาะสมกันดั่งคู่ยวนยาง์จริงๆ
แม่ทัพไป๋ช่างเก่งกาจโดยแท้ที่สามารถสยบฮ่องเต้ลงได้!
"ต้าอี เ้าไปจัดการปกปิดร่องรอยของปรมาจารย์เยว่หลันให้ดี ห้ามให้ใครตามสืบเจอว่าตัวตนที่แท้จริงของปรมาจารย์เยว่หลันคือหรงเยว่ซีโดยเด็ดขาด แม้แต่ไป๋เทียนอี้ก็ตาม เข้าใจที่ข้าสั่งหรือไม่" ซีฉินมู่หยางกำชับอย่างจริงจัง
"เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบจัดการทันทีพ่ะย่ะค่ะฝ่าา"
"ดี ไปได้แล้ว"
"พ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อร่างขององครักษ์ประจำตัวหายลับไป ฮ่องเต้คนงามประจำแคว้นซีฉินจึงตกอยู่ในภวังค์ที่เขาครุ่นคิดมาตลอดทั้งคืนทันที
ชีวิตของเขาในตอนที่เป็ฉินมู่หยางนั้นได้มีใจตกหลุมรักให้กับหรงเยว่ซีนักเขียนนิยายในสังกัดของตัวเอง โดยที่เขาไม่ได้ตระหนักถึงความคิดนี้เลยว่าการที่เขาใส่ใจและเป็ห่วงอีกฝ่ายมากกว่าปกตินั้น เป็เพราะเขามีความคิดเกินเลยกับนักเขียนจอมดื้อที่ชอบทำให้เขาหัวเสียอยู่บ่อยๆ
ช่างน่าขำเหลือเกินที่กว่าเขาจะมารู้ตัวว่าได้มอบหัวใจให้กับหรงเยว่ซีไปแล้ว ตอนที่เขาเข้ามาอยู่ในร่างของซีฉินมู่หยางจนกระทั่งมีอายุได้ยี่สิบปี ซึ่งเป็ครั้งแรกที่เขากับไป๋เทียนอี้ได้พูดคุยกันเื่สตรีหรือเกอที่อยากได้เป็คู่ชีวิต
เขาในเวลานั้นอยู่ๆ ก็นึกใบหน้าของหรงเยว่ซีขึ้นมาได้ ทั้งที่เวลาของเขายามอยู่ที่นี่นั้นผ่านไปถึงสิบกว่าปีแล้วด้วยซ้ำ หากก็ยังคงจดจำใบหน้าดื้อตาใสของหรงเยว่ซีได้อย่างชัดเจน ราวกับมันถูกสลักลึกไว้ในจิติญญาของเขา
ว่าแต่ทำไมเขาถึงได้นึกถึงอีกฝ่ายในตอนที่กำลังพูดถึงหัวข้อนี้กันล่ะ
ร่างโปร่งใช้เวลาในคืนนั้นทั้งคืนหลังจากแยกกับสหายเพื่อขบคิดหาเหตุผลที่เขาสามารถยอมรับได้ และในท้ายที่สุดของคืนนั้นเขาก็ต้องยอมรับความจริงที่เขาไม่เคยรู้ตัวมาก่อน ว่าเขาได้พ่ายแพ้และหลงรักหรงเยว่ซีคนนั้นมากเสียจนเวลาผ่านไปเป็สิบปี ก้อนเนื้อในอกของเขาก็ยังมีอีกฝ่ายเข้ามาอยู่เสมอ
มันช่างเป็ความรักที่ไร้หนทางสมหวังเหลือเกินเพราะพวกเขาอาศัยอยู่กันคนละโลก หรงเยว่ซีในเวลานี้คงมีครอบครัวเป็ของตัวเองไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะยังจำบก.อย่างเขาได้อยู่รึเปล่า เพราะเขาก็ตายจากอีกฝ่ายมานานเช่นกัน
บางทีอาจมีเพียงเขาที่ยังจดจำอีกฝ่ายไว้ในใจอยู่เสมอ จนไม่อาจก้าวข้ามมันและสามารถรักใครได้อีกต่อไป
ซีฉินมู่หยางเคยคิดว่าอาจจะมีความหวังเล็กๆ ที่เขากับหรงเยว่ซีคนนั้นจะได้กลับมาอยู่บนโลกเดียวกัน เพราะเขาเคยได้ยินชื่อของหรงเยว่ซีมาก่อน แน่นอนว่าเขาในเวลานั้นหัวใจเต้นแรงด้วยความลุ้นระทึกและหวังว่า หรงเยว่ซีบุตรเกอของแม่ทัพหรงจะเป็คนเดียวกับหรงเยว่ซีในอีกโลกหนึ่ง อีกฝ่ายอาจได้ทะลุมิติมาเกิดที่นี่เช่นเดียวกับเขา
แต่เมื่อเขาได้ตรวจสอบแล้วก็ได้พบว่าหรงเยว่ซีคนนี้เป็คนล่ะคนกับหรงเยว่ซีของเขา ทั้งสองไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย เขาััไม่ได้เลยว่าอีกคนเป็หรงเยว่ซีที่อยู่ในใจเขามาตลอดคนนั้น
ความหวังของเขาแตกสลายทันที
ความรักหนึ่งเดียวที่มีไม่อาจสมหวังและเขาก็ไม่สามารถเปิดใจให้ใครเข้ามาได้เลย แม้ด้วยตำแหน่งของเขาจะมีคนมากมาย้าเสนอตัวให้กับเขาก็ตาม
ไป๋เทียนอี้ที่เลยกล่าวเอาไว้ว่า เขาไม่มีทางรักใครได้ เพราะเขามีแสงจันทร์ขาวอยู่ในใจ สิ่งที่เขาควรทำมีเพียงสองทาง คือไปตามหาแสงจันทร์ขาวของตัวเองและทำทุกวิถีทางเพื่อซะ และอีกวิธีหนึ่งคือตัดใจจากแสงจันทร์ขาวคนนั้นให้ขาด
หัวใจของซีฉินมู่หยางร่ำร้องอยากเลือกวิธีการแรก แต่มันไม่มีทางเป็ไปได้ แม้เขาจะปรารถนาแค่ไหนก็ตาม แม้ว่าเขาจะมีอำนาจขนาดไหนแต่เขาก็ไม่สามารถนำหรงเยว่ซีที่เขารักมาอยู่ด้วยกันในชีวิตนี้ได้ หรือละทิ้งตัวตนของซีฉินมู่หยางเพื่อกลับไปยังชีวิตก่อนและสารภาพรักกับอีกฝ่าย
เพราะในโลกใบนั้นที่หรงเยว่ซีมีชีวิตอยู่ ตัวเขาได้เสียชีวิตไปอย่างที่ไม่อาจย้อนคืนได้อีกแล้ว...
แต่เมื่อคืนนี้เขาได้ัักับความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
'เยว่หลัน'
ทำไมเขาจะจำนามปากกาของหรงเยว่ซีไม่ได้
หลังได้อ่านเนื้อหาในตำราเขาก็รับรู้ได้ทันทีว่า นักเขียนนามปากกาเยว่หลันคนนี้คือคนเดียวกันกับหรงเยว่ซีที่อยู่ในหัวใจของเขามาตลอด
ยิ่งได้อ่านจดหมายที่ต้าอีไปตรวจสอบและยืนยันมาเรียบร้อยแล้วว่า ตัวตนของนักเขียนตำราเล่มนี้ที่ชื่อเยว่หลันคือหรงเยว่ซี บุตรเกอของแม่ทัพหรงที่เขาได้ตรวจสอบมาก่อนหน้านี้ เขาก็นึกประหลาดใจทันที
จากนั้นก็นำไปเชื่อมโยงกับหรงเยว่ซีที่เขาได้พบเมื่อไม่นานมานี้ตอนไปเยือนที่จวนตระกูลหรง เขาถึงฉุกคิดขึ้นได้ว่าหรงเยว่ซีคนเก่าได้หายไปและมีหรงเยว่ซีจากอีกโลกหนึ่งเข้ามาแทนที่แล้วจริงๆ จากพฤติกรรมแปลกประหลาดของอีกฝ่ายที่ทำเขารู้สึกตะขิดตะขวงใจในวันนั้น
แต่เขาไม่รู้ว่าหรงเยว่ซีเข้ามาอยู่ในโลกนี้ั้แ่ตอนไหน เพราะหลังจากตามสืบอีกฝ่ายในครั้งนั้น หลายปีต่อมาเขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับหรงเยว่ซีจากตระกูลหรงอีกเลย
สิ่งสำคัญที่เขาอยากรู้มากกว่านั้นคือสาเหตุที่หรงเยว่ซีได้เข้ามาในนิยายเื่เดียวกับเขานี่แหละ
เกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่ายในชีวิตที่แล้ว เ้าตัวดื้อเสียชีวิตจากการป่วย หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเหมือนเขา
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด หัวใจของเขาก็ปวดร้าวขึ้นมาทันทีเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายจะต้องทรมานถึงเพียงไหนก่อนจะเสียชีวิต และจะรู้สึกโดดเดี่ยวขนาดไหนที่ต้องทะลุเข้ามาอยู่ในร่างของคนอื่น ทั้งยังอยู่ในยุคโบราณตัวคนเดียวแบบนี้อีก
เมื่อคืนนี้ซีฉินมู่หยางลูบไล้หน้าปกตำราด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งดีใจที่ได้รับหรงเยว่ซีกลับคืนมาในชีวิตของเขาอีกครั้ง ทั้งเศร้าใจกับการที่ได้รับรู้ว่าเ้าตัวนั้นได้เสียชีวิตลงแล้วในชีวิตก่อน
ทว่าในเมื่อหรงเยว่ซีคนที่เขารักได้มาอยู่ในโลกเดียวกับเขาแล้ว เขาก็จะคว้าโอกาสในครั้งนี้เอาไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดเขาก็ต้องอีกฝ่ายมาไว้ข้างกายของเขาให้สมกับที่เขารอคอยอีกฝ่ายมานานถึงเพียงนี้
แน่นอนว่าเื่ความแค้นที่หรงเยว่ซีนำเขาไปเขียนเป็ตัวละครในตำรายวนยาง์นี่ เขาได้จดไว้แล้วและจะต้องเอาคืนแบบทบต้นทบดอกแน่นอน
ชอบเขียนนักใช่ไหมพวกฉากพลิกผ้าห่มพวกนี้
ฮ่องเต้ร้องครวญครางสุดเสียงเพื่ออ้อนวอนให้แม่ทัพหยุดขยับกายสานต่อบทรักอันร้อนแรงเสียทีเพราะเขารับมันไม่ไหวแล้ว?
ข้าจะทำให้เ้ารู้เองหรงเยว่ซี ว่าข้าจะสามารถทำให้เ้ายังมีแรงเหลือร้องขอชีวิตให้ข้าหยุดขยับได้หรือไม่!
"ข้าอยากยืมคนของเ้าให้ช่วยสืบให้ทีว่าปรมาจารย์เยว่หลันอะไรนี่เป็ใคร เหตุใดถึงกล้านักมาเขียนตำราไร้สาระให้คนเข้าใจว่าข้ากับเ้ามีความรักลึกซึ้งต่อกันแบบนั้น! หากข้ารู้ว่าเป็ใครข้าจะนำตัวไปทรมานให้สาสมเลย!"
ไปเทียนอี้กัดฟันกรอดอย่างขุ่นเคืองใจ ในที่สุดเขาก็ได้รู้สาเหตุที่ชาวบ้านต่างมองมาที่เขาด้วยสายตาแปลกๆ ไหนจะคำพูดอวยพรอะไรนั่นอีก ต้นเหตุทั้งหมดมาจากปรมาจารย์เยว่หลันอะไรนั้น
เ้าจะเขียนตำรากามสูตรอะไรของเ้าก็เขียนไป แต่จะมาใช้ข้ากับซีฉินมู่หยางนำไปเขียนเป็ตัวเอกแบบนี้ไม่ได้!
ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะเดินไปที่ไหนก็เหมือนมีคำว่าเขาเป็พระสวามีของฮ่องเต้แปะไว้อยู่บนตัวตลอดเวลา
ไหนจะความเข้าใจผิดพวกนี้มันส่งผลต่อแผนการของเขาจนชะงักไปหมด เพราะฉะนั้นเขาต้องรีบแก้ไขความเข้าใจผิดของเื่นี้ก่อนที่จะกลายเป็เื่ใหญ่ไปมากกว่านี้
"แค่กๆ" ซีฉินมู่หยางสำลักน้ำชาที่เขากำลังดื่มอยู่ เขาหลบสายตาของสหาย ทำเป็จดจ่ออยู่กับจอกน้ำชาที่เขากำลังถืออยู่ ปากก็เอ่ยแก้ตัวแทนหรงเยว่ซีออกไปอย่างปกป้อง
"ข้าว่าปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ปรมาจารย์เยว่หลันที่เ้าว่าหรอก ข้าเองก็ได้รู้เื่นี้มาเมื่อเช้า ในตำรานั่นไม่ได้เขียนชื่อของข้ากับเ้าลงไปเสียหน่อย เ้าจะไปเอาความกับผู้เขียนตำราก็ไม่ถูก อีกทั้งเนื้อหาในเื่ แม้จะเกี่ยวกับการเสพสังวาสไปซะเยอะ แต่ก็แฝงแง่มุมบางอย่างที่ข้าคิดว่ามีประโยชน์ อย่างการรักกันของเพศเดียวกันที่ยังถูกกีดกันอยู่ในเวลานี้ ที่ทำให้ชาวบ้านและชนชั้นต่างๆ มีความเข้าใจและเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ข้าว่าสิ่งนี้กลับเป็ประโยชน์ต่อเ้ามากเสียด้วยซ้ำ เ้าควรรู้ดีในเื่นี้มากกว่าข้านะ ไป๋เทียนอี้"
ไป่เทียนอี้ที่กำลังหัวร้อนเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายของสหายของตัวเองก็รู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดใส่ตัวของเขาทันที
มือหน้าที่กำแน่นก่อนหน้านี้คลายออก เมื่อเขาได้ไตร่ตรองดีๆ ก็พบว่าเป็ดังที่ซีฉินมู่หยางกล่าวไว้ ตำราที่กำลังโด่งดังเื่นี้กำลังกรุยทางอุปสรรคทุกอย่างที่เขากำลังเผชิญให้กับเขาอยู่จริงๆ
หัวใจของไป่เทียนอี้ที่ถูกกดทับมาตลอดรู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น ต้องขอบคุณสหายคนนี้แล้วที่ช่วยชี้ให้เขาเห็นถึงข้อเท็จจริงตรงหน้า
ดูเหมือนว่าเขากำลังติดหนี้ปรมาจารย์เยว่หลันคนนี้อยู่ด้วยซ้ำ
"ขอบคุณเ้ามากที่ชี้แนะข้า ข้าเข้าใจแล้ว"
ซีฉินมู่หยางที่เห็นสหายคิดได้ดังนั้นก็พยักหน้าให้ ในใจของเขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวของหรงเยว่ซีไม่ได้ การมาถึงของอีกฝ่ายที่โลกนี้นับว่ามีคุณค่ามากจริงๆ
เขาที่เคยเป็บรรณาธิการมาก่อนย่อมรู้ดีว่าหัวใจหลักของตำราที่อีกฝ่ายเขียนแม้จะถูกเื่เกี่ยวกับเสพสังวาสของตัวละครหลักมาใช้เป็จุดเด่น แต่ก็แฝงถึงข้อความสำคัญที่หรงเยว่ซีปล่อยให้มันค่อยๆ แทรกซึมไปยังหัวใจของผู้อ่านทุกคน
เพื่อชักนำคนในยุคนี้ให้เปิดใจเกี่ยวกับรักร่วมเพศ รวมถึงความเท่าเทียมของมนุษย์ทุกคนที่มีอิสระที่ใช้หัวใจของตัวเองมอบความรักให้กับคนที่ตนเองปรารถนาโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเพศสภาพ และบรรทัดฐานของสังคมรอบตัว
เขาที่เคยเข้าไปคลุกคลีอยู่ในกองทัพรู้ดีว่าทหารใต้บังคับบัญชาของเขาหลายคู่กำลังหลบซ่อนความรักของตัวเองอยู่ แต่ไม่อาจเปิดเผยได้
ตัวอย่างใกล้ตัวเขา ก็ไป๋เทียนอี้นี่ไง
"อ้อ เ้าจะไปฝึกซ้อมที่จวนตระกูลหรงอีกทีเมื่อไหร่นะ" ดวงตาัสว่างวาบเมื่อแผนการบางอย่างผุดขึ้นมาในสมองของเขา มุมปากยกรอยยิ้มอันแสนร้ายกาจขึ้นก่อนที่เขาจะปิดบังมันด้วยการจอกน้ำชา
"ข้านัดกับฮุ่ยจวินไว้พรุ่งนี้ เ้ามีงานอะไรให้ข้าไปจัดการรึเปล่า" ไป๋เทียนอี้ถามขึ้น
"เปล่า พรุ่งนี้ข้าก็ว่างเช่นกัน จะอยู่แต่ในวังก็เบื่อๆ เลยอยากไปดูเ้ากับรองแม่ทัพหรงฝึกซ้อมกัน" ซีฉินมู่หยางตอบด้วยท่าทางสบายๆ
"เอาสิ เ้าไปได้อยู่แล้ว เดี๋ยววันนี้ข้าจะแวะบอกกับฮุ่ยจวินไว้ก่อน ทหารคนอื่นจะได้ไม่แตกตื่นกัน"
"ขอบใจเ้ามาก"
"ไม่เป็ไร งั้นข้ากลับก่อนนะ ขอบคุณเ้าอีกครั้งที่เตือนสติข้า ไม่อย่างนั้นข้าคงเผลอทำร้ายผู้มีพระคุณของตัวเองไปเสียแล้ว"
แม่ทัพไป๋ประสานมือให้กับสหายตัวเองเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง
"เ้าเป็สหายคนเดียวของข้า ข้าก็ต้องเตือนเ้าอยู่แล้ว เ้าเองก็ลดๆ นิสัยใจร้อนลงเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นคนผู้นั้นจะรำคาญเ้าเอาได้"
คนเป็ฮ่องเต้เอ่ยแนะเพื่อนอีกครั้งด้วยความหวังดี
"ข้าจะพยายาม แล้วเจอกันพรุ่งนี้ต้นยามซื่อที่จวนตระกูลหรงฝ่าา" มือหนายกโบกลาสหายสูงศักดิ์ก่อนเดินจากไป
ซีฉินมู่หยางวางจอดน้ำชาลงบนตั่งข้างตัว สีหน้าอันร้ายกาจเปิดเผยออกมาอย่างเต็มที่
แล้วเจอกัน...หรงเยว่ซี!
Talk : ยามซื่อ (9.00-10.59 น.) ตอนหน้าจะเจอกันแล้วว