เสียงผู้คนจอแจดั่งฝูงนกที่แตกฮือหลังฝนตกเสียงแม่ค้าโห่ร้องเชิญชวนแข่งกันแผดไปทั่วทางเดินคดเคี้ยวระหว่างแผงไม้เก่าเสียงคนต่อราคาดังปะทะกับเสียงกระทะทอดแทรกด้วยเสียงเด็กน้อยหัวเราะไล่กันไปตามตรอก
หญิงชาวบ้านขายปลาผู้หนึ่งกล่าวว่า“ปลาสด ๆ จากลำธาร! ยังดิ้นอยู่เลยนะ!” ข้างๆหญิงขายปลาก็มีหญิงวัยกลางคนขายหมั่นโถวร้องว่า “หมั่นโถวร้อนๆ เ้าค่ะ! ใครซื้อสามให้อีกหนึ่ง!” ถัดไปอีกก็มีแผงขายผักหญิงเป็หญิงชราผู้หนึ่งก็ร้องว่า “ผักกาดดองของข้าเปรี้ยวกำลังดีเอาไปทำได้หลายเมนู!”
กลิ่นหอมของขนมแป้งย่างจากเตาถ่านลอยฟุ้งมาตามลมเจือด้วยกลิ่นขิงและเครื่องเทศเด็กหญิงสวมผ้ากันเปื้อนเปรอะแป้งกำลังปั้นเกี๊ยวด้วยมือเล็ก ๆ อย่างขะมักเขม้นข้างกายมีชายชราคนหนึ่งกำลังรินน้ำเต้าหู้ลงถ้วยดินเผาให้ลูกค้า
ล้อเกวียนไม้เคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าฝูงม้าบรรทุกของจอดอยู่มุมถนน ส่วนชายชาวบ้านสวมเสื้อผ้าหยาบบางคนหาบตะกร้าไข่ไก่บางคนถือไหเหล้าหอมกรุ่น
เสียงขลุ่ยจากนักดนตรีเร่คนหนึ่งลอยแ่มาจากหัวถนนท่วงทำนองเศร้าสร้อยแต่ไพเราะราวกับย้อมบรรยากาศให้แฝงความละมุนอยู่ลึก ๆ
ขณะนั้นเถ้าแก่ซิมหัวหน้าพ่อครัวแห่งตำหนักพยัคฆ์ขาวในชุดผ้ากันเปื้อนสีคราม ผ้าคาดเอวขลิบทอง ยืนอยู่หน้าร้านขายปลา มือหนึ่งจับปลาอีกมือคลำกุ้งน้ำจืดที่ยังดิ้นตุบ ๆ อยู่ในตะกร้าไม้ไผ่
เถ้าแก่ซิมกล่าวว่า “เอ้า! ปลานี่ตาแดง หางแข็งแต่เนื้อยังแน่น ข้าขอเหมาเ้าไปครึ่งกระบุง!”เขาหัวเราะร่าพลางหยิบถุงทองเล็กโยนให้แม่ค้า “เฮ้ย!อย่าลืมใส่หัวปลาไว้ให้ข้าด้วย ข้าจะไปต้มซุปใส่พริกเผาหอม ๆให้พวกองครักษ์กินคลายล้า!”
แม่ค้าหัวเราะคิกคักพร้อมกับกล่าวว่า “ได้เ้าค่ะเถ้าแก่แต่ข้าเคยได้ยินว่าท่านเคี่ยวปลาจนแม้แต่กระดูกยังอ่อนเหมือนเต้าหู้จริงหรือ?”
เถ้าแก่ซิมเชิดหน้าภูมิใจกล่าวว่า “นายท่านของข้าเคยบอกว่า น้ำแกงที่ข้าปรุงอร่อยที่สุดในมณฑลหลิงหนาน!”แล้วเขาก็เดินต่อไปยังร้านขายผัก หยิบผักกาดเขียว ผักจิงจูฉ่ายและเห็ดหลินจือทีละกำ ตรวจดูทีละต้นอย่างพิถีพิถัน
เถ้าแก่ซิมเดินไปหัวเราะไปถุงตะกร้าหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่หัวใจก็เบาดั่งขนนก ทุกครั้งที่เลือกวัตถุดิบ เขาไม่เพียงเลือกของสดแต่เหมือนกำลังวางแผนกลิ่น รส และเื่เล่าที่จะเกิดขึ้นบนโต๊ะค่ำวันนี้ หลังจากเถ้าแก่ซิมจับจ่ายซื้อของเรียบร้อยก็เดินทางกลับตำหนักพยัคฆ์ขาว
สายลมแ่เบาโบกสะบัดกิ่งหลิวเอนอ่อนไหวตามแรงลม กลิ่นหอมอบอวลของดอกเหมยล่องลอยเจือจางทั่วลานกว้างประกาศถึงฤดูใบไม้ผลิที่หวนคืนสู่ผืนแผ่นดินปันยู
ถนนศิลาเรียบตรงทอดยาวจากประตูเมืองหลวงไปยังเขตการค้าท่ามกลางหมู่เรือนร้านเรียงราย ตรงกึ่งกลางตั้งตระหง่านด้วยจวนหลังหนึ่งตัวเรือนใหญ่โอฬาร หลังคาปูกระเบื้องเงาดำขลับ ผนังด้านหน้าฝังลวดลายสลักไม้ล้ำค่าประตูหลักเปิดกว้างเหนือบันไดหินสามขั้น ที่เสาด้านขวาปักตั้งคันธงสูงตระหง่านผืนผ้าไหมสีแดงสดสะบัดไหวกลางสายลม บนผืนธงปักอักษรทอง "พรรคพยัคฆ์ขาว” ตัวอักษรฉวัดเฉวียนองอาจราวพยัคฆ์กำลังคำราม้ายังปักลวดลายพยัคฆ์คำรามพร้อมกงเล็บแหลมคม แฝงพลังอันดุดัน
ประตูตึกใหญ่ลงรักสีชาดจัดจ้านตัดกับลวดลายแกะสลักวิจิตรบนแผ่นไม้ห่วงประตูทองเหลืองคู่ขนาดเท่าถ้วยชาเปล่งประกายวาววับสะท้อนแสงตะวันป้ายขวางเหนือประตูสลักอักษรสีทอง "พรรคพยัคฆ์ขาว" ลายมือทรงพลังคมเข้มราวพู่กันสะบัดประกาศศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่เบื้องล่างมีอักษรเล็ก "สำนักงานใหญ่” กำกับไว้อย่างสง่างาม
เมื่อพ้นธรณีประตูเข้าไปลานกว้างปูหินเรียบสนิททอดยาวสู่เรือนกลาง หลังประตูใหญ่ จัดม้าสองแถวเรียงเป็ระเบียบบนหลังม้านั่งประจำด้วยชายฉกรรจ์สิบคน สวมชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้มแพรคาดเอวสีดำสะท้อนลักษณะองอาจ พวกเขาล้วนแฝงกลิ่นอายคมกล้าแม้จะอยู่ในท่าทีผ่อนคลายแต่ทุกอิริยาบถกลับแข็งแกร่งคึกคักราวพยัคฆ์ที่ซุ่มเฝ้าถ้ำ
เสียงสนทนาเคร่งขรึมดังแว่วเป็ระยะทุกผู้คนล้วนเป็ยอดฝีมือที่ฝึกฝนมาอย่างโชกโชนบรรยากาศในลานกว้างเคร่งขรึมและสงบนิ่งทว่ากลับให้ความรู้สึกถึงพลังอันแข็งแกร่งที่พรรคแห่งนี้สั่งสมมายาวนาน
ทันใดนั้นลานตึกบังเกิดเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง ชายฉกรรจ์ทั้งสิบที่นั่งประจำอยู่หน้าประตูต่างผุดลุกขึ้นโดยพร้อมเพรียงก่อนชิงกันออกจากประตูใหญ่ไปยืนประจำตำแหน่งสายตาทุกคู่จับจ้องไปยังประตูข้างฝั่งซ้ายของตัวตำหนัก
เพียงพริบตาเดียวม้าสีเกาลัดตัวหนึ่งก็ควบทะยานออกมาอย่างรวดเร็ว บังโกลนม้าทำจากเงินบริสุทธิ์วาววับสะท้อนแสงอาทิตย์บนอานม้านั่งไว้ด้วยชายหนุ่มชุดแพรเนื้อดี วัยราวสิบแปดสิบเก้าใบหน้าคมสันแฝงประกายอ่อนเยาว์แต่แววตาคมกริบราวกระบี่บนไหล่ซ้ายของเขาเกาะไว้ด้วยเหยี่ยวตัวหนึ่ง ขนสีน้ำตาลแกมดำเป็มันเงาดวงตาคมปลาบจ้องตรงไปข้างหน้า หว่างเอวของชายหนุ่มห้อยดาบเล่มหนึ่งด้ามหุ้มหนังดำเรียบง่าย ทว่าดูหนักแน่นทรงพลัง บนหลังสะพายธนูคันงามด้านหลังของเขา มีม้าอีกสี่ตัวควบตามติดมาอย่างกระชั้นชิด
เสียงขององครักษ์นามว่าซ้งเอ่ยขึ้นก่อนใคร กล่าวว่า “นายน้อย วันนี้ลมจากหุบเขาตะวันออกแรงยิ่ง ข้าเห็นว่าเหมาะจะฝึกยิงธนูในระยะไกลหากท่านไม่รังเกียจ ข้าอยากขอทดสอบสายลมด้วยวิชาธนูเงามืด”
หลีไป๋หยางหัวหน้าพรรคคนเล็กหรี่ตาเล็กน้อยยิ้มมุมปากพลางตอบ “เ้ามิเคยพลาดเป้าสักครั้ง เ้า้าลมหรือแค่อยากประลองกับข้าอีกแล้ว?”
องครักษ์ซ้งคลี่ยิ้มใต้ผ้าคลุมหน้าพลางพูดว่า “หากท่านลงมือด้วยข้าก็ยินดีสิ้นสุดศรในสามดอก”
องครักษ์อีกผู้หนึ่งนามว่าหลงหัวเราะกล่าวว่า “เ้าอย่ามั่นใจเกินไปเมื่อวานข้ายังเห็นเ้ายิงพลาดเป้ายังกล้ามาโอ้อวดอีกหรือ?”
อีกสองคนหัวเราะตามเสียงหัวเราะลอยไปตามสายลมเช้า ทว่าเสียงฝีเท้าม้าของคนทั้งห้าก็ยังมั่นคงไม่ชะลอเส้นทางที่พวกเขาเดินคือทางลาดหินทอดลงสู่ลานธนูด้านทิศตะวันออกของตำหนัก
เสียงกีบม้าดังสะท้อนลานศิลาบานประตูตำหนักพยัคฆ์ขาวเปิดออกกว้าง ชายหนุ่มทั้งห้าควบม้าเคียงข้างกันอาภรณ์ขาวสะบัดพลิ้วในสายลมประหนึ่งธงรบแห่งความกล้าท่ามกลางแสงแดดยามสายที่กรองผ่านม่านเมฆ
หลีไป๋หยางอยู่กลางขบวน ขี่ม้าพันธุ์เกาลัดชื่อ“เทียนหม่า” ม้าแดงอมน้ำตาลแกร่งดั่งม้ารบแห่งเทพยุทธ์ สี่องครักษ์ล้อมรอบสองฝั่งหนึ่งขี่ม้าสีดำเงาราวเงาพยัคฆ์ หนึ่งนั่งบนหลังม้าสีน้ำตาลไหม้ผู้ถือพลองเหล็กขี่ม้าสีเทาอมแดงที่ดูเชื่องแต่ฝีเท้าเร็วปานลมกรด ส่วนผู้ถือธนูผู้สุขุมขี่ม้าสีทรายดวงตาเขามองไกลไปยังแนวป่าด้วยแววแน่วแน่
องครักษ์ผู้หนึ่งนามว่าย้งเอ่ยขึ้นยิ้ม ๆขณะบังคับม้าให้ชิดข้างหลีไป๋หยาง“วันนี้เรามิใช่เพียงไปฝึกธนูเท่านั้นใช่หรือไม่”
หลีไป๋หยางตอบเสียงเรียบ “ใช่แล้วเราจะไปล่าสัตว์กันด้วยแต่ในป่าลึกอย่างนี้ หากไม่มีสหายคอยป้องหลังก็เปรียบเสมือนเดินในเงาจันทรายามเดือนดับข้าเพียงไม่ไว้ใจความเงียบของป่าแห่งนั้น”
องครักษ์ซ้งแค่นเสียงเบา“เงียบเกินไป...สำหรับป่าใกล้ฤดูเก็บสมุนไพร คนเก็บของป่าควรมีมากกว่านี้”
องครักษ์อีกผู้หนึ่งนามว่าฉิงตงหัวเราะพลางเตะส้นเท้าเร่งม้า“ก็ดีแล้วจะได้ยืดเส้นยืดสาย! หวังว่าข้าจะได้ใช้พลองสักที นานนักแล้วที่ไม่ได้ขี่ออกจากตำหนักพร้อมกับนายน้อย”
กลิ่นหญ้าอ่อนและดินชื้นโชยมากับลมม่านไผ่เบื้องหน้าเริ่มเผยร่างขุนเขาและแนวไม้สลับซับซ้อนเส้นทางแคบลงเมื่อเข้าสู่ชายป่าเงาเมฆาป่าลึกลับที่เมฆหมอกไม่เคยจาง แม้ยามแดดแรง
ใต้เงาไม้สูงใหญ่และม่านหมอกจางเบาเบื้องหน้าของพวกเขาคือทุ่งหญ้าแคบ ๆ ลาดเอียงเล็กน้อย มีเป้าฟางตั้งเรียงห่างกันหลายจุดบางเป้าซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ บางเป้าปักสูงบนกิ่งไม้ราวกับกำลังซุ่มเฝ้าภัย
หลีไป๋หยางยกมือขึ้นเป็สัญญาณทุกคนต่างลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว แล้วแยกย้ายกันเข้าสู่ตำแหน่งประจำของตน
องครักษ์ซ้งถือคันศรไม้ดำประดับเงินยืนนิ่งประหนึ่งต้นไม้ที่ฝังรากมั่นคง เขาเงื้อศรขึ้นดึงสายอย่างเงียบงันไม่เอ่ยวาจาแม้ครึ่งคำ เสียงสายธนูดีดเบา ๆ ดัง “ฟิ้ว”ทุกดอกที่พุ่งออกไปล้วนเสียบกลางเป้าไม่พลาดแม้เพียงนิ้วเดียว
องครักษ์ย้งเอ่ยกลั้วหัวเราะขณะปักเป้าไม้บนกิ่งสูงขึ้นไปอีกหนึ่งจุดแล้วกล่าว่า “แม่นยำเหมือนเคยแต่เป้าซ่อนในเงาไม้เ้าจะทำได้หรือไม่?”
องครักษ์หลงหันหน้าไปยังหลีไป๋หยางพลางกล่าวว่า“นายน้อยท่านลองดูสิ”
หลีไป๋หยางเฝ้ามองอยู่อย่างเงียบงันจากนั้นเขายกคันธนูของตนขึ้นเล็งไปยังใบไม้ใบหนึ่งซึ่งสั่นไหวเพียงเล็กน้อยบนยอดไม้ไกลลิบ เขาไม่เอ่ยคำใดดวงตาแน่วแน่ประดุจจันทราจับนิ่งบนเป้าหมาย แล้วปล่อยศรออกด้วยมือเบา ๆ เปรี๊ยะ!ใบไม้ร่วงหล่นกลางอากาศราวถูกลบหายไปจากกิ่ง
องครักษ์ฉิงตงขว้างท่อนไม้ขึ้นฟ้าพลางกล่าวว่า“ข้าว่าข้าไม่ร่วมยิงธนูกับพวกท่านดีกว่าศรของพวกท่านเล่นกันเหมือนใช้มือจับ!ให้พลองข้ารอรับลูกธนูแทนเถิด”
เสียงหัวเราะดังไปทั่วป่า บรรยากาศผ่อนคลายดั่งพี่น้องร่วมยุทธภายใต้ร่มไม้ที่แสงสาดลอดลงเป็ลำ ใบไม้พลิ้วตามลมเบากลิ่นดินและหญ้าใหม่ประสานกับกลิ่นไม้ของธนู
ขณะนั้นภายในศาลานั่งเล่น หลีจิ้นฉางหัวหน้าพรรคพยัคฆ์ขาวบิดาของหลีไป๋หยางนั่งพิงเบาะหมอนใบหน้าเข้มขรึมแต่แฝงแววเมตตาในดวงตา มือหนึ่งยกถ้วยน้ำชาหอมกรุ่นอีกมือถือรายบัญชีผ้าไหมจารด้วยหมึกดำ ข้างกายคือหวังฮูหยินในชุดผ้าต่วนสีอ่อนสง่างามอย่างไม่อวดโอ่ เธอจ้องมองสามีด้วยสายตานิ่งสงบ
หวังฮูหยินเอ่ยเสียงนุ่ม“กิจการในสาขาท่าใต้ดูจะกลับมาคึกคักอีกครั้งร้านยาสกุลเฉินที่เคยติดหนี้สินก็เพิ่งส่งของมีค่ามาให้เราเมื่อวานนี้”
หลีจิ้นฉางพยักหน้าเบา ๆกล่าวว่า“ดีแล้ว… ท่านพ่อข้าเคยบอกว่า ‘น้ำใจของตระกูลหลี ต้องหล่อเลี้ยงได้ทั้งหุบเขา’เรามิได้รักษาเพียงเกียรติ หากแต่รักษาสายธารที่ไหลผ่านมาหลายชั่วคน”
หวังฮูหยินยิ้มจางๆพร้อมกับเอ่ยถึงบุตรชายว่า“ข้าเห็นไป๋หยางเริ่มเข้มงวดกับเหล่าองครักษ์มากขึ้น กระทั่งออกไปฝึกยิงธนูในป่าเสียแต่เช้า”
หลีจิ้นฉางทอดสายตาไปยังทิศเหนือราวกับมองผ่านกำแพงเรือน กล่าวว่า“หลีไป๋หยางแม้ใจร้อนบ้างในบางเวลาแต่เืนักรบของท่านปู่เขาไม่เคยจาง ม้าศึกของตระกูลหลียังไม่หมดลมหายใจตำหนักพยัคฆ์ขาว… ยังไม่ถึงคราวพักดาบ”
หวังฮูหยินหยิบผ้าชายเบาๆ เช็ดปากถ้วยชา ก่อนกล่าวช้า ๆ “ท่านว่า อีกสิบปีข้างหน้าตำหนักนี้จะเปลี่ยนไปหรือไม่?”
หลีจิ้นฉางตอบว่า“ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแต่ตราบใดที่ใจสกุลหลียังยึดมั่นในคำว่า ‘สัตย์ กล้า เมตตา’ตำหนักนี้ย่อมไม่ล้ม”