เื่มันเกิดขึ้นเมื่อเช้าก่อนที่ผมจะออกไปซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่กับโทแพซ
[ควอตซ์] สัตว์เลี้ยงเลื้อยคลานแสนรักของพ่อ ได้กลับมาพร้อมกับผลลัพธ์ของการสำรวจในรังของพกวอสูรกาย
มันกลับมาพร้อมกับข้อมูลอันล้ำค่ามากมาย
"แต่มูลที่ล้ำค่านี้กลับต้องแลกมาด้วยค่าตอบแทนที่แพง..."
เสียงของหัวหน้าเผ่าสิงโตกำลังดังขึ้น ณ ใจกลางกระโจมหนังสัตว์ที่พึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วน
หลังจากได้รับแจ้งข่าวร้ายเมื่อตอนหัวค่ำ ผมก็ถูกหัวหน้าเผ่าพามาที่ประชุมแห่งนี้ในทันที
ตัวกระโจมทรงสามเหลี่ยมนี้ มันถูกสร้างห่างออกมาจากตัวเมืองไกลมาก อีกทั้งยังใช้คนคุ้มกันน้อยจนไม่น่าเชื่อว่าเป็การประชุมของสุดยอดผู้นำชนเผ่าทั้งสิบ
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาแอบฟังหรือได้ยินสิ่งที่พวกเรากำลังจะพูด...
"ผู้กล้าเผ่าสิงโต [แบไรต์] ได้จบชีวิตลงที่ทวีปของอสูรกายแล้ว"
ถึงข่าวร้าย… ของผู้กล้าที่เสียชีวิตลงไป...
“ยังไม่แน่นอนเสียหน่อยว่าเขาตายไปแล้วนี่ค่ะ! ”
ผู้กล้าเผ่ากระต่ายที่นั่งอยู่ข้างหญิงชราหูกระต่ายได้เอยด้วยเสียงอันดัง
“ควอร์ตไซต์พูดถูกแล้ว! เนื้อความในจดหมายมันแค่ระบุว่า [ไม่อาจกลับไปได้] แค่นั้นไม่ใช่หรือ! แล้วจะให้ตีความว่าเขาตายไปแล้วเนี่ยนะ!? ”
“...”
ผู้กล้าจากชนเผ่ากอลิล่า [สโมกกี้ควอร์ต] พูดด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด
กล้ามเนื้อที่เป็มัดของเขากำลังพองโตขึ้นด้วยความโกรธที่แทบจะทะลุหลอดออกมา
พวกเขาสองคนเป็เพื่อนสนิทกับพ่อของผม เลยไม่อาจทำใจยอมรับได้เหมือนที่ผมไม่อาจยอมรับได้ว่าพ่อได้ตายจากไปแล้ว
ใช่ พวกเขาพูดถูก ข้อความแค่นั้นจะให้ตีความว่าพ่อเสียชีวิตไปแล้วเนี่ยนะ?
เื่ตลกชัด ๆ
เหล่าสิบผู้กล้าที่มารวมตัวรอบกองไฟต่างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียงกัน
แต่ผู้าุโของชนเผ่าทั้งสิบกลับนิ่งเงียบไม่ยอมพูดโต้ตอบอะไรกลับไป
ความเงียบได้เข้าโถมโจมตี
เสียงปะทุของกองไฟได้ดังเป็จังหวะท่ามกลางความเงียบชวนอึดอันนั้น
เขม่าควันสีเทาลอยขึ้นสูงผ่านรูใจกลางกระโจมไปสู่ข้างนอก
เสียงลมกลางคืนพัดผ่านกรีดผิวผ้าใบอย่างน่าหวาดหวั่น
บรรยากาศเริ่มดูตึงเครียดขึ้นมาแล้วสิเนี่ย…
ผมหันไปมองดูผู้กล้าจากชนเผ่าทั้งสิบที่เหลือเพียงเก้าคนตรงหน้าอีกครั้ง
ชนเผ่าแมว ผู้กล้า [แคลไซต์] สตรีผู้มีขนสามสี ขาว เหลือง เขียว สามสีสลับกันทั่วทั้งร่าง สตรีเก้าชีวิตผู้เป็ะ
ชนเผ่าเสือ ผู้กล้า [อความารีน] สตรีที่มีขนสีฟ้าทะเลเรียงตัวนุ่มสวยงาม แม่ของยัยนั่น
ชนเผ่าหมาป่า ผู้กล้า [มาลาไคต์] บุรุษผู้มีขนลายครามสีเขียวเข้ม นักล่าแห่งผืนป่าผู้ยิ่งใหญ่
ชนเผ่าหมี ผู้กล้า [รูบี้] สีแดง สตรีสีแดงผู้แข็งแกร่ง ไม่มีคมดาบใดที่สามารถทำร้ายเธอได้
ชนเผ่ากระต่าย ผู้กล้า [ควอร์ตไซต์] สตรีสีเขียวผู้ไร้เสียง นักฆ่าใต้แสงจันทร์ผู้งดงาม
ชนเผ่าหนู ผู้กล้า [อเมทิสต์] ผู้มีขนสีม่วงแดง บุรุษหนูร่างเล็กผู้ไร้เงา บุรุษที่สามารถปรากฏตัวได้ทุกที่ทุกเวลา
ชนเผ่ากอลิล่า ผู้กล้า [สโมกกี้ควอร์ต] บุรุษร่างั์ขนสีน้ำตาลควันบุหรี่ ชายผู้ที่ได้รับฉายา [บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก]
ชนเผ่าแรคคูณ ผู้กล้า [ออโทเครส] สตรีขนสีชมพูผู้ที่งดงามเป็อันดับหนึ่งของอาณาจักร กุหลาบร้ายแห่งเผ่าแรคคูณ ยาพิษและมารยาหญิงคืออาวุธของเธอ
ชนเผ่าม้า ผู้กล้า [ซันสโตน] สีแดงพระอาทิตย์ สตรีลมกรดที่ไม่มีใครสามารถวิ่งไล่ตามได้ทัน
และสุดท้าย ชนเผ่าสิงโต ผู้กล้า [แบไรต์] บุรุษสีเหลืองผู้มีคมเขี้ยวแหลมคม และมีพลังชีวิตที่น่ากลัวหาใครเทียบเคียงได้
ใช่แล้ว พ่อของผมคือผู้กล้าประจำเผ่าสิงโตที่ได้รับสืบทอดต่อมาจากผู้าุโของชนเผ่า
พวกเรามีธรรมเนียมการสืบทอดผู้กล้าจากรุ่นสู่รุ่นเช่นนี้
ผู้กล้าคนก่อนเมื่อถึงวัยเกษียรอายุ พวกเขาจะส่งมอบต่อให้กับคนรุ่นหลังที่ถูกตา พร้อมกับที่ตัวเองขึ้นเป็หัวหน้าเผ่าแทนคนก่อนไป
หรือก็คือผู้าุโของเผ่า [โกลเด็น] คืออดีตผู้กล้าของเผ่าผมนั่นเอง
“ทุกคน เราเข้าใจความรู้สึกนั้น… ประเด็นของผู้กล้าแบไรต์ว่ายังมีชีวิตหรือไม่ ขอเอาไว้ถกกันทีหลัง ที่พวกเราจัดประชุมรวมตัวในวันนี้ คือเพื่อวางแผนรับมือต่างหาก… ”
โกลเด็นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า
รับมืออย่างงั้นหรือ?
"อย่างที่ได้ทราบจากข้อมูลของแบไรต์ ว่าอีก 23 วันข้างหน้า จะมีทัพใหญ่ของอสูรกายมารุกรานพวกเรา"
พอได้ยินคำว่า [รุกราน] ทุกคนก็แผ่ไอสังหารออกมาแทบจะในทันที
" (สะ… สุดยอด…) "
รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงจนแทบอยากวิ่งหนีออกไปให้ไกล
"ไอที่ว่ามีถึงหนึ่งล้านตัวอย่างงั้นเรอะ? จำนวนแค่นั้นคิดหรือว่าจะเทียบกับกองทัพสิบล้านของพวกได้! มาเป็อาหารให้กับพวกเราชัด ๆ! "
ผู้กล้าหมาป่าแยกเขี้ยวออกพร้อมกับเลียริมฝีปากของตัวเอง
"เงียบก่อนท่านมาลาไคต์ จริงอยู่ว่าจำนวนนั้นเทียบกับพวกเราอย่างทาบไม่ติด แต่หากปล่อยให้พวกมันยกทัพขึ้นแผ่นดินพวกเรา คงได้เกิดความสูญเสียเป็วงกว้างอย่างแน่นอน ที่พวกเราไม่ใช้กำลังขับไล่มันั้แ่แรก เป็เพราะไม่อยากให้มีใครตายไม่ใช่หรือยังไง? "
"หึ…แต่สุดท้ายมันก็มาจบลงที่ใช้กำลังขับไล่ไม่ใช่เรอะ? "
ผู้กล่าหมาป่าพ่นลมหายใจเป็เชิงปฏิเสธ ก่อนจะลงไปนั่งบนกองฟางอีกครั้ง
ผู้าุโไม่อยากเห็นเืของคนหนุ่ม จึงใช้แผนส่งสัตว์ดุร้ายกับโรยเชื้อโรคเพื่อขับไล่ผู้รุกรานในการป้องกันก่อนหน้านี้
ซึ่งพวกเรารู้แล้วว่ามันใช้ไม่ได้ผล
สุดท้ายจึงต้องนำตัวเลือกสุดท้าย คือใช้การกองทัพเข้าปราบปรามแทน
"ใช่ ถูกอย่างที่เ้าพูด ไม่ว่าศัตรูจะมากหรือน้อย พวกเราก็จะขับไล่ด้วยกองทัพของเรา แต่มันจะดีกว่าหรือเปล่า หากพวกเรายึดชายหาดกลับมาได้ก่อนที่พวกมันจะมาถึงนะ? "
ท่านโกลเด็นเอยเช่นนั้นด้วยเสียงที่ดังขึ้น ก่อนจะโยนแผนที่หนังสัตว์ขนาดใหญ่ออกมากางตรงหน้าพวกเราที่กำลังนั่งล้อมวงกัน
"นี่คือแผนที่ซึ่งแบไรต์เขียนขึ้นแล้วส่งกลับมา ฐานของศัตรูถูกแบ่งออกเป็หกเขต ห้าเขตเป็ของอสูรแมลงตั้งตรงรอบนอกแนวเขตชายฝั่งตะวันออก ส่วนที่เหลือจะไปกระจุกกันตรงเขตที่หกซึ่งเป็เมืองท่าที่ถูกล้อมด้วยเขตทั้งห้านี้”
แผนที่หนังสัตว์ผืนตรงหน้าถูกเขียนด้วยเืของท่านพ่อ
คราบสีฟ้าเข้มนั้นต้องเป็ของท่านพ่อแน่นอน
มันเปรอะเปื้อนสกปรกและเต็มไปด้วยฝุ่นกับคราบโลหิตจำนวนมาก
เพียงแค่เห็นก็สามารถจินตนาการได้แล้ว ว่าพ่อต้องเจอกับอะไรบ้างที่นั่น
"สรุปคือจะเลือนวันบุกโจมตีให้เร็วขึ้นก่อนที่พวกมันจะมาเทียบท่าใช่ไหม… เมี๊ยว~"
สตรีขนสามสี ผู้กล้าเผ่าแมว [แคลไซต์] ยิงคำถามขึ้น พร้อมกับเอาตัวเองไปนั่งอยู่ใจกลางแผนที่รูปวงกลมอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ถึงจะเป็ผู้กล้า แต่แมวก็คือแมววันยังค่ำ…
"... เข้าใจถูกแล้ว ใช่ พวกเราจะเลือนกำหนดการบุกให้เร็วขึ้นเป็อีกสามวันข้างหน้า"
ทุกคนทำเป็เมินพฤติกรรมของแม่แมวน้อย แล้วเริ่มประชุมแผนการต่อ
"แผนการนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน ให้ผู้กล้าชนเผ่ากระต่ายกับชนเผ่าหนูลอบเข้าไปก่อความวุ่นวายจากภายใน แล้วใช้กองทัพกับความสามารถของพวกเ้าที่มากกว่าขยี้พวกมันซะ"
โกลเด็นสูดลมหายใจเข้าปอดเล็กน้อย ก่อนจะหยิบอาวุธที่คล้ายกับดาบสีดำออกมา
ถึงภายนอกจะดูคล้ายดาบทั่วไป แต่การออกแบบและแร่ที่ใช้ตีขึ้นมานั้น กลับมีลักษณะที่ผิดไปจากของพวกเราอย่างชัดเจน
มันสีดำสนิทผิดกับอาวุธสีขาวของพวกเรา
"นี่คืออาวุธของศัตรูที่แบไรต์ส่งกลับมา มันสามารถเปล่งแสงให้ความร้อนสูงได้ด้วยวิธีการบางอย่าง ถึงจะไม่รู้หลักการ แต่ให้คิดว่ามันเป็ธนูรูปร่างดาบแล้วกัน"
อาวุธถูกเวียนไปในมือของกลุ่มผู้าุโและผู้กล้า
"เหวอ!? "
"กรี๊ด! "
"เชี่ย! อาวุธต้องสาปหรือยังไงฟะ!? "
ผมไม่เข้าปฏิกิริยาของพวกเขาจนกระทั้งมันมาหยุดลงที่มือของผม
" นี่มัน…"
รู้สึกเหมือนว่าร่างกายมันปวดร้าวทันทีที่ถือมัน
เหมือนกับว่าดาบเล่มนี้มัน…
"มันดูดพลังงานไปจากร่างกาย… "
มันมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกับ...สายน้ำ? อะไรบางอย่างนั้นกำลังแผ่พุ่งออกมาจากด้ามดาบ และเ้าสิ่งนั้นกำลังทำให้ร่างกายของผมรู้สึกเหนื่อยขึ้นมา
"จากรายงานของแบไรต์ เห็นว่าเป็อาวุธที่สร้างภาระให้กับผู้ใช้งาน แถมแสงความร้อนนั้นยังไม่รุนแรงพอเจาะแร่เฮเดสของเราได้ แต่ถึงกระนั้นก็มีพลังทำลายมากพอจะเอาชีวิตได้เช่นกัน อย่าเผลอไปประมาทมองว่ามันเป็ดาบธรรมดาเชียวละ"
"สรุปคือตราบเท่าที่พวกเราสวมเกราะเฮเดส อาวุธของพวกมันก็ไร้ค่าสินะ? ”
“ฮะ ฮะ ฮะ! แบบนี้ยิ่งไม่จะเป็ต้องกลัวเลยสักนิด! พรุ่งนี้ออกไปกันลุยเลยไม่ดีกว่าหรือไง!? "
ผู้กล้าหมาป่ากับผู้กล้ากอลิล่าต่างหัวเราะชอบใจกับข้อมูลนี้มาก
อาวุธของศัตรูไม่อาจเจาะแร่เฮเดสของพวกเราได้
และแร่เฮเดสนั้นคือแร่หลักที่พวกเราใช้ในการสร้างชุดเกราะกับอาวุธทุกชนิด
สรุปคือหากพวกเราสวมเกราะเต็มตัวด้วยแร่เฮเดส พวกอสูรกายก็จะทำอะไรพวกเราไม่ได้ไปในทันที
" เพราะแบบนั้นพวกเราจึงต้องให้หน่วยเกราะของชนเผ่าหมี หมาป่า และกอลิล่าบุกเป็แนวหน้า ฝากพวกเ้าเปิดเส้นทางให้ชนเผ่าอื่นด้วย"
"วางใจพวกข้าได้เลย"
"ส่วนเผ่าอื่นฝากเื่การสนับสนุนโจมตีพร้อมหน่วยเกราะหนักโดยการใช้---"
พวกเขาเริ่มพูดคุยยืดยาวกันน่าเบื่อกันแล้ว
แต่เนื้อหาโดยสรุปมีประมาณนี้
พวกเราจะบุกในอีกสามวันข้างหน้า ในตอนที่พระจันทร์แห่งราตรีทั้งสามลอยสูงเหนือหัวเรียงตัวพร้อมกัน
ชนเผ่าสิงโตที่ควรจะออกตัวบุกในแนวหน้าพร้อมกับชนเผ่าหมาป่า หมี กับ กอลิล่านั้น ได้ถูกจัดกระบวนทัพในฐานะทัพเสริมของแนวหน้าแทน
ทั้งหมดก็เพื่อไม่ให้ความแตกว่าพ่อของผมไม่อยู่ที่นี่
ใช่ พวกเขาคิดที่จะใช้ผมเป็ตัวแทนของพ่อด้วยการปลอมตัวออกรบ
นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมโกลเด็นถึงพาผมมาร่วมประชุมสำคัญในครั้งนี้
พวกเขา้าให้ผมแสดงเป็ตัวแทนของพ่อเพื่อรักษากำลังใจของกองทัพชนเผ่าสิงโตเอาไว้
โกลเด็นนั้นชราภาพเกินกว่าที่จะลงสู่สนามรบ แถมไม่มีใครมีบารพอจะมาแทนที่ได้ สุดท้ายจึงมาลงที่ผมซึ่งเป็ลูกชายของเขาแทน
ถ้าติดแผงคอกับต่อขานิดหน่อย คงไม่มีใครรู้ตัวว่าผู้กล้าที่ยืนอยู่ในสนามรบคือลูกชายของเขา
เพื่อไม่ให้ความแตก พวกเขาจึงให้ผมคุมทัพในฐานะกำลังเสริมอยู่แนวหลังแทน
พวกเขาคิดว่าการขับไล่ศัตรูในครั้งนี้คงจบลงอย่างรวดเร็วและง่ายดายด้วยกองทัพจำนวนสิบล้านคนที่มี
เพราะจากรายงานของท่านพ่อนั้น เห็นว่าพวกอสูรกายที่มาสร้างตั้งถิ่นฐานน่าจะมีเพียงแค่ราวครึ่งแสนเท่านั้น
“จำเอาไว้นะว่าห้ามเอาเื่ของพ่อเ้าไปพูดกับใครเด็ดขาด”
ผมถูกกำชับเช่นนั้นก่อนที่พวกเขาจะปิดการประชุม ใน่รุ่งสางของวันใหม่
“ (อีกสามวัน…) ”
ผมหยิบดาบสีดำที่ยาวหนึ่งเมตรครึ่งขึ้นมาดูอีกครั้ง
มันถูกออกแบบอย่างเรียบง่าย มีคมดาบสองด้าน และมีสีดำสนิทไร้ซึ่งลวดลายประดับประดา
อาวุธของพวกอสูรกายที่พ่อเสี่ยงชีวิตขโมยส่งกลับมาเล่มนี้ ได้ถูกมอบเอาไว้ให้ผมเป็คนเก็บรักษาแทนของต่างหน้าท่านพ่อ
“ [ควอตซ์] คิดว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า? ”
“ฟ่อ! ”
เ้าอสรพิษตัวเบิ้มที่มีเกล็ดเป็ผลึกโปร่งแสงกำลังส่งเสียงขู่ดังอย่างไม่พอใจแทนคำตอบของมัน
“นั่นสินะ ผมขอโทษด้วย”
ใช่ ถูกอย่างที่เ้าควอตซ์ว่า
คนอย่างพ่อไม่มีทางตายเพราะอสูรกายกระจอกพวกนั้นหรอก
ไม่ทางเด็ดขาด
สามวันต่อมา
วันที่ 39 เดือนเยอร์รัส ปีที่ 20 ่เวลาตีสองของยามราตรี
พระจันทร์สามดวงลอยขึ้นสูงเรียงตัวทอแสงนวลเป็ประกายเจิดจ้า
แสงนั้นได้สาดส่องจนมองเห็นเมืองขนาดใหญ่ที่เรียงตัวไปตามริมชายฝั่งท่าเรือตะวันออกของทวีป
ห้าอาณาจักรของเผ่ามนุษย์มดที่ยิ่งใหญ่ได้ถูกสร้างขึ้นเป็อาณานิคมอยู่บนทวีปนี้แล้ว
กำแพงดินที่สูงชันเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากสัตว์ร้าย
มดทหารระดับสูงที่น่าเกรงขามต่างยืนเด่นเป็สง่ากระจายไปทั่วเนินกำแพงสูง
เลยเข้าไปแนวหลังกำแพง คือสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ
หากมองเข้าไป อาจนึกว่ามันเป็เหมืองแร่เก่าแก่ที่ถูกขุดจนเหือดแห้ง
แต่ท่ามกลางรูจำนวนมากที่เรียงรายไปตามผิวดินนั้น คืออุโมงค์ลึกลงไป
ที่ปลายทางของอุโมงค์นั้นคือเมืองใต้ดินที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา
ภายในนั้นมีแสงสว่างจากแสงประดิษฐ์ มีของใช้อำนวยความสะดวก มีรถรางรับใช้ผู้คน มีโกเลมคอยอำนวยความสะอาดของเมือง
มันเป็เมืองขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับได้มากกว่าหนึ่งล้านชีวิต
เป็เมืองที่ใหญ่จนน่ากังขาว่าประชากรเพียงหนึ่งหมื่นคนจะเอาพื้นที่มากมายเช่นนี้ไปเพื่อสิ่งใดกัน?
หากว่าเมืองใต้ดินนั้นยิ่งใหญ่แล้ว ปราสาทของราชินีมด้ายังยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า
ปราสาทที่สร้างจากวิทยาการณ์สมัยใหม่ซึ่งผสมผสานอย่างลงตัวกับวิถีความเป็อยู่ของมนุษย์มด ได้ให้กำเนิดเป็หอคอยเส้นใยสังเคราะห์ที่แข็งแรงทนทานสูงเหยียดฟ้า
หอคอยคล้ายดินปั้นที่สูงยี่สิบเมตรใจกลางเมืองนั้น เต็มไปด้วยมดทหารระดับองครักษ์ที่มีเขี้ยวยาวและมากด้วยพลังอันน่ากลัว
พวกเขาเฝ้ายามทั้งวันทั้งคืน แม้แต่หนูเพียงตัวเดียวก็มิอาจให้คลาดสายตาบุกรุกเข้าไปได้
ทั้งหมดนี้เพื่อคุ้มกันองค์ราชินีสูงสุดของพวกเขาเอาไว้
และนี่คือเมืองอาณานิคมทั้งห้าของราชินีเผ่ามนุษย์มดทั้งห้าคน
ราชินี [ฟรีด้า] ราชินี [โอเปอร์] ราชินี [บอส] ราชินี [คอมพาเนียน] และ ราชินี [แฟต]
“ให้ตายสิ วันนี้ท่านราชินีของพวกเราจะคิดจะปั้มลูกออกมาอีกกี่คนกันนะ? ”
“นั่นสินะ นี่มันยุคไหนกันแล้ว เอาแต่ปั้มลูกหลานจนประชากรล้นถึงขนาดต้องมาสร้างนิคมในต่างทวีปแบบนี้ รู้ถึงไหน อายถึงนั่น”
มดทหารระดับสูงสองคนที่สวมชุดเกราะผิวเรียบทันสมัยสีขาวของราชินี คอมพาเนียน กำลังวิจารณ์มารดาของตนเองกันอย่างออกรสชาติ
เนื่องจากเป็เผ่าที่มีหกแขน พวกเขาจึงสามารถใช้สองแขนในการยืน ใช้อีกสองแขนในการถืออาวุธ และใช้อีกสองแขนในการถือถ้วยชาดื่มท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บยามราตรีเช่นนี้ได้
“อิจฉาพวกที่อยู่ใต้บัญชาหรือเกิดมาเป็ลูกของราชินี แฟต กับ ฟรีด้า จริง ๆ ”
“ใช่ เพราะรู้จักควบคุมประชากร เลยไม่มีปัญหาเื่อาหารการกินกับจำนวนประชากรที่ล้นเมืองเหมือนพวกเรานี่นะ”
ว่าแล้วพวกเขาก็ถอนหายใจยาวพร้อมกับก้มมองพืชผลที่ปลูกเรียงรายอยู่นอกกำแพงเนินดิน
ผลผลิตทั้งหมดนี้จะต้องถูกส่งกลับไปทวีปแม่ เพื่อใช้เป็อาหารเลี้ยงดูประชากรของพวกเขาที่มากจนเริ่มคุมไม่อยู่
“ว่าแต่กลุ่มผู้อพยพชุดแรกจะมาเมื่อไหร? ”
“เห็นว่ามา่ปลายเดือนนะ”
“อย่างงั้นหรือ…ฮัดชิ่ว! กลางคืนที่นี่อากาศหนาวชิบ! ”
“ก็ป่ายังอุดมสมบูรณ์อยู่นี่นะ”
มดทหารทั้งสองคนต่างทอดสายตายาวออกไปที่ผืนป่าด้านหน้าอีกครั้ง
สิ่งที่พวกเขาต้องระวัง คงมีแต่สัตว์ป่ารบกวนที่มักออกมากินทำลายพืชผลไร่นา
ั้แ่มาสร้างนิคมอยู่ที่นี่ พวกเขาเคยเจอเื่ร้ายแรงเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น
ครั้งแรกคือเจอฝูงสัตว์ป่ารุกราน ส่วนครั้งที่สองคือเจอเชื้อโรคร้ายแพร่ระบาด
“ว่างจังเลยน้า~”
“ว่างจริง ๆ นั่นละ”
ผลลัพธ์ของการที่ไม่ค่อยเจอเื่อันตราย จึงทำให้ทหารยามสองคนนี้เริ่มผ่อนคลายตัวเองไปพร้อมกับชาที่ถืออยู่ในมือ
“ (ได้จังหวะแล้ว…) ”
มีหรือที่นักฆ่าในเงามืดจะไม่พลาดโอกาสงามเช่นนี้
ร่างเงาที่มีหูกระต่ายยาวกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งตัดผ่านป่าออกมา แล้วไต่ขึ้นไปตามกำแพงเนินตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
เงานั้นวิ่งผ่านแสงจันทร์ยามราตรี ใช้ประโยชน์ของแสงที่ทอประกายผนผิวดินจนแสบตานั้นคอยบดบังร่างกายของตัวเองเอาไว้
เสื้อเกราะที่ทอจากเส้นใยแร่เฮเดสพริ้วลอยสูงไปตามความเร็วของพวกเขา ประดุจมีสายลมที่รุนแรงพัดผ่านร่างกาย
“รู้สึกไหม…”
“เออ รู้สึกเหมือนกัน”
เผ่ากระต่ายที่คิดว่าตัวเองสามารถลอบเข้ามาได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้น กลับหารู้ไม่ว่าเอกลักษณ์ของเผ่ามนุษย์มดคือการตรวจจับสิ่งรอบกายด้วยหนวดของพวกเขา
เผ่ามนุษย์มดคือสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการมาจากมด หนวดตรงหัวของพวกเขาได้วิวัฒนาการจนสามารถปล่อยคลื่นแม่เหล็กออกมาได้
สิ่งนั้นสามารถใช้ติดต่อกับเพื่อนร่วมเผ่าที่ห่างออกไปได้ไกลถึงสองร้อยเมตร ขึ้นอยู่กับการฝึกของบุคคล
และนั่นรวมไปถึงสามารถรับรู้พื้นที่รอบตัวในระยะจากการสะท้อนของคลื่นแม่เหล็กนี้ได้อีกด้วย
ต่อให้พวกเขาผ่อนการระวังตัว แต่พวกเขายังสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติได้อยู่
ประดุจหนึ่งเห็นบางสิ่งวิ่งผ่านหน้า แล้วจะให้พวกเขาทำเป็เมินเฉยไปได้เช่นนั้นหรือ?
ด้วยเหตุนี้---
“ประกาศ พบสิ่งแปลกปลอมบุกฐาน เปิดสัญญาณเตือนภัยเดียวนี้! ”
---จึงทำให้มีเสียงไซเรนดังกึกก้องขึ้นไปทั่วนิคมของพวกเขา
าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว...