จอมมารหวนคืน

    ตอนที่ 36: นครหลวงเทียนเทียนและการเผชิญหน้าในโรงเตี๊ยมเมฆา

       เกวียนไม้เก่าๆ เคลื่อนตัวผ่านประตูเมืองขนาดมหึมาของ "นครหลวงเทียนเทียน" เมืองหลวงที่รุ่งเรืองที่สุดในทวีปเบื้องล่าง กำแพงเมืองสีขาวบริสุทธิ์สลักลวดลายเทพปกรณัมสะท้อนแสงแดดยามบ่ายอย่างสง่างาม ทว่าในสายตาของเยี่ยฉิน เมืองแห่งนี้เป็นเพียงกรงทองที่ฉาบไว้ด้วยคราบเลือดของบรรพบุรุษที่ถูกวิหารเทพหักหลัง

    เยี่ยฉินในชุดบัณฑิตยากจนนั่งอยู่บนขอบเกวียน ข้างกายมีหลินเสี่ยวรู่ที่สวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง บัดนี้นางบรรลุระดับ แก่นแท้มนุษย์ ขั้นที่ 9 อย่างมั่นคงด้วยการขัดเกลาจากเยี่ยฉิน ส่วนมู่หย่งนั้นเร้นกายกลมกลืนไปกับฝูงชนในฐานะขอทานเด็กที่ไม่มีใครใส่ใจ

    "นายน้อย... พลังป้องกันของเมืองนี้หนาแน่นกว่าที่โรงเรียนยุทธ์มรณะนับสิบเท่า" มู่หย่งส่งกระแสจิตรายงาน "ข้าสัมผัสได้ถึงยอดฝีมือระดับ ราชันย์นภา ไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ"

    เยี่ยฉินหลับตาลงเล็กน้อย ใช้ เนตรสัจจะ มองลอดผ่านม่านพลังป้องกันเมือง ‘ค่ายกล "เกราะเทพแปดทิศ" สินะ... ชาติก่อนข้าเคยเป็นคนชี้จุดวางศิลาค่ายกลนี้เองกับมือ พวกมันยังใช้ของเดิมๆ อยู่รึ?’ เขาลอบยิ้มเยาะในใจ


    ทั้งสามเลือกพักที่ "โรงเตี๊ยมเมฆา" ซึ่งเป็นที่พักระดับกลางที่มักจะมีเหล่านักสู้พเนจรและศิษย์สำนักย่อยมารวมตัวกัน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจและการโอ้อวดพลังปราณ

    "เจ้าได้ยินข่าวไหม? งานประมูลศิลาวิญญาณบรรพกาลครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การขายของนะ!" ชายร่างกำยำสวมเสื้อกั๊กหนังตะโกนกลางวงเหล้า "วิหารเทพประกาศว่า ใครก็ตามที่สามารถ 'ถือ' ศิลาได้นานที่สุดโดยไม่ถูกไอปีศาจกัดกร่อน จะได้รับแต่งตั้งเป็น 'บุตรแห่งแสง' และได้เข้าฝึกในหอคอยเทพชั้นสูงสุด!"

    "หึ... ของปลอมที่ข้าสร้างไว้คงทำเอาพวกมันมือขาดกันถ้วนหน้า" เยี่ยฉินพึมพำขณะจิบน้ำชาจืดๆ

    ทันใดนั้น ประตูโรงเตี๊ยมถูกผลักออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มคนในชุดสีเขียวมรกตที่ดูคุ้นตา พวกเขาคือศิษย์จาก "สำนักไม้หอม" ที่นำโดย "หลี่ชิง" ศิษย์เอกของผู้อาวุโสชิงซานที่ถูกเยี่ยฉินสังหารไปก่อนหน้านี้


    หลี่ชิงกวาดสายตาไปรอบห้องด้วยท่าทางโอหัง จนมาหยุดที่โต๊ะของเยี่ยฉินและหลินเสี่ยวรู่ "ที่นั่งตรงนี้ทำเลดี ข้าต้องการให้พวกเจ้าไสหัวไปซะ!"

    หลินเสี่ยวรู่กำหมัดใต้โต๊ะจนเล็บจิกเข้าเนื้อ แต่นางจำคำสั่งของเยี่ยฉินได้ว่า 'จงทำตัวเป็นอากาศธาตุ' นางจึงเพียงแค่ก้มหน้าลง

    "ขออภัยท่านจอมยุทธ์ เราเพียงต้องการทานอาหารมื้อเดียวแล้วจะไป" เยี่ยฉินกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ แสร้งทำเป็นหวาดกลัว

    "ข้าบอกให้ไสหัวไปไง! ไม่ได้ยินรึไอ้บัณฑิตหน้าขาว!" หลี่ชิงตบโต๊ะจนจานชามกระเด็น พลังระดับ แก่นแท้มนุษย์ ขั้นที่ 8 แผ่พุ่งออกมาข่มขวัญ

    เยี่ยฉินแอบสะบัดนิ้วเบาๆ ภายใต้แขนเสื้อกว้าง เขาใช้ ภูตแกนกลางกาลเวลา กระตุ้น "หนอนไหมวิญญาณ" ที่หลี่ชิงพกมาในถุงมิติ (ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงราคาแพง) ให้เกิดอาการคลั่ง

    จี๊ดดดด!

    ทันใดนั้น ถุงมิติของหลี่ชิงระเบิดออก หนอนไหมตัวเขื่องพุ่งออกมางับเข้าที่จมูกของหลี่ชิงอย่างจัง พร้อมกับพ่นพิษสีเขียวเหนียวเหนอะหนะใส่หน้ามัน

    "อ๊ากกกก! จมูกข้า! เอาออกไป!" หลี่ชิงกลิ้งลงไปกับพื้นลานโรงเตี๊ยม ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของคนทั้งร้าน ศิษย์สำนักไม้หอมต่างวุ่นวายช่วยนายตนจนลืมเรื่องการขับไล่เยี่ยฉินไปสนิท


    ท่ามกลางความโกลาหล เยี่ยฉินสังเกตเห็นชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ที่มุมมืดสุดของร้าน ชายคนนั้นสวมหมวกฟางปิดบังใบหน้า แต่เนตรสัจจะของเยี่ยฉินมองเห็น "ปราณกระบี่" ที่คมกริบจนตัดชั้นบรรยากาศรอบตัวชายชราคนนั้นให้แยกออกเป็นสองเสี่ยง

    ‘ราชันย์นภา ขั้นที่ 7... ยอดฝีมือสันโดษรึ?’ เยี่ยฉินเริ่มสนใจ ชายชราคนนั้นดูเหมือนจะสัมผัสได้ว่าถูกจับตามอง เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับเยี่ยฉินเพียงเสี้ยววินาที

    พริบตานั้น เยี่ยฉินรู้สึกเหมือนมีกระบี่นับพันเล่มพุ่งเข้าหาดวงตา เขาใช้ "เกราะมังกรกาลเวลา" ปกป้องสำนึกวิญญาณไว้อย่างรวดเร็ว ชายชราชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเบาๆ แล้วก้มลงดื่มเหล้าต่อ

    ‘น่าสนใจ... นครหลวงครั้งนี้ดูเหมือนจะมีมังกรซ่อนพยัคฆ์หมอบมากกว่าที่ข้าคิดไว้’

    แผนการลอบเข้าวิหารเทพ

    ตกกลางคืน เยี่ยฉินสั่งให้มู่หย่งและหลินเสี่ยวรู่เฝ้าระวังที่โรงเตี๊ยม ส่วนเขาเร้นกายในชุดสีดำและใช้ ภูตแกนกลางชีวิต พรางกลิ่นอายจนเหมือนกับเป็นเพียงก้อนหินริมทาง เขาค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่เขตชั้นในของวิหารเทพ

    เป้าหมายของเขาคืนนี้ไม่ใช่การฆ่า แต่เป็นการวาง "เชื้อเพลิง"

    เขาบุกเข้าไปในคลังเก็บน้ำมันมนตราของวิหาร และเริ่มร่ายอาคม "เพลิงกาลผลาญวิญญาณ" ลงในถังน้ำมันทั้งหมด อาคมนี้จะไม่ทำงานทันที แต่มันจะปะทุขึ้นเมื่อสัมผัสกับ "ปราณศักดิ์สิทธิ์" ที่เข้มข้นที่สุด ซึ่งก็คือตอนที่มหาปุโรหิตเริ่มพิธีประมูลศิลาในอีกสามวันข้างหน้า

    ในขณะที่เขากำลังจะถอยออกมา เขาได้ยินเสียงสนทนาลับๆ ในห้องโถงใหญ่

    "ท่านมหาปุโรหิต... หุ่นเชิดเทียนกงเริ่มมีอาการแปลกๆ ข้าน้อยเกรงว่าวิญญาณของมันจะต่อต้าน" เสียงของมหาเล็กคนหนึ่งดังขึ้น

    "หึ... ถ้ามันหมดประโยชน์ก็แค่โยนมันลงบ่อหลอมวิญญาณซะ" เสียงทุ้มต่ำของมหาปุโรหิตดังตอบ "สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือ 'เหยื่อ' ที่เราล่อมา เยี่ยฉินอาจจะตายไปแล้ว แต่พวกที่เหลือของมันต้องปรากฏตัวในงานประมูลนี้แน่ ข้าจะจับพวกมันมาทำเป็นหุ่นเชิดชุดใหม่!"

    เยี่ยฉินที่ซุ่มอยู่ในเงายกยิ้มอำมหิต ‘เจ้าอยากได้หุ่นเชิดเพิ่มรึ? เดี๋ยวข้าจะจัดชุดใหญ่ให้เจ้าเอง มหาปุโรหิต’


    ผู้ล่าที่เงียบงันคือผู้ที่ถือกุญแจแห่งชัยชนะ

    เยี่ยฉินถอยกลับมาที่โรงเตี๊ยมอย่างปลอดภัย เขาพบว่ามู่หย่งได้รวบรวมข้อมูลสำคัญมาเพิ่ม คือเรื่องที่วิหารเทพได้เชิญ "เจ้าหญิงลำดับที่สาม" แห่งจักรวรรดิมาเป็นประธานในงานประมูลด้วย

    "เจ้าหญิงรึ..." เยี่ยฉินนึกถึงอดีตในชาติก่อน หลี่เยี่ยน... ผู้หญิงที่เคยหักหลังเขาเพื่ออำนาจ "ดี... ในเมื่อโจทย์เก่ามากันครบ ข้าจะได้ชำระบัญชีให้จบในคราวเดียว"

    เขาหยิบศิลาวิญญาณบรรพกาลออกมา แสงสีเลือดของมันสะท้อนใบหน้าที่เย็นชาของจอมมารที่บัดนี้พร้อมจะทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง


    การวางกับดักที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้ศัตรูคิดว่าตนเองเป็นคนคุมเกม นครหลวงเทียนเทียนอาจจะดูมั่นคงดุจภูผา แต่ภายใต้การชี้นำของเยี่ยฉิน มันกำลังจะกลายเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่ฝังทั้งยอดฝีมือและกิเลสของวิหารเทพไปพร้อมๆ กัน


    คล้ายกับเรื่องจอมมารหวนคืน ที่คุณอ่าน