ด้านหลินเสวี่ยจู๋ เมื่อเห็นคนกลุ่มใหญ่หันหัวม้ากลับมานางที่อยู่ท้ายขบวนก็แสร้งมองหม่าซิงอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเขาจึงอธิบายให้นางฟังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เส้นทางข้างหน้าเดินทางผ่านไปไม่ได้หัวหน้ากำลังลำบากใจอยู่”
“ผ่านไม่ได้? เพียงเปลี่ยนเส้นทางก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างไร้เดียงสา
หม่าซิงส่ายหน้า“เส้นทางการเนรเทศถูกกำหนดไว้แล้ว ผู้คุมอย่างพวกเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงโดยพลการ”
“เป็นเช่นนี้เอง”หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจ “เช่นนั้นท่านก็กลับเมืองหลวงไปรายงานสักหน่อยดีหรือไม่?”
หม่าซิงยิ้มขื่น“หลินเหนียงจื่อพูดล้อเล่นแล้ว”
หลินเสวี่ยจู๋ทำท่าทางจริงจัง“ข้าไม่ได้ล้อเล่น กฎหมายกำหนดไว้ว่านักโทษเนรเทศไม่อาจเดินทางบนทางหลวงแต่พวกเราอยู่บนภูเขาลึกจึงไม่มีทางหลวง หากเปลี่ยนเส้นทางคงไม่เป็นอันใดกระมัง”
หม่าซิงกล่าว “หลินเหนียงจื่ออาจไม่รู้บนภูเขาลึกแห่งนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่ ต่อให้เป็นเส้นทางก็ถูกถางเปิดสำหรับการเนรเทศโดยเฉพาะหากบอกว่าจะเปลี่ยนเส้นทางย่อมไม่อาจทำได้เพราะไม่มีเส้นทางอื่นแล้ว”
หลินเสวี่ยจู๋มองไปด้านหลังก่อนจะเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย“ท่านพูดได้ถูกต้อง อันที่จริงเมื่อคืนข้าพบเส้นทางหนึ่งทางทิศตะวันตกเพียงแต่มันไกลเกินไปจริงๆ หากอ้อมไปไม่แน่ว่าอาจเสียเวลาไม่น้อย”
หม่าซิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่างก็ถูกหลิวขุยส่งคนมาเรียกตัวไม่นานเขาก็กลับมาแล้วเอ่ยกับหลินเสวี่ยจู๋ “ข้าบอกเรื่องที่ทิศตะวันตกมีเส้นทางกับหัวหน้าแล้วเพียงแต่กลัวว่าจะยุ่งยากจึงไม่ได้เอ่ยชื่อของหลินเหนียงจื่อ”
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สนใจ นางเพียงยักไหล่ “ไม่เป็นไร ข้าตามขบวนนี้ไปก็พอแล้ว”
เกิดเป็นคนต้องอ่อนน้อมถ่อมตนซ่อนความดีและชื่อเสียงเอาไว้
ขบวนเปลี่ยนทิศทางอีกคราคราวนี้มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก เส้นทางลำบากเล็กน้อยหลินเสวี่ยจู๋ให้ลู่โม่พาสามพี่น้องสกุลหูไปเปิดทางร่วมกับเหล่าผู้คุม
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋เป็นคนรู้ความถึงเพียงนี้หลิวขุยจึงต้องมองนางใหม่ ลอบจดจำหนี้น้ำใจครั้งนี้เอาไว้
ขบวนเนรเทศเดินทางตลอดทั้งเช้า ในที่สุดก็พบเส้นทางเล็กๆกลางป่า
หลิวขุยสั่งให้ทุกคนกินขนมปังสีดำขณะเดินขนมปังสีดำมีกลิ่นเหม็นหืนอย่างแรง ที่ผิวมีเมือกเป็นชั้นๆ เพียงได้กลิ่นก็ชวนให้อยากอาเจียน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในป่ามียุงเป็นจำนวนมากบางคนก็ถูกกัดจนเนื้อตัวเป็นลายพร้อย ทั้งคันทั้งเจ็บ จำเป็นต้องเดินไปเกาไปแต่ยิ่งเกากลับยิ่งคัน
ขวัญกำลังใจของคนในขบวนตกต่ำหากไม่ใช่เพราะผู้คุมสะบัดแส้ไปมา คนจำนวนมากคงเดินไม่ทันขบวน
มีเพียงครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋เท่านั้นที่เดินอย่างสงบพวกเขาสวมรองเท้าบูทฟาง และแขวนถุงสมุนไพรไล่แมลงไว้บนตัวขณะเดินก็ยังทำงานไปด้วยได้
มีคนสังเกตเห็นจึงวิ่งมาขอความช่วยเหลือจากหลินเสวี่ยจู๋นางให้พวกเขานำสิ่งของมาแลกถุงสมุนไพร ตลอดทั้งเช้านางจึงได้ผัก ขี้เถ้า เกลือเชือกป่าน ตะกร้าหวาย เสื่อฟาง และรองเท้าบูทฟางจำนวนไม่น้อยมีแม้กระทั่งพับไฟ ผ้าโพกศีรษะ สายรัดเอว ตั๊กแตนกับแมลงปอสาน และสิ่งของอื่นๆ
สตรีผู้หนึ่งนำเข็มเย็บผ้าสองเล่มกับด้ายจำนวนหนึ่งมาแลก นางบอกว่าของเหล่านี้ซ่อนอยู่ในมวยผมหลินเสวี่ยจู๋เบิกบานใจยิ่ง จึงมอบถุงสมุนไพรสองถุงกับเนื้อหมูรมควันหนึ่งชิ้นให้นางนางจึงจากไปด้วยความขอบคุณ
ถุงสมุนไพรนั้นใช้งานง่ายเมื่อมีคนบอกปากต่อปากก็แพร่กระจายไปในหมู่ผู้คน จึงมีคนนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนมากขึ้นหากไม่มีสิ่งของก็มอบเงินให้โดยตรง
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้ปฏิเสธผู้ใดเลยนางยอมแลกทั้งหมดโดยไม่มีคำถาม จนสิ่งของจำนวนมากกินพื้นที่ไปครึ่งรถม้า
ตกเย็นขณะที่ขบวนเนรเทศกำลังมองหาสถานที่ตั้งค่ายพักแรมจู่ๆ พลทหารม้าสวมชุดเกราะหลายนายก็พุ่งออกมาจากเบื้องหน้า พวกเขายืนอยู่หน้าขบวนเนรเทศขวางทางของทุกคนเอาไว้
หลิวขุยเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีจึงรีบนำเอกสารของราชสำนักไปชี้แจง
พลทหารม้าเหล่านั้นมีสีหน้าย่ำแย่เมื่อได้ยินว่าเส้นทางเนรเทศเดิมถูกหินถล่มก็มองหลิวขุยอย่างสงสัยเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ
หลิวขุยให้สัตย์สาบานเอ่ยคำพูดดีๆ จนเมื่อยปาก
สุดท้ายพลทหารม้าก็ยอมให้เขาใช้เส้นทางนี้แต่ไม่อาจตั้งค่ายพักแรมที่นี่ได้
ท่าทางที่ราวกับพยายามจะปกปิดอะไรบางอย่างทำให้หลิวขุยมองออกว่าพื้นที่นี้ไม่ธรรมดาเขาไม่ต้องการสร้างปัญหาจึงให้ผู้คุมเร่งทุกคนให้เดินหน้าต่อจนกระทั่งออกจากขอบเขตการเฝ้าระวังของพลทหารม้าจึงสั่งให้หยุดขบวนในที่สุด
เวลานี้ท้องฟ้ามืดสนิททุกคนที่หิวโหยต่างกระจัดกระจายแยกย้ายกันไปหาของกินในบริเวณใกล้เคียงทันที
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋กำลังจะไปสืบข่าวที่ค่ายสรรพาวุธโดยอ้างว่าจะออกไปกับกลุ่มล่าสัตว์ก็เห็นโจวเซินอี้ปักหลักอยู่ใกล้กับขบวนเนรเทศอย่างอ่อนแรงโดยมีบ่าวรับใช้คอยประคองเขาเดินเท้ามาทั้งวัน ทั้งหิว ทั้งเหนื่อย แล้วยังถูกยุงกัดอีกในเวลานี้โจวเซินอี้ไม่เหลือบุคลิกคุณชายผู้ร่ำรวยแล้วดูเหมือนสตรีขี้บ่นเสียมากกว่า
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋สายตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา ปรารถนาที่จะฉีกกระชากนางแล้วกลืนลงท้องไปเสีย
หลินเสวี่ยจู๋กลับยิ้มน้อยๆให้เขาด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน
ความเกลียดชังในใจของโจวเซินอี้แทบจะระเบิดออกมาไม่เคยมีผู้ใดทำให้เขาอับอายได้เช่นในตอนนี้ ผู้ใดกล้าต่อต้านเขาจุดจบสุดท้ายจะไม่เหลือแม้แต่กระดูก!
เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาก็โน้มตัวไปกล่าวอะไรบางอย่างที่ข้างหูของบ่าวรับใช้บ่าวรับใช้ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจ เพียงหยิบเงินไปซื้ออาหารจากผู้คุมแต่สายตากลับเหลือบมองหลินเสวี่ยจู๋เป็นครั้งคราว
หลินเสวี่ยจู๋แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นนางส่งพวกลู่โม่ออกไปล่าสัตว์แล้วอ้างว่าตนเองจะขุดผักป่าในบริเวณใกล้เคียงจากนั้นนางก็เริ่มลงมือขุด และเดินออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ นางออกห่างจากคนในขบวนทีละน้อยเมื่อมองไปรอบๆ ไม่เจอผู้คนก็หยิบกิ่งไม้มาขีดเขียนบนพื้นโดยอาศัยแสงจันทร์
หากพิจารณาจากคำพูดของกลุ่มพลทหารม้าที่คุ้มกันขอทานและคนจรจัดเมื่อคืนจากตำแหน่งที่นางอยู่ในตอนนั้นไปถึงค่ายสรรพาวุธคงต้องใช้เวลาเดินจนถึงรุ่งสางแต่ตอนนี้ขบวนเนรเทศพบพลทหารม้าเดินทางไปทางทิศตะวันตกซึ่งน่าจะเป็นที่ตั้งของค่ายสรรพาวุธ เมื่อผนวกเรื่องที่นางได้รับรู้มาเข้ากับความรู้ทางคณิตศาสตร์สมัยมัธยมต้นและมัธยมปลายแล้วนางจึงสามารถคาดเดาตำแหน่งของค่ายสรรพาวุธได้อย่างคร่าวๆ
หลังจากรู้ตำแหน่งแล้วนางก็ปัดฝุ่นบนมือใช้เท้าเช็ดภาพร่างบนพื้นแล้วลุกขึ้นตรงไปยังทิศทางนั้นทันที ทว่าด้านหลังนางมีบ่าวรับใช้ชะโงกหน้าออกมาอย่างลับๆล่อๆ เมื่อเห็นนางเดินเข้าไปในป่าลึกมากขึ้นเรื่อยๆใบหน้าของบ่าวรับใช้ก็เผยรอยยิ้มมุ่งร้าย
หลินเสวี่ยจู๋ฝีเท้ารวดเร็วยิ่งนางเคลื่อนตัวไปมาราวกับกระต่ายน้อยที่ว่องไว บ่าวรับใช้คิดที่จะลงมือ ทว่าต้องจนปัญญาเพราะตามอีกฝ่ายไม่ทันในใจอดไม่ได้ที่จะวิตกกังวล หากตามต่อก็จะออกห่างจากที่ตั้งค่ายพักแรมมากยิ่งขึ้นเขาไม่อยากถูกคุณชายด่าเมื่อกลับไป เมื่อคิดถึงตรงนี้เด็กรับใช้ก็ตะโกนเรียก“หลินเหนียงจื่อ ท่านรอข้าด้วย”
ขอเพียงหลินเสวี่ยจู๋หันกลับมาเขาก็จะตามนางทันแล้วจัดการนางที่นี่เสีย ถึงอย่างไรรอบข้างก็ไร้ผู้คน ต่อให้นางตะโกนจนคอแตกก็ไม่มีผู้ใดได้ยินบ่าวรับใช้คิดไปเองว่าแผนการของตนเองสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง แต่ไม่คาดคิดว่าเสียงที่ตอบกลับมาจะเป็นเสียงของบุรุษ
“ผู้ใด?” เสียงที่ดังพร้อมกับเสียงของบุรุษคือเสียงอาวุธที่ถูกชักออกจากฝัก
บ่าวรับใช้ตกตะลึง เขาพยายามมองหาหลินเสวี่ยจู๋แต่ไม่พบนางเลย ไม่กี่อึดใจทหารจำนวนหนึ่งก็ถือดาบพุ่งออกมา เมื่อบ่าวรับใช้เห็นคมดาบแวววาวก็รู้สึกได้ถึงอันตรายปฏิกิริยาแรกคือวิ่งหนี
เหล่าทหารเห็นดังนั้นก็ถือดาบไล่ตามไปเมื่อเห็นคนวิ่งไปไกลแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็ไถลตัวลงจากต้นไม้ มองไปข้างหลังคราหนึ่งแล้ววิ่งไปข้างหน้าโดยไม่หันหลังกลับไปมอง
ต้องขอบคุณสุนัขรับใช้ของหมอเทวดาโจวที่ช่วยนางล่อทหารที่ดูแลค่ายสรรพาวุธออกไปได้สำเร็จ
.............................