'คุณคณาธิป วิรุฬห์โยธิน หรือ คุณคินทร์ ลูกชายคนโตของคุณรังสรรค์ วิรุฬห์โยธิน เ้าของธุรกิจส่งออกเครื่องประดับรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของประเทศ และยังเป็เ้าของอสังหาริมทัพย์อีกหลายแห่ง เพิ่งได้ขึ้นรับตำแหน่งรองผู้บริหารหลังจากเรียนจบได้ไม่นาน มีผู้มาร่วมแสดงความคิดเห็นยินดีกันถ้วนหน้า ทั้งยังขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์กับแฮชแท็ก คุณคินทร์คือสามีแห่งชาติคนต่อไป เห็นแบบนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าถูกใจสาว ๆ หนุ่ม ๆ กันทั่วประเทศ...'
ข่าวบันเทิงในเช้าวันนี้มีแต่เื่ของคินทร์เกือบทุกช่อง เด็กหนุ่มปิดหน้าจอมือถือนอนถอนหายใจยาวอย่างเบื่อหน่าย นาน ๆ ทีจะเปิดมือถือดูสื่อโซเชียลต่าง ๆ
อยู่ที่บ้านใหญ่หลังนี้มาได้สามวันเต็ม ๆ เขายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนที่นี่เลยสักนิด อย่างเื่ที่คินทร์เป็ถึงลูกเศรษฐีพันล้าน คุณรังสรรค์มีธุรกิจมากมายหลายแห่ง เขาก็เพิ่งจะรู้จากข่าวที่ได้เปิดดู ทว่าแค่พิมพ์ชื่อกดค้นหาในเว็บไซต์ประวัติต่าง ๆ ของคุณ ๆ ที่บ้านหลังนี้ก็ขึ้นเรียงรายมาให้อ่าน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
“คุณหนูน่านคะ ตื่นหรือยังคะ” คนตัวเล็กหย่อนขาลงจากเตียงเดินมาเปิดประตูให้แม่บ้านสาวที่ขึ้นมาเรียกถึงห้อง “อีกเดี๋ยวจะเป็มื้อเช้านะคะ คุณหนูน่านจะลงไปทานพร้อมคุณ ๆ คนอื่นด้วยไหมคะ”
“วันนี้น่านไปทานในครัวได้ไหมครับ”
“คะ? นิ่มว่าคงไม่ดีมั้งค่ะ”
เธอลำบากใจเล็กน้อยที่ต้องพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่ารังเกียจหรือไม่อยากให้ไปทานด้วยกันในครัว แต่มันคงจะไม่ดีเท่าไรที่เ้านายจะไปนั่งร่วมวงกับพวกสาวใช้คนสวน
“งั้นเดี๋ยวน่านลงไปครับ”
สีหน้าผิดหวังเด่นชัดบนใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กหนุ่ม นึกเห็นใจกับสถานการณ์ตอนนี้ การเข้ามาอยู่ในบ้านคนไม่รู้จัก แถมยังต้องนั่งทานข้าวด้วยกันวันละสองมื้อ ก็คงจะอึดอัดใจไม่น้อย
คนตัวเเล็กเก็บที่นอนเสร็จถึงได้เดินลงมาชั้นล่าง ตรงไปที่โต๊ะทานข้าว สมาชิกทุกคนที่บ้านนั่งกันอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
“ขอโทษที่มาช้าครับ”
“ไม่เป็ไรจ้ะ นั่งสิ”
คุณหญิงกนกอรส่งยิ้มให้ ไม่ได้คิดจะตำหนิที่เด็กน้อยคนนี้มาช้ากว่าคนอื่น ๆ
บนโต๊ะอาหารยังคงเป็เหมือนสามวันที่ผ่านมา ทุกคนต่างทานกันอย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดขึ้นมาระหว่างรับประทานอาหาร นี่คงเป็อีกข้อที่แตกต่างจากครอบครัวของเขา เพราะเมื่อก่อนเวลาทานข้าวกับพ่อแม่พวกเขามักจะมีเื่ให้คุยกันเพื่อเพิ่มอรรถรสบนโต๊ะอาหาร
ทานข้าวเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง บ้านหลังใหญ่เหลือเพียงสาวใช้สองสามคน คนสวน และลูกชายคนกลางกับคนเล็กที่แยกออกไปนั่งเล่นเกมกันที่ห้องนั่งเล่นตามประสา
น่านน้ำออกมาเดินสำรวจรอบ ๆ บ้าน ที่นี่มีพื้นที่กว้างกว่าบ้านของเขาพอสมควร ทั้งที่อยู่มาสามวันแล้วแต่เขายังเดินดูได้ไม่ครบทุกที่
เด็กหนุ่มเดินไปเรื่อย ๆ จนเจอกับลุงแช่มคนสวนเก่าแก่ของที่นี่กำลังตัดแต่งกิ่งไม้อยู่ในสวนหลังบ้านเล็ก
“สวัสดีครับลุงแช่ม”
“อ้าว คุณหนูน่านสวัสดีครับ”
“น่านบอกแล้วไงครับว่าอย่าเรียกคุณหนู”
“คุณหนูเป็เ้านายต้องเรียกแบบนี้ถูกแล้วครับ”
“ที่น่านมาอยู่ที่นี่น่านไม่ได้้าจะเป็เ้านายของใคร เพราะงั้นอย่าเรียกคุณหนูเลยนะครับ เรียกแค่น่านก็พอ”
อย่างที่เขาบอกลุงแช่มไป เขามาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไรยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ คุณรังสรรค์ก็แค่รับเขามาเลี้ยงดูเฉย ๆ เขาไม่ได้้าจะมาเป็เ้านายของใครที่นี่ เขาไม่ใช่คุณหนูของที่นี่
“แต่...”
“ถ้าลุงแช่มไม่สบายใจ เรียกแค่ตอนที่ไม่มีคุณคนอื่น ๆ อยู่ก็ได้ครับ”
“เอาแบบนั้นก็ได้ครับ”
ลุงแช่มเป็เพียงคนเดียวที่น่านน้ำกล้าพูดกล้าคุยด้วยมากที่สุด อาจจะเพราะลุงแกมีอะไรหลาย ๆ อย่างคล้ายพ่อของเขา คำพูดคำจาที่เป็มิตรรอยยิ้มมองแล้วรู้สึกอบอุ่น ท่าทีอ่อนโยนของลุงแช่มทำให้น่านน้ำไม่กลัวที่จะเข้าหา สามวันที่ผ่านมาน่านน้ำมักจะมาอยู่สวนทุกครั้งที่เห็นลุงแช่ม
“มาครับเดี๋ยวน่านช่วย”
“ไม่เป็ไร นี่มันหน้าที่ลุง หนูน่านไปนั่งเถอะ”
ทุกครั้งที่เสนอตัวขอช่วยทำงานก็โดนปฏิเสธทุกครั้ง เขาเพียงอยากทำตัวให้มีประโยชน์บ้าง อย่างสุภาษิตที่ว่า อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น อย่างน้อย ๆ เขาก็ไม่ควรจะนั่งกินนอนกินเฉย ๆ แบบนี้ แม้ว่าคุณหญิงกนกอรกับคุณรังสรรค์ไม่เคยเอ่ยปากบอกให้เขาทำงานอะไรสักอย่าง แต่ความเกรงอกเกรงใจที่มีมันมากเกินกว่าจะอยู่อย่างสบายโดยไม่รู้สึกอะไรได้
.
.
หลังจากเข้ามาอยู่ที่บ้านวิรุฬห์โยธินได้เกือบเดือนคุณรังสรรค์ก็พาน่านน้ำไปสมัครเรียนเข้ามอสี่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ทั้งที่ตัวเขาไม่มีเอกสารอะไรติดตัวมาสักอย่างแต่คุณรังสรรค์กลับทำให้เขาเข้าเรียนได้ง่าย ๆ
แม้จะละอายใจที่ตัวเองอยู่อย่างสุขสบาย กินอิ่ม นอนหลับในทุก ๆ วัน ยังได้รับเงินไว้ใช้ทุกอาทิตย์เหมือนลูกชายคนกลางกับคนเล็ก ทั้งที่เขาไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ตระกูลนี้เลย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับใครในบ้านหลังนั้นเลยสักคน
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรับน้ำใจที่ถูกหยิบยื่นมาให้ เพียงเพราะคิดถึงอนาคตข้างหน้า หากเขายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกนี้อย่างน้อยการศึกษาก็มีความจำเป็ต่อการใช้ชีวิต เด็กที่ไม่เคยทำงานหนักหรือแม้แต่ออกไปผจญภัยโลกกว้างคนเดียวอย่างเขา คิดไม่ออกเลยว่าจะไปหางานที่ไหนได้ด้วยความรู้ที่มีแค่วุฒิมอสาม เพราะงั้นเมื่อมีโอกาสได้เรียนเขาก็จะตั้งหน้าตั้งตาเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบและสามารถหางานให้ตัวเองในอนาคตได้ อย่างน้อยก็ขอให้จบมอหก พออายุครบสิบแปดปีเขาจะลองศึกษาหางานที่พอทำได้เพื่อส่งตัวเองเรียนต่อมหา'ลัย
เปิดเทอมวันแรกยังไม่มีการเรียนการสอนทางโรงเรียนเลยปล่อยให้กลับบ้านได้ั้แ่่บ่าย น่านน้ำเดินออกมาหน้าโรงเรียนด้วยตัวคนเดียว ฝั่งตรงข้ามประมาณห้าร้อยเมตรมีป้ายรถเมล์อยู่ เขาตั้งใจจะนั่งรถเมล์กลับหลังจากศึกษาวิธีขึ้นรถเมล์จากอินเทอร์เน็ต
ครั้นเดินมาถึงรถเมล์ก็มาพอดี คนตัวเล็กต่อแถวเพื่อขึ้นไป เลือกเดินไปนั่งที่ว่างแถวกลาง รู้สึกประหม่าเล็กกน้อยที่ทำอะไรแบบนี้ครั้งแรก เพราะเมื่อ ก่อนตอนอยู่กับพ่อแม่พวกท่านก็คอยรับคอยส่ง อยากไปไหนพวกท่านจะเป็คนพาไป ส่วนตอนที่ย้ายไปอยู่กับป้าษาเขาก็อยู่แค่ที่บ้านไม่เคยออกไปไหนเลย และั้แ่มาอยู่บ้านคุณรังสรรค์เคยออกมาซื้อน้ำเต้าหู้เป็เพื่อนคีนลูกชายคนเล็กของบ้านเพียงสามครั้ง
ทว่าปัญหาที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นแล้วเมื่อกระเป๋ารถเมล์ถามว่าเขาจะลงป้ายไหน แต่เขาดันไม่รู้ซะงั้นได้แต่อึก ๆ อัก ๆ จนคนรอฟังคำตอบพอจะเดาได้ว่าเด็กคนนี้คงไม่รู้อีโหน่อีเหน่แล้วขึ้นรถเมล์สายผิด ทั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปลงที่ไหน
สุดท้ายน่านน้ำก็ต้องลงมาั้แ่ป้ายแรกที่รถจอด ยืนป้ำ ๆ เป๋อ ๆ มองซ้ายมองขวาไม่คุ้นกับเส้นทางนี้เลยสักนิด
ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน...
.
.
“ขอบคุณนะครับที่อุตส่าห์มารับน่าน”
ทันทีที่ขึ้นมานั่งบนรถ เด็กหนุ่มยกมือไหว้คนอายุมากกว่าที่ทิ้งงานเพื่อมารับเขา ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่สร้างปัญหาแต่ก็ทำตัวเป็ปัญหาให้คนอื่นมาเดือดร้อนเพราะตัวเองจนได้
คนขับเลื่อนมือจากพวงมาลัยรถมาวางบนกลุ่มผมนุ่มเพียงครู่ก่อนจะผละออก เหลือบมองกันเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก
“ใหรือเปล่า” ปากบางเม้มติดกันเป็เส้นตรง ก้มหน้ามองมือพลางตำหนิตัวเองอยู่ในใจ “เก่งมากนะเนี่ยที่กล้านั่งรถเมล์มาคนเดียว”
แทนที่จะโดนต่อว่าที่โทรไปกวนเวลาทำงาน กลับกันเขาได้รับคำชมที่ไม่น่าชื่นชมเลยสักนิด น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยพูดคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ทำให้เด็กหนุ่มคลายอาการใลงได้บ้าง
“ขอโทษนะครับเฮียคินทร์”
“ขอโทษเื่อะไรครับ”
“ที่น่านสร้างปัญหา”
คินทร์ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เด็กคนนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยั้แ่วันแรกที่รู้จักจนถึงตอนนี้
หลังจากที่เงียบมาหลายนาที ครั้นรถจอดนิ่งเมื่อติดไฟแดง คินทร์ก็รีบหันไปพูดกับเด็กที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ให้หยุดความคิดที่ฟุ้งซ่านอยู่ตอนนี้
“น่านไม่ได้สร้างปัญหาอะไรเลย”
“ถ้าน่านไม่ขึ้นรถเมล์มาคนเดียวโดยที่ไม่รู้อะไรเลยแม้แต่ป้ายที่ตัวเองจะลง คงไม่ต้องรบกวนเฮียคินทร์ให้มารับทั้งที่เฮียกำลังทำงานอยู่”
“เอาเป็ว่าน่านไม่ได้รบกวนอะไรเฮีย เฮียตั้งใจมารับน่านเพราะงั้นไม่ต้องคิดมากหรอกนะ”
คำพูดอ่อนโยนปลอบใจเด็กคนนี้เป็อย่างดี เฮียคินทร์ก็เป็แบบนี้ั้แ่วันแรกที่เขาก้าวขาเข้ามาอยู่ในบ้าน คินทร์ใจดีกับเขาเหมือนน้องชายของตัวเองมาตลอด หรือถ้าคิดอีกมุมอาจเป็เพราะคินทร์เป็พี่ชายคนโตที่ปีนี้อายุของคินทร์ก็ยี่สิบสองแล้ว และด้วยประสบการณ์การทำงาน หรือการใช้ชีวิตต่าง ๆ ของคินทร์ทำให้คินทร์ดูเป็ผู้ใหญ่เกินกว่าอายุ
“งั้นต่อไปนี้เลิกเรียนเฮียจะมารับน่านกลับบ้านเองน่านจะได้ไม่ต้องนั่งรถเมล์กลับคนเดียว ถ้าวันไหนเฮียไม่ว่างเฮียจะบอกให้คนรถที่บ้านมารับ”
“แต่แบบนั้น...”
“ถ้าน่านไม่สบายใจแค่่หนึ่งก็ได้ หลังจากนั้นเฮียจะสอนให้น่านลองกลับบ้านเองคนเดียว”
ทั้งหาวิธีช่วย ทั้งหาทางออกให้กันคนละครึ่งทาง คินทร์รู้ดีว่าเด็กคนนี้คงเกรงใจที่จะพึ่งพาคนอื่นโดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลย กลับกันเขาอยากเป็คนที่ยื่นมือเขาไปช่วยเหลือให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากความสงสาร.. หรือจะเพราะเหตุผลอะไรก็ตามแต่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาอยากทำมันอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้
ทั้งที่อยู่ด้วยกันมาเกือบเดือน น่านน้ำยังทำตัวห่างเหินกับทุกคนในบ้าน แต่ใช่จะทำตัวหยิ่งผยอง ทว่าเป็เพียงความกลัวในใจลึก ๆ ของน่านน้ำที่ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงถึงจะเหมาะสมและพอดี
จากที่คินทร์สังเกตดูมาตลอดก็เห็นว่าน่านน้ำสนิทกับลุงแช่มคนสวนของที่บ้านมากที่สุด เวลาว่างก็ไปนั่งเล่นพูดคุยกับลุงแกบ่อย ๆ ตอนนั้นเองที่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นท่าทีผ่อนคลายของเด็กคนนี้
ในบรรดาสามพี่น้องยังโชคดีหน่อยที่ดูเหมือนว่าคินทร์จะได้เป็คนที่น่านน้ำคุยด้วยมากที่สุด เพราะกับเคนน้องคนกลางเป็พวกไม่เข้าสังคม เก็บตัวเงียบรักชีวิตสันโดดพอตัว มีคุยกันบ้างในเื่ที่จำเป็ ทว่าเจอกันก็เดินสวนกันไปเฉย ๆ ไม่ใช่ไม่ชอบกันแต่ก็แค่ไม่มีเื่ให้พูด ส่วนน้องคนเล็กอย่างคีนที่พูดมากซะจนคนฟังหูชา เป็คนที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเลยก็ว่าได้ คอยหาเื่ชวนคุยกับน่านน้ำอยู่บ่อย ๆ แต่คนพูดน้อยอย่างเด็กคนนี้จะไปพูดทันคีนได้ยังไง
“เอาแบบที่เฮียว่าก็ได้ครับ” ดวงตากลมใสมองคนอายุมากกว่าที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว
“น่านได้กินอะไรมาบ้างหรือยัง” จู่ ๆ คินทร์ก็เปลี่ยนเื่ไม่พูดอะไรต่อ มองเด็กหนุ่มส่ายหน้าไปมาก่อนเอ่ยถามอีกครั้ง “อืม.. งั้นแวะหาอะไรทานกันก่อนกลับดีไหม เฮียก็ยังไม่ได้ทานอะไรเหมือนกัน”
“ครับ”
ถึงอยากจะปฏิเสธแต่ทำได้ซะที่ไหน ก็อีกฝ่ายบอกยังไม่ทานเหมือนกันคงใจร้ายรบเร้าให้พาตัวเองกลับก็ไม่ได้ แค่นี้ก็เกรงใจจะแย่ต่อให้เฮียคินทร์จะบอกว่าไม่ต้องคิดมาก แต่เขาทำได้ที่ไหนกัน
ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งที่ถูกตกแต่งสวยงามตามสไตล์เ้าของร้าน เขาเพิ่งเคยมาที่นี่เป็ครั้งแรก ดวงตากลมกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ชื่นชมความสวยงาม และบรรยากาศของที่นี่
“น่านอยากทานอะไรสั่งได้เลยนะ”
“ครับ”
เปิดเมนูพลิกไปพลิกมา สุดท้ายได้แค่ข้าวเปล่าจานเดียว เพราะฟังจากที่คินทร์สั่งไปเพียงเท่านั้นก็พอแล้ว เขาไม่ใช่คนเื่มากเท่าไรนัก สั่งอะไรมาก็ทานอย่างนั้น
“ไปโรงเรียนวันแรกเป็ไงบ้าง”
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเงียบเกินไปคินทร์จึงได้เอ่ยถามขึ้นมาระหว่างรออาหาร
“ก็ดีครับ”
“ชอบที่นั่นไหม”
คำตอบของน่านน้ำดูสวนทางกับสีหน้าที่แสดงออกมา ไม่รู้ว่ามันดีอย่างที่บอกจริง ๆ หรือเปล่า แต่เขาก็พอจะเดาออกอยู่แล้วว่าต่อให้ไม่ชอบคำตอบที่จะได้ไปในทางที่ทำให้คนฟังสบายใจเสียมากกว่า และน่านก็คงจะตอบว่า ...ชอบ
“ชอบครับ”
มุมปากยกยิ้มเมื่อเดาสิ่งที่คิดไว้อย่างถูกต้อง เขาไม่ได้คิดจะเซ้าซี้เค้นเอาความจริงจากปากเด็กคนนี้ เพราะถึงยังไงน่านน้ำก็ไม่มีทางพูดในสิ่งที่ตัวเองเก็บเอาไว้ในใจอย่างแน่นอน
อาหารค่อย ๆ ทยอยมาเสิร์ฟจนครบ ทั้งสองคนต่างคนต่างทานของตัวเอง ไม่ได้พูดจากันแม้แต่คำเดียว มีเพียงคินทร์ที่ชำเลืองมองน่านน้ำอยู่ตลอด ข้าวในจานของอีกฝ่ายหายไปไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ
กินข้าวน้อยขนาดนี้จะเอาแรงมาจากไหน..
คนอายุมากกว่าถือวิสาสะตักเนื้อปลาในแกงส้มใส่จานน่านน้ำ ใบหน้าจิ้มลิ้มมองกันอย่างสงสัย
“กินเยอะ ๆ จะได้โตไว ๆ”
พูดเพียงเท่านั้นพร้อมยิ้มให้กันก่อนก้มหน้าก้มตาทานข้าวของตัวเอง
ไม่ใช่นึกเบื่ออาหารถึงได้ทานน้อย แต่เพราะยังไม่หิวขนาดนั้น ทว่าเฮียคินทร์อุตส่าห์ตักให้ก็ต้องทานเข้าไป อีกคนจะได้ไม่เสียน้ำใจ
.
.
หลังทานข้าวเสร็จคินทร์แวะไปทำธุระที่บริษัทปล่อยให้น่านน้ำนั่งรออยู่ในรถ แต่เพียงไม่นานก็กลับมา ก่อนจะพากันกลับบ้าน
“ขอบคุณอีกครั้งนะครับเฮีย”
“ด้วยความยินดีครับ”
ไม่ว่าเปล่ายังยกมือขึ้นลูบหัวเด็กหนุ่มด้วยความเอ็นดู เมื่อก่อนนี้น่านน้ำอาจจะใจนต้องกระถดตัวหนี อาจจะเป็เพราะความเคยชินของเฮียคินทร์ เขาเคยเห็นคนพี่ลูบหัวน้องชายคนเล็กบ่อย ๆ หลัง ๆ มานี้เลยปล่อยไปเลยตามเลย คิดไปเองว่าอีกคนคงเผลอตัวเอ็นดูเขาเหมือนน้องชายคนหนึ่ง
เด็กหนุ่มลงมาจากรถก่อนจะเดินเข้าบ้าน ทว่าถอยหลังเดินกลับมาเมื่อได้ยินเสียงรถที่เคลื่อนตัวออกไปอีกครั้ง นึกว่าจะเข้าบ้านมาด้วยกันซะอีก แต่งานที่บริษัทคงยังไม่เสร็จเพราะระหว่างกลับบ้านคินทร์ต้องรับโทรศัพท์คุยเื่งานตลอดทาง
เราคงไปรบกวนเวลาทำงานของเฮียคินทร์จริง ๆ ...
TBC.
#คำขอจากเฮียคินทร์