รุ่งสางแรกหลังคืนหักหลังมาถึงอย่างเชื่องช้า ราวฟ้าเองก็ลังเลที่จะสว่าง แสงสองสีที่เคยเรืองรองเหนือสถาบันร่วมสองพิภพบัดนี้ขุ่นมัว ทองหม่นลงเป็สีน้ำผึ้งเก่า ครามจางจนคล้ายรอยช้ำ ลานชั้นในที่เคยเป็หัวใจของสถาบันกลายเป็หลุมดำคล้ำ ขอบรอยแยกที่เฟิ่งเปิดไว้ยังพ่นไอหมอกเทาเถ้าออกมาบางๆ แม้ศิษย์ทั้งหลายจะระดมพลังกั้นไว้ได้แล้วก็ตาม กลิ่นเืปนกลิ่นหินไหม้ลอยคลุ้งไปทั่ว
หลิงเฟิงยืนอยู่ริมกองฟืนที่จุดไว้กลางลานพิธี เปลวไฟกลืนร่างของอาจารย์เฉวียนผู้ดูแลคลังวิชา—หญิงชราผู้เคยเมตตายอมให้เด็กตราเทาไร้สำนักยืมตำราอ่านในค่ำคืนที่เขายังไม่มีใครในสถาบันเหลียวแล เขายืนนิ่งจนเปลวไฟลามถึงปลายเสื่อ ไม่มีน้ำตา มีเพียงบางสิ่งในอกที่เย็นลงเรื่อยๆ และแข็งขึ้นทุกขณะ เหมือนเหล็กที่ถูกชุบในน้ำเย็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ท่านไม่จำเป็ต้องตายเลย” เขาพึมพำกับเปลวไฟ เสียงแทบไม่เป็เสียง “ถ้าข้าแกร่งพอั้แ่แรก” ปลายนิ้วเย็นเยียบแตะลงบนไหล่เขาเบาๆ อาเดรียลยืนอยู่ข้างหลังโดยไม่เอ่ยคำปลอบ เพราะรู้ดีว่าถ้อยคำใดก็เปล่าดายในยามนี้ เ้าชายเวทเพียงยืนเคียงข้าง ปล่อยให้ความเงียบของเขาเป็กำแพงกันลมให้คนที่กำลังสั่นไหวอยู่ข้างใน
เซินหรูนอนอยู่ในเรือนพยาบาล แผลกลางอกถูกพันไว้แน่นจากการกระโจนรับพลังปนเปื้อนแทนหลิงเฟิงเมื่อคืน ใบหน้าซีดราวกระดาษ แต่ดวงตายังคมเข้ม เมื่อหลิงเฟิงกับอาเดรียลเข้าไปเยี่ยม เขายิ้มจางๆ “อย่าทำหน้าเหมือนข้าตายแล้วสิ ข้าแค่จะนอนยาวสักสองสามวัน” ทว่าน้ำเสียงล้อเล่นนั้นกลบความจริงไม่มิด—เขาจะลุกไปไหนไม่ได้อีกนาน และทั้งสามก็รู้ดี
แต่ความโศกในสถาบันยังไม่ทันจางลง เช้านั้นเองสิ่งผิดปกติก็เริ่มปรากฏ ม่านสองสีเหนือฟ้าไม่ยอม ‘สมาน’ รอยร้าวที่เฟิ่งเปิดไว้ตามวิสัยที่ม่านเคยเยียวยาตัวเองช้าๆ มาทุกครั้ง กลับกัน—รอยร้าวกลับสั่นระริก ขยายออกทีละน้อยอย่างเงียบเชียบ ราวมีมือล่องหนคอยง้างขอบแผลไว้ไม่ให้ปิด และไม่ใช่เพียงเหนือสถาบันแห่งนี้เท่านั้น
สายเช้านกสื่อสารร่อนลงสู่ลานหน้าหอบัญชาการเป็ฝูง บ้างเป็พิราบเหล็กของฝ่ายประจิม บ้างเป็นกกระเรียนสารของสำนักบูรพา ทุกตัวคาบม้วนสารด่วน เนื้อความต่างถ้อยต่างภาษาแต่ใจความเดียวกันจนน่าขนลุก—รอยแยกทั่วแผ่นดินกำลังสั่นไหวและขยายตัวพร้อมกันในคืนเดียว นับจากด่านสามม่านทางเหนือไปจนถึงชายทะเลประจิม ไม่มีที่ใดรอด
“เป็ไปไม่ได้” อาจารย์ผู้ใหญ่ที่ยังเหลือรอดคนหนึ่งกางแผนที่ม่าน์ออก มือสั่นจนหมึกหยดเลอะ “รอยแยกแต่ละแห่งห่างกันเป็พันลี้ จะปะทุพร้อมกันได้อย่างไร เว้นเสียแต่...” เขาเงยหน้าขึ้น สบตาหลิงเฟิงโดยไม่ตั้งใจ แล้วรีบหลบสายตา แต่หลิงเฟิงจับความนั้นได้—เว้นเสียแต่จะมีบางสิ่งเรียกม่านทั้งผืนให้ะเืพร้อมกัน และเขารู้ดีว่าบางสิ่งนั้นคืออะไร แสงดาวที่วาบขึ้นเมื่อคืน
เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยกลางดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะศัตรูบุก แต่เพราะ ‘ฟ้า’ เอง ม่านสองสีเหนือสถาบันเริ่มบิดเกลียวช้าๆ เหมือนผ้าที่ถูกบีบคั้นจากเบื้องบน ลมเย็นะเืพัดลงมาจากรอยร้าว พากลิ่นบางอย่างที่ไม่ใช่กลิ่นของพิภพใดในสองพิภพ—กลิ่นของที่ว่างระหว่างโลก กลิ่นของสิ่งที่ถูกขังไว้นานเกินกาล
และแล้วเหนือลานชั้นในที่ยังคุกรุ่น ม่านก็แหวกออก
ไม่ใช่รอยแยกอย่างที่เคยเห็น ไม่มีอสูรพ่นออกมา ไม่มีหมอกปนเปื้อนทะลัก มีเพียงรอยฉีกตรงกลางฟ้าสองสีที่ดำสนิทยิ่งกว่าราตรีไร้ดาว และจากความดำนั้น เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้น สูงเกินมนุษย์ ห่มอาภรณ์ที่ดูคล้ายทำจากเงาและแสงดาวถักทอเข้าด้วยกัน ใบหน้างดงามจนน่าขนพอง ไร้ริ้วรอยของกาลเวลาแม้แต่น้อย ทว่าดวงตาคู่นั้นเก่าแก่ราวกับได้เฝ้ามองความล่มสลายของอาณาจักรนับสิบมาแล้ว
ทั้งลานเงียบกริบ ศิษย์บางคนทรุดลงคุกเข่าโดยไม่รู้ตัว ความกดดันที่แผ่ออกจากเงาร่างนั้นหนักหน่วงราวูเาทั้งลูกทับลงบนไหล่ทุกคน หลิงเฟิงรู้สึกได้ว่าแก่นสองพิภพในกายตน ‘สั่น’—ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยการ ‘จดจำ’ บางอย่างที่ลึกเกินกว่าความทรงจำของเขาจะเอื้อมถึง ราวกายเนื้อนี้เคยยืนอยู่ต่อหน้าผู้นี้มาก่อน เมื่อนานแสนนานในชาติที่เขาจำไม่ได้
“ในที่สุด” เสียงนั้นดังขึ้น ไม่ได้ก้องกัมปนาท แต่แ่เบาราวกระซิบข้างหู ทว่าได้ยินชัดไปทั่วทั้งลานราวกับพูดอยู่ในใจทุกคน “เ้าก็ตื่นเสียที ผู้ถือแก่นคนใหม่ ข้ารอคืนนี้มานานเกินกว่าที่ลิ้นมนุษย์จะนับไหว” เงาร่างนั้นทอดสายตาลงมายังหลิงเฟิงโดยตรง ไม่แยแสต่อกองทัพศิษย์และอาจารย์เบื้องล่างเลยแม้แต่น้อย ราวกับในลานทั้งหมดมีเพียงเขาคนเดียวที่มีค่าพอให้มอง
“เซวียนตู” หลิงเฟิงเอ่ยชื่อนั้นออกมา เสียงแหบพร่าแต่ไม่สั่น “เ้าผู้ตัดม่าน” เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว ยืนเด่นกลางลานต่อหน้าทุกสายตา ไม่ใช่เพราะกล้าหาญ แต่เพราะรู้ว่าผู้นี้มาเพื่อเขา หากเขาหลบ คนรอบข้างจะเป็ผู้รับแทน “เ้าคือผู้ที่เปิดรอยแยกในเมืองของข้าเมื่อสิบปีก่อน ผู้ที่ปลุกพลังนี้ให้ตื่นในกายข้า ทุกอย่างเป็แผนของเ้ามาแต่ต้น”
เซวียนตูยิ้ม รอยยิ้มนั้นไม่มีความเหี้ยมโหด มีเพียงความอ่อนโยนชนิดที่น่าสะพรึงกว่าความเกรี้ยวกราดนัก “แผน—คำนั้นเล็กเกินไปสำหรับสิ่งที่ข้าทำ เด็กน้อย ข้าไม่ได้ ‘ปลุก’ เ้า ข้าเพียง ‘รอ’ เ้า แก่นนี้สืบทอดข้ามกาลมานับพันปี หลับใหลแล้วตื่นในผู้ถือคนแล้วคนเล่า และข้ารู้ดีกว่าใคร เพราะข้าเองก็เคยถือมันไว้ ก่อนที่มันจะมาอยู่ในอกเ้า”
เสียงนั้นนุ่มลงอีกขั้น และนี่คือสิ่งที่หลิงเฟิงไม่ได้เตรียมใจรับ—น้ำเสียงของเซวียนตูเมื่อมองแสงสองสีที่เรืองอยู่ในกายเขา กลับ ‘สะดุด’ ลงครู่หนึ่ง ราวมีบางสิ่งคล้ายความอาลัยแล่นผ่านดวงตาที่เก่าแก่นั้น “เ้าถือแสงเดียวกับที่ข้าเคยถือ” เขากล่าวช้าๆ “และเดียวกับที่ ‘อีกผู้หนึ่ง’ เคยถือ ก่อนข้านานนัก เ้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเ้าเป็ใคร ใช่ไหมเล่า พวกมันปิดบังเ้าไว้—ป๋ายเหอปิดบังเ้าไว้”
คำว่า ‘ป๋ายเหอ’ ที่หลุดจากปากศัตรูทำให้เืในกายหลิงเฟิงเย็นวาบ “เ้ารู้จักอาจารย์ข้า” “รู้จัก” เซวียนตูทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงประหลาด ครึ่งขบขันครึ่งขมขื่น “ข้ารู้จักผู้พิทักษ์ม่านดียิ่งกว่าที่เขารู้จักตนเองเสียอีก และข้ารู้ว่าสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘การปกป้อง’ นั้น แท้จริงคือกรงขังชนิดหนึ่ง เขาเลี้ยงเ้ามาให้เป็สมอตรึงม่าน—ให้สละิญญาผูกตัวเองเข้ากับกำแพงนี้ชั่วนิรันดร์ เหมือนที่อีกผู้หนึ่งเคยทำ เ้าเรียกสิ่งนั้นว่าความรักหรือ”
“พอแล้ว!” หลิงเฟิงตวาด แต่ในใจเขาสั่นไหว เพราะถ้อยคำของเซวียนตูสอดรับกับเมล็ดพิษที่เฟิ่งทิ้งไว้เมื่อคืนอย่างน่าขนลุก ‘ผู้สร้างกับผู้ตัดม่านผูกพันแแ่ยิ่งกว่าจินตนาการ และการปกป้องของป๋ายเหอคือกรงขังอีกชนิด’ ศัตรูสองรายกล่าวคำเดียวกัน นี่คือกับดักทางใจอีกชั้นหนึ่ง—หรือเป็ความจริงที่ป๋ายเหอกั๊กไว้กันแน่
“ข้าจะไม่ฟังคำของเ้า” หลิงเฟิงสูดลมหายใจลึก ปล่อยให้สองสายในกายโคจรเนิบเคียงกันตามวิชา ‘ลมหายใจกล่อมแก่น’ กดแสงดาวไว้มิให้ปะทุ “เ้าฉีกม่าน เ้าฆ่าคนนับไม่ถ้วน เ้าส่งเฟิ่งมาทำลายที่นี่ ไม่ว่าเ้าจะเป็ใครในอดีต วันนี้เ้าคือศัตรูที่ข้าจะหยุดให้ได้” เซวียนตูมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจ ราวครูที่ผิดหวังในศิษย์ผู้ยังไม่เข้าใจบทเรียน
“เ้ายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ” เขากล่าว “ข้าจะให้เวลาเ้าเติบโต และข้าจะสอนให้เ้าเข้าใจด้วยวิธีที่เ้าจะไม่มีวันลืม” เงาร่างนั้นยกมือขึ้นช้าๆ ชี้ไปทางทิศใต้ ทิศที่อยู่พ้นกำแพงสถาบันออกไปไกลลิบ “มีที่หนึ่งซึ่งแก่นในกายเ้าตื่นขึ้นเป็ครั้งแรก ที่ที่เ้าถูกพบใต้แสงม่านสองสี ที่ที่เ้าเรียกว่า ‘บ้าน’”
หัวใจหลิงเฟิงหยุดเต้นไปชั่วขณะ “เมืองชายม่าน...” “ถูกต้อง” เซวียนตูยิ้มอ่อนโยน “แสงดาวของเ้าหลับใหลอยู่ที่นั่นนานนับสิบปี รากของมันยังหยั่งลึกในผืนดินนั้น หากข้า้าให้เ้าตื่นเต็มดวง—ตื่นจริงๆ ไม่ใช่แสงวาบครึ่งๆ กลางๆ ที่เ้าคอยกดข่มไว้ด้วยความขลาด—ข้าก็เพียงต้องไปสะกิดรากนั้นให้ะเื เ้าจะวิ่งกลับไปเอง และเ้าจะปล่อยแสงนั้นออกมาด้วยมือของเ้าเอง เพื่อช่วยคนที่เ้ารัก”
“อย่าแตะต้องพวกเขา” เสียงหลิงเฟิงต่ำลงจนแทบเป็เสียงคำราม แสงสองสีในกายพุ่งพล่านจนเหรียญทองแดงในอกเขาแผ่ลมเย็นเตือนทันที “ป้าซู เสี่ยวถาว ชาวเมืองทั้งหลายไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย!” “นั่นแหละคือจุดสำคัญ” เซวียนตูตอบเรียบเฉย “ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องนั่นเองที่เ้าจะยอมเปิดทุกอย่างเพื่อปกป้อง คนที่แกร่งจริงไม่มีจุดอ่อน แต่เ้า—เ้ามีมากมายเหลือเกิน และนั่นทำให้เ้ามีค่าสำหรับข้ายิ่งนัก”
ก่อนหลิงเฟิงจะตอบโต้ เซวียนตูกลับเงยหน้าขึ้นมองเหนือม่านขึ้นไป ไปยังที่ว่างเบื้องบนที่ไกลเกินกว่าสายตาผู้ใดจะหยั่งถึง และชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเอง สีหน้าของผู้ตัดม่านเปลี่ยนไป—ความมั่นใจอันเ็าสะดุดลง แววตาบางอย่างที่คล้าย ‘ความยำเกรง’ แล่นผ่าน ราวมีสิ่งที่แม้แต่เขายังต้องเกรง สิ่งที่อยู่สูงกว่าม่าน สูงกว่าทั้งสองพิภพ หลิงเฟิงจับความนั้นได้ แต่ยังไม่ทันขบคิด เงาร่างก็เริ่มสลายตัว
“ไปพบข้าที่ใจกลางม่านเถิด เมื่อเ้าพร้อม” เสียงเซวียนตูแ่ลงเรื่อยๆ “แต่ก่อนหน้านั้น—ไปช่วยบ้านของเ้าก่อน ถ้าเ้าทันนะ” รอยฉีกบนฟ้าหุบเข้าหากัน ความดำสนิทค่อยจางหาย เหลือเพียงม่านสองสีที่บัดนี้สั่นระริกหนักกว่าเดิม และความเงียบที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออกปกคลุมทั้งลาน
“หลิงเฟิง” เสียงคุ้นเคยเรียกจากนอกกำแพงที่พังทลาย ป๋ายเหอยืนอยู่ตรงรอยร้าวของแนวกั้น—ที่ซึ่งกำแพงสถาบันแตกออกเมื่อคืน ทำให้ผู้พิทักษ์ม่านผู้ไม่อาจล่วงเข้าเขตสถาบันได้ บัดนี้ยืนคร่อมเส้นแบ่งได้เป็ครั้งแรก ใบหน้าแก่ชราของเขาเคร่งเครียดยิ่งกว่าที่หลิงเฟิงเคยเห็น “ข้าได้ยินทุกคำที่มันพูด”
“มันพูดความจริงหรือ” หลิงเฟิงถามตรงๆ ไม่มีเวลาให้อ้อมค้อม “เื่ท่าน เื่กรงขัง เื่ที่ท่านเลี้ยงข้ามาเพื่อให้สละิญญา” ป๋ายเหอนิ่งไปครู่หนึ่ง—ครู่ที่ยาวนานเกินกว่าจะปลอบใจใครได้ “มันบิดความจริงครึ่งหนึ่งให้กลายเป็ยาพิษ” เขาตอบในที่สุด “และนั่นคือสิ่งที่มันถนัดที่สุด เ้าอย่าให้มันแยกใจเ้าออกจากคนที่รักเ้าได้ ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ทางใต้ นกกาเถ้าฝูงหนึ่งบินมุ่งหน้าเมืองชายม่านั้แ่ก่อนรุ่ง ข้าตามััของมันได้ มันไม่ได้ไปสอดแนม—มันไปนำทาง”
“นำทางให้ใคร” “สาวกเอกของเซวียนตู” ป๋ายเหอกล่าวด้วยเสียงหนัก “ผู้ที่มันไว้ใจให้ลงมือเองยาม้า ‘สะกิดราก’ อย่างที่มันว่า ข้าไม่รู้ชื่อ รู้แต่ว่าผู้นั้นไม่ใช่อสูรไร้สติอย่างคาลวิน แต่เป็มนุษย์ที่เลือกเดินตามมันด้วยใจ และนั่นอันตรายกว่ามากนัก เ้าต้องไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่เมืองทั้งเมืองจะกลายเป็เชื้อเพลิงล่อแสงดาวของเ้า”
หลิงเฟิงหันขวับไปทางเรือนพยาบาล ใจหนึ่งอยากบอกลาเซินหรู แต่ป๋ายเหอส่ายหน้า “เขาไปกับเ้าไม่ได้ แผลเขาหนักเกิน หากฝืนเดินทางจะตายกลางทาง” ในวินาทีนั้นเองเซินหรูก็ปรากฏที่ประตูเรือน พยุงตัวด้วยไม้เท้า ใบหน้าซีดเผือดแต่ยืนกรานจะออกมา “ข้าไปไม่ได้ ข้ารู้” เขาหอบ “แต่ฟังข้าก่อน—อาจารย์ของข้าเคยสั่งไว้ หากวันที่ม่านใกล้แตกมาถึง และผู้เดินสองสายต้องกลับสู่ที่เกิด ให้บอกเขาว่า ‘รากที่ลึกที่สุดมักซ่อนกุญแจไว้ ไม่ใช่โซ่ตรวน’”
“หมายความว่าอย่างไร” “ข้าไม่รู้” เซินหรูยอมรับ ดวงตาเต็มไปด้วยความคับข้อง “อาจารย์ข้าไม่เคยอธิบาย ข้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านเป็ใคร รู้เพียงว่าท่านส่งข้ามาเฝ้ารอวันนี้ บางทีในเมืองชายม่าน ในที่ที่เ้าเติบโต อาจมีสิ่งที่ป๋ายเหอเองก็ไม่รู้ว่ามีอยู่ก็ได้” คำพูดนั้นทำให้ป๋ายเหอชะงัก สีหน้าเขาแปรเปลี่ยนวูบหนึ่ง ราวมีบางอย่างที่เขาไม่อยากให้ใครไปขุดค้น แต่เขากลับเงียบ ไม่ปฏิเสธ ไม่ยืนยัน
“ข้าจะไปกับเ้า” อาเดรียลเอ่ยขึ้น น้ำเสียงไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง เขายืนเคียงหลิงเฟิงโดยไม่ต้องให้ใครเรียก “ท่านป๋ายเหอบอกแล้วว่าผู้ถือแก่นขาดผู้ประคองไม่ได้ ถ้าเ้าปล่อยแสงดาวเต็มดวงเพื่อช่วยเมือง โดยไม่มีข้าคอยประคองสองสายให้เคียงกัน เ้าจะเผาผลาญตัวเองจนดับ” เขามองหลิงเฟิงตรงๆ “และข้าไม่ยอมให้เ้าทำเช่นนั้นเด็ดขาด เราสาบานแล้วว่าจะเลือกด้วยกัน ครั้งนี้ก็เช่นกัน”
หลิงเฟิงสบตาอาเดรียลครู่หนึ่ง ความอบอุ่นแปลกประหลาดแล่นผ่านอกท่ามกลางความหนาวเหน็บของเช้านั้น เขาพยักหน้า ไม่มีคำขอบคุณ เพราะระหว่างคนสองคนที่เคย ‘รบเคียงกันราวซ้อมมาพันครั้ง’ คำขอบคุณนั้นฟุ่มเฟือยเกินไป มีเพียงการก้าวออกเดินทางเคียงกัน นั่นคือคำตอบที่ครบถ้วนที่สุดแล้ว
ป๋ายเหอยื่นห่อผ้าเล็กๆ ให้ “ยาประคองเส้นพลังและเสบียงพอประทังทาง” เขากำมือหลิงเฟิงไว้แน่น “จำไว้ เซวียนตู้าให้เ้าปล่อยแสงดาวเต็มดวง ทุกครั้งที่แสงนั้นวาบเต็มที่ ม่านทั้งผืนจะบางลงและขานรับมัน นั่นคือสิ่งที่มัน้า—ใช้พลังของเ้าเองฉีกม่านแทนมือมัน ฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เ้าต้องช่วยเมืองให้ได้โดย ‘ไม่’ ปล่อยแสงเต็มดวง นี่คือกับดักที่โหดร้ายที่สุดของมัน บีบให้เ้าเลือกระหว่างคนที่รักกับทั้งโลก”
คำเตือนนั้นตกหนักลงในอกหลิงเฟิงยิ่งกว่าหินผา เพื่อช่วยป้าซูกับเสี่ยวถาว เขาอาจต้องใช้พลังเต็มที่ แต่การใช้พลังเต็มที่นั่นเองคือการมอบกุญแจไขหายนะให้ศัตรู ทางสองแพร่งที่ไม่มีคำตอบถูก เซวียนตูไม่ได้เพียงคุกคามบ้านของเขา มันออกแบบกับดักที่ทำให้ความรักของเขากลายเป็อาวุธทำลายล้างโลกทั้งใบ เขากัดฟันแน่น “งั้นข้าก็ต้องหาทางที่สาม ทางที่มันมองไม่เห็น”
ทั้งสองออกเดินทางก่อนเที่ยงวัน ม้าสองตัวควบลงใต้ผ่านภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปจากเมื่อครั้งหลิงเฟิงเดินทางขึ้นเหนือมาเข้าสถาบันอย่างสิ้นเชิง ท้องทุ่งที่เคยเขียวขจีบัดนี้มีรอยแยกเล็กๆ ปริขึ้นเป็หย่อมๆ พ่นไอเทาบางๆ หมู่บ้านรายทางเงียบเหงา ชาวบ้านอพยพหนีหมอกปนเปื้อนเป็ขบวนยาว แบกข้าวของมุ่งหน้าไปยังที่ซึ่งพวกเขาคิดว่าปลอดภัย—ทั้งที่ความจริงไม่มีที่ใดปลอดภัยอีกแล้ว
“มันไม่ได้ขู่เปล่าๆ” อาเดรียลเอ่ยขณะควบม้าเคียงกัน สายตากวาดมองรอยแยกที่กระจายอยู่ทั่วผืนแผ่นดิน “ทั้งแผ่นดินกำลังร้าวจริงๆ คืนเดียวที่แสงดาวของเ้าวาบ มันใช้โอกาสนั้นปลุกรอยแยกทุกแห่งพร้อมกัน เซวียนตูไม่ได้้าแค่ตัวเ้า มันกำลังเร่งให้สองพิภพพังเข้าหากันทีละน้อย” หลิงเฟิงพยักหน้าเงียบๆ ทุกย่างก้าวของม้าพาเขาเข้าใกล้บ้านขึ้นเรื่อยๆ และเข้าใกล้คำตอบที่เขายังไม่อยากเผชิญ
เมื่อข้ามสันเขาสุดท้ายในยามโพล้เพล้ของวันที่สอง เมืองชายม่านก็ปรากฏเบื้องล่าง และหัวใจหลิงเฟิงร่วงลงสู่ก้นเหว ท้องฟ้าเหนือเมืองที่เขาเติบโตไม่ได้เรืองสองสีอย่างที่เคยอีกต่อไป แต่ลุกเป็สีส้มแดงของเปลวไฟ กลุ่มควันดำหนาทึบลอยขึ้นสู่ม่านที่สั่นไหว เสียงระฆังเตือนภัยแว่วมาตามลมพร้อมเสียงกรีดร้องแ่ๆ เมืองทั้งเมืองกำลังลุกไหม้
“ป้าซู! เสี่ยวถาว!” หลิงเฟิงกระตุกบังเหียน ควบม้าทะยานลงเนินโดยไม่รอช้า อาเดรียลตามติด และในเปลวเพลิงเบื้องหน้า ท่ามกลางกลุ่มควันที่ม้วนตัว ร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่กลางจัตุรัสเมือง ไม่หลบเปลวไฟ ไม่สะทกสะท้านต่อความวอดวายรอบกาย อาภรณ์สีเถ้าปลิวไสวในกระแสลมร้อน ดวงตาเงยขึ้นมองเนินเขาที่ม้าสองตัวกำลังพุ่งลงมา ราวรอคอยการมาถึงนี้มานานแล้ว
สาวกเอกของเ้าผู้ตัดม่านยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ในมือถือบางสิ่งที่เรืองแสงเทาขุ่น เปลวไฟสะท้อนในดวงตาที่สงบนิ่งอย่างน่าขนลุก แล้วเสียงหนึ่งก็ลอยข้ามทะเลเพลิงมาถึงหูหลิงเฟิง แ่เบาแต่ชัดเจน ราวกระซิบของความตายที่ยิ้มแย้ม “เ้ามาช้าไปนิดเดียวเอง...เด็กแสงดาว”