เรือสำปั้นลอยตามแรงฝีพายไปเบื้องหน้าตามลำคลอง เพื่อมุ่งหน้าไปยังเรือนปั้นหยาท้ายวังวิจตราลัย ในยามเช้าเช่นนี้ อายแดดยังรำไรไสวเป็ลำแสงเมื่อผสานเข้ากับกลุ่มควันจากบ้านเรือนทั้งสองฝั่งคลอง หมู่นกกาส่งเสียงออกนอกรังกันเซ็งแซ่ สลับกับมวลพ่อค้าแม่ขายที่พายเรือโห่ร้องขายของแข่งกันเกลื่อนตลาดน้ำ
แม้ถนนหนทางจะเริ่มมีมากขึ้นั้แ่แผ่นดินก่อนหน้าแล้ว ผู้คนอันมีจะกินก็หันไปใช้เครื่งยนต์นำเข้าจากนอกกันบ้าง แต่ลำคลองรอบพระนครนี้ก็ยังคึกคักอยู่ไม่เว้นวาง สมกับสมญานามว่า เวนิจแห่งตะวันออก
พันวาจาสิทธิ์ยังไม่เห็นความจำเป็ในการฟุ้งเฟ้อไปกับรถราคาแพง เพราะฐานะทางบ้านของตนก็ปานกลาง ทั้งยังเห็นว่า ระยะทางจากที่เรือนถึงที่วังก็ไม่ห่างมาก จึงได้นายเกริกพุ้ยเรือมาส่งอย่างวันนี้
เมื่อเรือเข้าจอดที่ท่าน้ำแล้ว ผู้เป็นายกำชับบ่าวว่า “เอ็งกลับไปเสียก่อน ไม่ต้องรอข้า ข้าคงถวายการสอนให้ท่านชายอีกนาน”
“ไม่ได้ดอกขอรับ แล้วคุณด้าวจะกลับอย่างไร กระผมว่ากระผมอยู่คอยรับใช้คุณด้าวเสียที่นี่ จะดีกว่านะขอรับ” อ้ายบ่าวออกอุบาย ท่าทางมันกะล่อน ใจจริงแล้ว มันี้เีกลับไปทำงานที่เรือนต่างหาก
นายของมันรู้ทัน “ไม่ได้ เอ็งกลับไป จะมาวุ่นวายอะไรที่นี่”
“เถิดนะขอรับ ให้กระผมคอยอยู่รับใช้เถิด”
อ้ายบ่าวยังยืนกราน สองคนขัดแย้งกันไปมาจนทำให้คนในเรือนวิ่งออกมาดู เป็อ้ายโมก เมื่อเห็นว่าครูดนตรีของท่านชายเดียวมาถึงแล้ว มันจึงเรียนเชิญเข้าไปนั่งรอที่ชานหน้าเรือนเสียก่อน อ้ายเกริกก็พลอยตามไปด้วยอีกคน แม้นายจะออกปากให้สำรวมไว้
นายโมกขึ้นไปทูลท่านชายเดียวบนชั้นสองว่าพันวาจาสิทธิ์มาถึงแล้ว กำลังรออยู่ด้านล่าง ขณะนี้เ้าของเรือนกำลังทรงอักษรอยู่ในห้องสมุด รับสั่งแก่บ่าวใช้ว่า “โมกเอาของว่างไปให้เขาก่อน แล้วเรียนให้เขารอสักครู่ อีกประเดี๋ยวฉันลงไป”
“กระหม่อม”
เมื่อเข้าใจแล้ว นายโมกจึงด่วนกลับลงมา เตรียมน้ำชาและขนมหวานไปให้แขกคนสำคัญของเ้านาย “รอสักประเดี๋ยวเดียวนะขอรับคุณด้าว ท่านทรงอักษรอยู่ คงไม่นานนัก”
“ทรงอักษร? แต่เช้าอย่างนี้น่ะหรือ”
“ขอรับ ท่านโปรดหนังสือวรรณคดีเป็พิเศษ ทั้งยังทรงเป็นักประพันธ์ด้วยนะขอรับ บางที ท่านก็โปรดให้กระผมอ่านถวาย แต่ว่ากระผมด้อยศึกษา ยังอ่านไม่แตกฉานนักดอกขอรับ”
พ่อขุนนางหน้าคมคร้ามฟังแล้วก็ตรึกตรองไว้ในใจ พร้อมรอยยิ้มที่ซ่อนไว้อย่างไรก็ไม่มิด ‘อย่างน้อยฝ่าาก็โปรดคล้ายเราตั้งสองอย่าง ทั้งดนตรี และงานประพันธ์ เท่านี้กระหม่อมก็ใจชื่นแล้ว’
“ยิ้มอะไรหรือขอรับ คุณด้าว” อ้ายเกริก บ่าวตามติดชีวิตนายช่างสังเกตไปทุกสิ่ง มันถามขัดสุขารมณ์ขึ้นมา จนพันวาจาสิทธิ์มองค้อน
“เอ็งนี่ วันหลังไม่ต้องมา”
“โธ่ คุณระเด่นมนตรีของบ่าว การุณบ่าวบ้างขอรับ” มันเย้ายวนยี ด้วยคิดว่าสนิทชิดเชื้อมาแต่อ้อนแต่ออก ถึงขั้นกล้าเรียกเ้าประคุณต่างชื่อกับระเด่นมนตรี ตัวพระในวรรณคดีที่มันชอบอ้างว่ารูปงามเสมอกันกับคุณด้าวของมันเอง
“นั่น ท่านชายเสด็จมาแล้ว” นายโมกที่อยู่ใกล้ประตู มองเห็นก่อนก็บอกกล่าว ให้แขกทั้งสองราสงบปากสงบคำ
“มาถึงนานแล้วหรือ ด้าว ฉันขอโทษด้วยที่ให้เธอรอ”
คราแรกในสายตาของอ้ายเกริก บ่าวที่ติดสอยห้อยตาม มันไม่นึกว่าท่านชายที่นายของมันพร่ำเพ้อถึงบ่อยครั้ง จะทรงมีสิริโฉมดังมาสเตอร์ฟะรังคีเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้ตัวสูงใหญ่ตามที่มันเคยเห็นนัก
“โห เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก กระหม่อมนึกว่าท่านชายเป็คนไทยแท้ ๆ เสียอีก นี่อย่างกับภาพวาดแน่ะ ผิวพรรณขาวเยี่ยงดอกมะลิเชียวนะขอรับอย่างนี้นี่เองที่คุณด้าวของอ้ายเกริกเล่าว่ารูปงามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พอเห็นกับตา วันนี้อ้ายเกริกเชื่อแล้วขอรับ” และมันก็ปากมากตามวิสัย เอ่ยชมไม่หยุดหย่อน จนผู้เป็นายไม่อาจรีรอให้หยุดเองได้ ดีดติ่งหูของมันไปที
“โอ๊ย! เจ็บขอรับ”
“ก็ข้าหมายใจให้เอ็งเจ็บน่ะซี อ้ายนี่” บริภาษมันและหันไปค้อมหัว “ขอประทานอภัยแทนอ้ายเกริกมันด้วยกระหม่อม”
ท่านชายเดียวทรงทอดเนตรดูแล้วแย้มสรวล ไม่ทรงนึกถือสาว่าอะไรเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ ออกจะทรงเอ็นดูทั้งนายทั้งบ่าวด้วยซ้ำไป “ไม่เป็อะไรดอกด้าว ฉันชอบที่เขาพูดเสียอีก บ่าวรับใช้ของเธอหรือ”
“กระหม่อม มันเป็คนปากมาก ปลากพล่อย ไล่ให้กลับเรือนแล้ว มันก็ไม่ไป คราวหลังกระหม่อมจะตักเตือนให้ดีกว่านี้กระหม่อม”
“อ้อ ช่างเขาเถิด บอกแล้วอย่างไรว่าไม่ถือ”
“ขอบพระทัยในความกรุณากระหม่อม” เขาค้อมหัวอีกครั้ง แล้วทำบังอาจสบสายวรเนตรอย่างลึกซึ้ง
จนอีกฝ่ายทรงรู้สึกองค์ว่านานเกินไปแล้ว จึงตรัสเพื่อเรียกสติเขา “เอ่อ ด้าว หน้าฉันมีอะไรติดหรือ เธอถึงมองไม่วางตา”
สุดท้ายแล้ว ขุนนางหนุ่มก็จำต้องถอนสายตาออกจากนวลพักตร์ นึกก่นด่าให้ตนเองไม่น้อย ที่ไม่เคยสำรวมกายหรือหักห้ามใจได้เลย “มิได้กระหม่อม ขอประทานอภัยด้วย”
ท่าทางกระมิดกระเมี้ยนของเขาทำให้ท่านชายเดียวทรงคลี่โอษฐ์อ่อน ๆ ทรงเห็นว่าเป็ชายอกสามศอก แต่มีกิริยาขวยเขินเยี่ยงหญิง ก็ทรงนึกเอ็นดู “เธอขอประทานจากฉันจนฉันไม่มีจะให้อยู่แล้วด้าว อภัยน่ะ ว่าแต่ วันนี้เธอจะสอนฉันเล่นอะไรล่ะ”
“วันนี้กระหม่อมเอาซออู้มา แต่ถ้าหากฝ่าาจะโปรดฝึกชนิดใดก่อน ทรงรับสั่งได้เลยกระหม่อม”
“ไม่ล่ะ ฉันอยากเรียนอยู่พอดี”
“กระหม่อม” พันวาจาสิทธิ์รับคำ แล้วจึงหันไปคว้าซอที่วางอยู่บนโต๊ะ ส่งสายตาไล่บ่าวคนสนิทกราย ๆ ทั้งยังเล่ห์กลทูลท่านชายว่า “กระหม่อมว่าตรงนี้เสียงรบกวนค่อนข้างเยอะ ท่าจะยากแก่การการสอนนะกระหม่อม”
“อย่างนั้นฉันจะไปที่ศาลากลางน้ำตรงฝั่งโน้น เงียบสงบดี” ทรงออกดำริ ก่อนจะรับสั่งกับบ่าวในเรือน “โมก ยกของว่างตามไปด้วยนะ”
“กระหม่อม” นายโมกพยักหน้า แล้วกุลีกุจอถือถาดของว่างตามเสด็จไป ทิ้งให้พ่อข้าราชเ้าเล่ห์ยืนมองด้วยความเสียดายกับบ่าวสองคน
ในใจลึก ๆ แล้ว เขาเพียงหมายใจจะได้ใช้เวลาอยู่กับท่านชายเพียงสองต่อสองเงียบ ๆ เื่สิ่งอื่นจะรบกวนเป็เพียงปัญหาเล็กน้อยที่ยกมาเอ่ยอ้างก็เท่านั้น ทว่าก็ไม่เป็ดั่งใจหวัง
“รีบตามท่านไปสิขอรับคุณด้าว” นายเกริกลอบสังเกตอยู่สักพัก เห็นนายมันแปลกไป จึงทักท้วง
“ข้านายเอ็งนะ อ้ายเกริก” ใบหน้าคมเข้มของผู้เป็นายบึ้งตึงแก่บ่าวของตน เขาสาวเท้าไปยังศาลากลางน้ำโดยไม่รีรอนายเกริกเลยสักนิด
เมื่อมาถึงแล้ว ใบหน้าบูดเบ้เมื่อครู่นี้พลันหายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้มสดใสดังเดิม เขาตระหนักอยู่เสมอว่าเมื่ออยู่ต่อพักตร์ของท่านชาย จะต้องแจ่มใสร่าเริงเข้าไว้ ประเดี๋ยวจะไม่เป็ที่ทรงโปรด
“เริ่มได้หรือยัง ฉันอยากเล่นใจจะขาด”
“ยังก่อนกระหม่อม” เขาทูลยั้ง ผันหน้าไปสั่งอ้ายบ่าวเคียงกายอย่างเรียบ ๆ “เกริก เอ็งออกไปรอที่อื่นก่อนไป ข้าจะถวายการสอนแด่ท่านชาย”
“มิได้ขอรับ”
“บอกให้ไป อ้ายนี่” ประโยคนี้เขาพูดพร้อมกัดฟัดกรอด ทำเสียงให้ได้ยินแต่สองคน “เอ็งเป็คนพูดมาก อยู่ไปจะส่งเสียงรบกวนเ้านายเสียเปล่า ไปไป๊”
“ก็กระผมไม่รู้ที่ไปนี่ขอรับ กระผมเพิ่งเคยมาครั้งแรก”
ยังไม่ทันได้เอ็ดให้อ้ายบ่าวอีกหน นายโมกจึงเสนอขึ้นก่อน “คุณด้าวขอรับ เอาอย่างนี้เถิดขอรับ กระผมขออนุญาตยืมแรงบ่าวของคุณด้าวไปช่วยงานกับอ้ายพุดที่เรือนได้หรือไม่ขอรับ”
“ทำไมจะไม่ได้เล่า เอาไปเลย ไปนาน ๆ เลยยิ่งดี”
“คุณด้าวขอรับบบ” เมื่อนายเอ่ยปากอย่างนี้แล้ว คงไม่แคล้วจนใจ นายเกริกครวญครางวิงวอนในขณะที่โดนลากตัวออกไป สาเหตุที่มันไม่อยากกลับเรือนเพราะี้เีทำงาน แต่คราวนี้เห็นทีจะไม่ต่างกัน
และแล้วในท้ายที่สุดแผนการกำจัดสิ่งรบกวนใจของพันวาจาสิทธิ์ก็เป็อันที่สำเร็จดี ได้อยู่กับท่านชายเดียวเพียงลำพังสมใจอยาก
จะไม่ดีไม่งามที่ตรงไหนเล่า ในเมื่อเป็ชายด้วยกัน จะต้องระแวงสายตาผู้ใดเยี่ยงชายหญิง
ชายหนุ่มที่อายุอ่อนกว่าคลานเข้านั่งใกล้ คราแรกก็ให้ท่านชายทดลองแตะนั่นนี่ดูก่อนสี แต่ก็ยากนัก เพราะไม่ทรงคุ้นชิน วิธีการเล่นก็ต่างจากไวโอลินที่ทรงชำนาญ ครั้นคนสามัญอย่างเขาจะเข้าซ้อน คอยจับมือพาทำไปทีละขั้นตอนนั้น ก็เกรงจะไม่เหมาะสม
“เล่นยากเสียจริงด้าว เธอมาสอนฉันใกล้ ๆ สิ ไกลอย่างนั้นฉันจะเข้าใจได้อย่างไรกันเล่า”
“เอ่อ อย่างนั้นแล้ว กระหม่อมขอประทานอนุญาตฝ่าานะกระหม่อม ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด” ว่าแล้วก็ประชิดตัวไปนั่งซ้อนที่ด้านหลัง มือทั้งสองข้างกอบกุมฝ่าหัตถ์เนียนนิ่มให้ชักสายซอไปมา แผงอกแกร่งแทบนาบไปกับแผ่นขนอง ยิ่งยามที่ใบหน้าเฉียดใกล้ที่ต้นศอและปรางผ่องนวล ก็ยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าตนคิดกับท่านชายอย่างไร
ลมหายใจของเขารินรดอยู่ใกล้ ๆ ใกล้จนหยั่งรู้ได้ถึงจังหวะของหัวใจที่เต้นกระหึ่ม ทั้งวรกายคล้ายมีกลิ่นสุมาลีอบอวลอยู่ทุกย่ำ แม้จะทรงเป็บุรุษ แต่กลับทำให้บุรุษด้วยกันคลั่งไคล้ได้เช่นนี้ ประหลาดใจยิ่ง
เขาไม่รู้ว่าท่านชายจะทรงรู้สึกเช่นไร หากรู้ว่า คนที่ถวายการสอนดนตรีคิดไม่ซื่อด้วยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“อ้ายด้าวเอ๋ย เอ็งอย่าคิดอกุศลอย่านี้ซี ให้รู้กาละเทศะบ้าง หากท่านทรงทราบขึ้นมา เอ็งโดนกริ้วแน่” ก็ได้แต่ตำหนิตนเองในใจไปเพียงเท่านั้น แต่การกระทำหาได้ยุติลงไม่ ยิ่งใกล้ชิด จิตก็ยิ่งเลยเถิด
ถึงคราวนี้เขาก็คงหาคำตอบให้ตัวเองได้แล้วว่า ทำไมถึงไม่เคยพิสวาทหญิงงามที่มารดาพร่ำแสวงหามาให้เลยสังครั้ง เหตุดังว่านี่เอง
“เวลาเล่น ฝ่าาต้องลากคันสีเข้าออกอย่างช้า ๆให้สุดในแต่ละสาย แล้วนิ้วต้องคุมคีย์ให้ถูกจังหวะด้วยกระหม่อม ”
“ดะ ด้าว คือ… ฉันว่า… ฉัน” ท่านชายเองก็ทรงหวั่นไหวไปด้วย ถึงกับตรัสไม่คล่อง ติด ๆ ขัด ๆ ทรงกลืนคำว่า ‘ฉันเขิน’ กลับลงไป แต่อย่างไรก็ดี อาการที่แสดงออกมาก็ประจักษ์ให้เห็นอยู่ชัดเจนว่าทรงเขิน
“เป็อะไรไปหรือกระหม่อม”
“ฉะ ฉันว่าเธอเล่นให้ฉันดูก่อนดีกว่า เผื่อจะได้เห็นตัวอย่าง”
“อ้อ กระหม่อม” ฝันหวานหลุดลอยไปเสียแล้ว แต่พ่อหนุ่มนักดนตรีเขาก็ใจชื่นใจฟูอยู่เต็มประดาจนคุ้มเกินคุ้มไปแล้วกระมัง
คงนึกเคลิ้มใจจนใหลหลง หรือไม่ก็หมายตะกรองทั้งองค์ของเ้านายไว้อย่างนั้น เขาจึงไม่ยอมถอยตัวห่างให้ทรงขยับออกได้เสียที “ด้าว ฉันขอตัวด้วย”
ถึงข้าราชการหนุ่มจะหัวดี แต่เมื่อเป็เช่นนี้ ก็ต้องให้เรียกสติอยู่ “ขอประทานอภัยกระหม่อม กระหม่อมไม่คิดบังอาจล่วงเกินฝ่าา” ปากก็บอกไม่คิดล่วงเกิน แต่ใจคงคิดไปไกลถึงวันร่วมหอแล้ว
เขาตั้งสติให้มั่น สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามเรียกคืนสมาธิจากการวอกแวกให้ดีที่สุด ก่อนจะเริ่มลงมือบรรเลงซออู้เป็ท่วงทำนองให้ท่านชายได้สดับ ถึงกระนั้น ก็ยังไม่วายเข้าใจเลือกเพลงมาเล่นถวาย
เพลงลาวดวงเดือน
หากใครเคยมีโอกาสได้ฟัง ก็คงรู้จะซึ้งในความหมาย