กว่าหมอวิชัยจะขับรถกลับมาถึงบ้านพักส่วนตัวก็เป็เวลาเกือบตีห้าเข้าไปแล้ว ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มปรากฏแสงสีเทาจางๆบ่งบอกถึงการเริ่มต้นวันใหม่ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาทั้งวันรวมถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งเจอทำให้ร่างกายของเขารู้สึกหนักอึ้งไปหมด
ตั้งใจไว้ว่าแค่อาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้าเสร็จเขาน่าจะได้ล้มตัวลงนอนพักผ่อนเอาแรงสักหน่อย เพราะเปลือกตามันแทบจะปิดอยู่รอมร่อ
แต่เอาเข้าจริง...พอกลับมาถึงห้องนอน เขากลับนอนไม่หลับเลยแม้แต่น้อย
ความเครียดความกังวล และความสับสนตีรวนกันอยู่ในหัวจนสมองตื้อไปหมดทุกสิ่งที่เขาเพิ่งพบเจอมาในคืนนี้มันเหลือเชื่อเกินกว่าจะหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ใดๆมารองรับ มันทั้งผิดธรรมชาติ ขัดแย้งกับตำราแพทย์ทุกเล่มและสวนทางกับความรู้ที่เขาได้เรียนและพบเจอมาตลอดชีวิตการเป็หมอ
ภาพาแฉกรรจ์ที่กำลังสมานตัวและสร้างเนื้อเยื่อใหม่ด้วยความเร็วราวดั่งปาฏิหาริย์ยังคงติดตาิัอุ่นร้อนที่ปลายนิ้วััยังคงหลอกหลอนอยู่ในความรู้สึก
สิ่งที่ทำให้เขากังวลใจมากที่สุดในตอนนี้คือ—เขาเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับเื่บ้าอะไรอยู่กันแน่?
คินน์...ผู้ชายลึกลับคนนั้น ชายหนุ่มผู้เคยช่วยชีวิตครอบครัวและลูกสาวของเขาไว้ในอดีตแท้จริงแล้วเขาคือใคร? เป็มนุษย์กลายพันธุ์เป็ปีศาจ หรือเป็ตัวประหลาดที่หลุดออกมาจากตำนานปรัมปรา?
ยิ่งเขาพยายามคิดหาคำตอบสมองที่เหนื่อยล้าก็ยิ่งปวดหนึบหนักขึ้นจนแทบะเิไม่มีตรรกะไหนในหัวที่อธิบายเื่นี้ได้เลย
ในเมื่อหาคำตอบเองไม่ได้ก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น...
พรุ่งนี้เช้า...เขาต้องรีบกลับไปที่คลินิกแต่เช้าตรู่ เขาต้องถามคินน์ด้วยตัวเอง!
แม้สัญชาตญาณส่วนลึกจะร้องเตือนด้วยความหวาดกลัวว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้มันอันตรายถึงชีวิตและอาจดึงตัวเขาให้ดำดิ่งลงไปในวังวนความขัดแย้งของมาเฟียหรืออำนาจมืดที่มองไม่เห็นแต่ความอยากรู้อยากเห็นและคำถามที่ค้างคาใจ มันมีอิทธิพลมากกว่าความกลัว...เขาต้องรู้ความจริงทุกอย่างให้ได้!
หมอวิชัยผล็อยหลับไปั้แ่ตอนไหนไม่รู้รู้ตัวอีกทีก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วสดใสของ"พิมมี่" ลูกสาวตัวแสบที่เข้ามาปลุกถึงห้องนอน
่นี้เป็่วันหยุดยาวพอดีพิมมี่จึงไม่ต้องไปโรงเรียน เด็กหญิงแอบย่องเข้ามาหาหลังจากถามป้านวลแล้วรู้ว่าผู้เป็พ่อยังไม่ยอมลงมาสักทีเธอตั้งใจจะขึ้นมาปลุกเพื่ออ้อนขอให้พ่อพาไปเที่ยวในวันหยุดนี้ให้ได้
ทันทีที่เห็นเ้าลูกสาวตัวแสบวิ่งดุ๊กๆเข้ามาหา หมอวิชัยก็คลายความเหนื่อยล้าลงได้ทันทีเขาอ้าแขนรับแล้วดึงตัวพิมมี่เข้ามากอดแน่น ก่อนจะเอื้อมมือไปขยี้หัวทุยๆของลูกสาวด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ
“พ่อคะ ตื่นได้แล้ว วันนี้วันหยุดนะ!”พิมมี่ส่งเสียงอ้อน
“จ๊ะๆ พ่อตื่นแล้วยัยตัวแสบ...พิมมี่ลงไปรอข้างล่างก่อนนะลูกเดี๋ยวพ่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จจะรีบตามลงไปทานข้าวด้วย” หมอวิชัยบอกด้วยรอยยิ้ม
พิมมี่ยิ้มรับจนตาหยีอย่างน่ารักพยักหน้าหงกๆ แล้วหันหลังวิ่งตะบึงออกไปจากห้องทันที ไม่นานนักเสียงเล็กๆก็ะโแว่วลงไปข้างล่างบอกป้านวลเสียงดังฟังชัดว่า "คุณพ่อบอกว่าจะพาไปเที่ยวด้วยล่ะ!"
พอหมอวิชัยจัดการตัวเองเสร็จและเดินลงมาข้างล่างปรากฏว่าพิมมี่ทานข้าวเช้าเรียบร้อยแล้วและนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารอย่างตื่นเต้น
ป้านวลเดินถือชามข้าวต้มกุ้งร้อนๆมาเสิร์ฟให้คุณหมอ พร้อมกับส่งยิ้มขันๆ พลางเอ่ยแซว
“คุณพิมมี่เร่งนวลใหญ่เลยค่ะคุณหมอ บอกว่าคุณพ่อสัญญาว่าจะพาไปเที่ยววันนี้เตรียมตัวแต่งชุดสวยรอั้แ่เช้าเลยค่ะ”
หมอวิชัยฟังแล้วถึงกับหน้ามุ่ยลงเล็กน้อยความกังวลเื่ที่คลีนิคเมื่อคืนแล่นกลับเข้ามาในหัวทันทีเขาจะบอกลูกสาวยังไงดีล่ะเนี่ย ในเมื่อวันนี้เขาคงปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลยเพราะต้องรีบไปจัดการเื่ปริศนาของคินน์ที่คลินิกให้รู้เื่
“พิมมี่... เป็วันอื่นแทนได้ไหมลูกวันนี้พ่อมีเคสเร่งด่วนที่คลินิกกับโรงพยาบาล คงต้องอยู่ที่นั่นทั้งวันเลยล่ะ”หมอวิชัยค่อยๆ พูดเสียงอ่อน
พิมมี่ชะงักไปทันทีเธอนั่งหน้ามุ่ยลง แก้มป่องด้วยความขัดข้องใจก่อนจะประท้วงเสียงอ่อย“แต่นี่วันหยุดนะคะคุณพ่อ พิมมี่ได้หยุดแค่ 3 วันเองนะ!” พูดจบก็ทำหน้างอนสะบัดหน้าหนีเล็กน้อยตามประสาเด็กที่ถูกขัดใจ
หมอวิชัยเห็นลูกสาวงอนก็รีบง้อทันที“เอาน่า... พ่อสัญญา ถ้างานที่คลินิกเสร็จเรียบร้อยและไม่มีอะไรติดขัดพรุ่งนี้พ่อจะพาไปแน่นอน!”
“จริงๆ นะคะ? พรุ่งนี้ต้องพาหนูไปนะ ห้ามเบี้ยวด้วย!”พิมมี่หันขวับกลับมาทวงสัญญา พร้อมกับเอื้อมมือเล็กๆมาเขย่าแขนผู้เป็พ่อไปมาเพื่อความแน่ใจ
“จ๊ะ พ่อสัญญา ลูกสาวคนเก่งของพ่อ”หมอวิชัยยิ้มแห้งๆ ด้วยความรู้สึกผิดก่อนจะรีบตักข้าวต้มกุ้งเข้าปากอย่างรวดเร็วเพื่อทำเวลา
ก่อนออกจากบ้านเขาหันไปสั่งความกับป้านวลที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “นวล... ฝากดูพิมมี่ทีนะถ้าวันนี้ชั้นต้องเคลียร์งานยาวจนกลับดึก เดี๋ยวจะโทรมาบอกอีกที”
“ได้ค่ะคุณหมอ ไปทำงานเถอะค่ะเดี๋ยวทางนี้ดูแลให้อย่างดีเลย” ป้านวลรับคำ
พิมมี่ที่นั่งมองคุณพ่อแต่งตัวเตรียมออกไปข้างนอกด้วยความสงสัยเธอเอียงคอมองเล็กน้อยก่อนจะถามขึ้นด้วยความห่วงใย“คุณพ่อจะไม่มากินข้าวเย็นกับหนูเหรอคะ?”
“จะพยายามกลับมาทานให้ทันนะจ๊ะ”หมอวิชัยตอบพลางเดินเข้าไปใกล้ก้มตัวลงจูบหน้าผากลูกสาวด้วยความรักใคร่และรู้สึกผิดระคนกันก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวออกจากบ้าน ขับรถมุ่งหน้าตรงไปที่คลินิกทันทีด้วยใจระทึก
เขาต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าตอนนี้"คินน์" จะเป็อย่างไรบ้าง!
ที่คลินิก...หลังจากหมอวิชัยขับรถออกไปได้ไม่นาน ศิลาปล่อยให้น้องสาวนั่งเฝ้าคินน์อยู่ตามลำพังส่วนตัวเขาออกมานั่งกึ่งนอนพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้รอตรวจหน้าห้องด้วยความอ่อนล้า
ภายในห้องตรวจมาลินีนั่งมองคินน์อยู่ข้างเตียง ความรู้สึกคิดถึง ความโหยหาและความกลัวผสมปนเปกันไปหมด ตลอดเวลา 5ปีมานี่คินน์และศิลาต้องเดินทางไปดูแลธุรกิจหลายประเทศ แม้จะได้อยู่เมืองไทยน้อยครั้งแต่ทุกครั้งที่กลับมา คินน์ก็จะต้องหาเวลามาหาเธอเสมอ เขายังคงเป็"พี่คินน์" คนเดิมที่เธอรักและผูกพันไม่เคยเปลี่ยน
แต่วันนี้...เธอกลับเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่าที่ผู้เป็พ่อคอยเตือนเธอเสมอมานั้นหมายความว่าอะไร เขากับเธอ...มันอยู่คนละโลกกัน วันหนึ่งเธอก็ต้องร่วงโรยและจากโลกนี้ไป เธอจะเป็เพียงความทรงจำหนึ่งในชีวิตของเขาเท่านั้น
คิดมาถึงตรงนี้น้ำตาก็รื้นขึ้นมาด้วยความเ็ปวันนี้เธอได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้ว—วันที่เธอจากไป แต่เขากลับยังคงอยู่ตรงนั้นไม่เปลี่ยนแปลง แค่คิดหัวใจก็เจ็บแปลบขึ้นมาทันที
เวลาล่วงเลยมาจนถึงหกโมงเช้าศิลาเดินเข้ามาหาน้องสาวในห้อง “ยัยนี กลับเถอะ พี่โทรให้รถที่บ้านมารับแล้ว”
“ขออยู่ต่ออีกหน่อยได้ไหมคะพี่ศิลา? พี่คินน์ยังไม่ฟื้นเลยขอรอดูจนกว่าพี่คินน์จะฟื้นได้ไหม...” มาลินีเอ่ยอ้อนวอนด้วยแววตาเศร้าสร้อย
“อย่าเลยนี” ศิลาเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย“ถ้าบอสฟื้น เดี๋ยวพี่จะโทรบอกเอง”
“แต่ว่า...!” มาลินีทำท่าจะแย้ง
“เชื่อพี่เถอะนีตอนนี้มันหน้าสิ่วหน้าขวาน พี่ไม่อยากให้นีมาอยู่ใกล้ที่นี่มากนักเรายังไม่รู้เลยว่าพวกมันเป็ใคร”
เมื่อพี่ชายพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและเด็ดขาดมาลินีจึงต้องยอมจำนน เธอก้มลงกอดร่างที่นอนไร้สติของคินน์ไว้อีกครั้งอย่างอาลัยอาวรณ์ก่อนจะผละออก ศิลาได้แต่มองตามแล้วถอนหายใจด้วยความสงสารน้องสาว
ไม่นานนักรถจากที่บ้านก็มารับมาลินีกลับไปและทันทีที่ร่างของมาลินีพ้นประตูคลินิกไปได้ไม่นาน...
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากภายในห้องตรวจ“ศิลา”
ศิลาสะดุ้งสุดตัวหันขวับแล้วรีบสาวเท้าเดินเข้าไปในห้องตรวจทันที “บอส! บอสฟื้นแล้วเป็ยังไงบ้างครับ?”
คินน์ค่อยๆดันตัวลุกขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง เอามือเสยผมสลวยที่ปรกลงมาให้พ้นหน้าผาก “ก็ดี...ชั้นนึกว่าโดนส่องสมองเละไปซะแล้ว”
“บอส...” ศิลาเอ่ยเสียงเข้มระคนโล่งอก“ไม่ตลกเลยนะครับแบบนี้”
คินน์กวาดสายตามองสำรวจสภาพของเลขาหนุ่มใบหน้าของศิลามีรอยแตกและฟกช้ำดำเขียว แขนมีผ้าพันแผลยาวพาดมาถึงข้อศอกและข้อต่อนิ้วมือที่บวมแดงเห็นชัดเจนราวกับเพิ่งผ่านการชกต่อยกับใครมาอย่างหนักหน่วง“แล้วนายเป็ไงบ้าง? คนของเราล่ะ?”
“ผมกับไอ้ศักดิ์น่วมทั้งตัวครับแต่ยังไหว ไอ้พงษ์โดนยิง ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล ปลอดภัยแล้ว ส่วนคนงานคนอื่นตอนเกิดเื่หลบอยู่แต่ในห้องพักกันเลยไม่มีใครเป็อะไรครับ”
คินน์พยักหน้ารับรู้ช้าๆ“ย้ายคนของเราออกมาให้หมด เราคงกลับไปที่นั้นไม่ได้สักพัก”
“ครับ” ศิลารับคำ“ผมให้ศักดิ์จัดการเื่นี้แล้ว เมื่อคืนผมแวะเข้าบ้านมาป่านนี้ภาษิตคงเตรียมหาเซฟเฮาส์ไว้ให้เราแล้วล่ะครับ”
“อืม” คินน์พยักหน้ารับ
อันที่จริง...คินน์ฟื้นสติกลับมาั้แ่่ที่หมอวิชัยยังตรวจและออกไปพักผ่อนแล้วแต่เพราะเห็นมาลินีนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงด้วยความเป็ห่วงเขาจึงแกล้งทำเป็นอนหมดสติหลับต่อไป เพราะยังไม่อยากตื่นมาเจอคำถามมากมายและไม่อยากเห็นหยดน้ำตาของมาลินีด้วยตลอดมาเขาเอ็นดูมาลินีเหมือนน้องสาวมาโดยตลอด—หึ น้องสาวงั้นหรือ? ถ้ารวมอายุที่แท้จริงของเขาเข้าไปแล้วตัวเขาแก่กว่ามาลินีตั้งหลักร้อยปีเสียด้วยซ้ำ
ศิลานิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น“ผมว่าเราคงต้องรอให้หมอวิชัยกลับมาก่อน เมื่อคืนหมอดูใมากครับผมไม่กล้าพาบอสไปหลบที่บ้านใหญ่เพราะกลัวพวกมันจะตามไปดักรอซ้ำที่นั่นเลยตัดสินใจพามาหาหมอที่นี่แทน”
สีหน้าของคินน์นิ่งสงบลงเมื่อได้ยินคำบอกเล่าแล้วเขาจะอธิบายเื่นี้ให้หมอฟังยังไงดีล่ะ... หรือเขาควรจะหนีไปจากที่นี่ตอนนี้เลยดี?