“น้องหลิงหลิง พี่ชื่อสวีิเจิง ปีนี้อายุสิบขวบ เธอต้องจำพี่ให้ได้นะ” ขอบตาของสวีิเจิงเป็รอยแดงเล็กน้อย ดวงหน้าที่เอิบอิ่มแสดงออกถึงความเลื่อมใสและประหลาดใจอย่างบริสุทธิ์“ต่อไปถ้าเธอมาที่เมืองหลวง ต้องมาเป็แขกที่บ้านพี่ให้ได้นะ”
ฉวี่หลิงเห็นดวงตากลมของสวีิเจิงแถมยังมีพวงแก้มแบบเด็กๆ แลดูอ่อนเยาว์เปล่งปลั่ง เธอรู้สึกว่าน่าเอ็นดูจึงยื่นมือออกไปบีบแก้มนุ่มเนื้อแน่นทั้งสองข้างของเขา ยิ้มพลางกล่าว “รู้แล้วค่ะ ต่อไปถ้าหนูไปเมืองหลวง หนูจะไปหาพี่แน่แต่ว่าตอนนี้หนูต้องไปจริงๆ แล้ว ลาก่อนค่ะพี่ชาย”
“ลาก่อน” สวีิเจิงมองลักยิ้มที่ข้างแก้มของฉวี่หลิงและเอ่ยอย่างไม่อยากแยกจาก
เมื่อฉวี่หลิงพกถุงพลาสติกที่มีกริชอยู่กลับมายังข้างแผงแน่นอนว่าเห็นพ่อของเธอยืนรอเธออยู่ด้วยดวงหน้าที่มีเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากเนื่องจากไม่เห็นเธอกลับมาเป็เวลานานแล้ว
“หลิงหลิงทำไมถึงไปซื้อปาท่องโก๋นานนักล่ะ”ฉวี่เหวินจวินเห็นฉวี่หลิงยืนปลอดภัยอยู่ตรงหน้า ในใจก็ผ่อนคลายไปเฮือกหนึ่ง
ฉวี่หลิงถือโอกาสตอนที่ฉวี่เหวินจวินไม่ทันสังเกตยัดถุงพลาสติกที่ใส่กริชลงในกระเป๋าสะพาย เอ่ยอย่างละอายใจ “หนูไม่ได้ไปซื้อปาท่องโก๋ แค่ไปเข้าห้องน้ำค่ะ ขากลับเดินกลับมาช้าไปหน่อยเลยทำให้พ่อเป็ห่วง”
“ลูกไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว”ฉวี่เหวินจวินลูบหัวของฉวี่หลิง หลังจากรู้สึกว่าไม่มีเื่อะไร ก็เริ่มขายลูกท้ออีกครั้ง
่บ่ายคนบนถนนมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนที่เดินไปมาบ้างเดินเล่นบ้างซื้อของ ลูกท้อของบ้านฉวี่ขายออกไปได้มากเพิ่งจะบ่ายโมงลูกท้อก็ขายไปได้พอสมควรแล้ว ฉวี่เหวินจวินคิดจะไปฝากเงิน ดังนั้นจึงเก็บลูกท้อที่เหลืออยู่เซี่ยงตงปาดเม็ดเหงื่อบนหน้าผากลวกๆ มองไปที่ฉวี่เหวินจวินที่ขายลูกท้อจนเหลือเพียงครึ่งถุงพลาสติกเขาหยิบลูกท้อมาเช็ดขนอย่างคล่องมือแล้วกัดลงไปคำหนึ่ง “พี่ฉวี่ วันนี้ขายของได้ไม่เลวเลยนี่นา ฉันเห็นว่าพี่ขายลูกท้อใกล้หมดแล้วนี่”
“ไม่หรอกน่า” ฉวี่เหวินจวินหัวเราะหึๆ นำลูกท้อในถุงทั้งหมดส่งให้กับเซี่ยงตง“ตงจื่อ ถ้านายไม่รังเกียจก็รับเอากลับไปกินนะแต่ว่าลูกท้อมีฤทธิ์เย็น น้องสะใภ้กำลังท้องกำลังไส้ กินน้อยๆ หน่อยนะ”
เซี่ยงตงรับลูกท้อมาอย่างสบายใจขณะเดียวกันก็ก้มลงยื่นลูกอมเม็ดหนึ่งให้ฉวี่หลิง “หลิงหลิงกินลูกอมนี่สิ”
“ขอบคุณค่ะอาเซี่ยง”ฉวี่หลิงยิ้มให้เซี่ยงตงอย่างว่าง่าย มีมารยาท
“นี่แน่ะ ถ้าฉันฝันว่าคนในบ้านฉันคลอดลูกสาวที่ว่าง่ายอย่างหลิงหลิงได้ฉันคงหัวเราะจนตื่นขึ้นมาเลยล่ะ” เซี่ยงตงมองฉวี่หลิงที่ระยะนี้ดูจะเชื่อฟังรู้ความมากขึ้นก็รู้สึกประหลาดใจอย่างที่สุด
“หลิงหลิงเป็เด็กดีขึ้นมาก”ฉวี่เหวินจวินชอบฟังคนอื่นชมเชยลูกสาวตัวเอง เขาได้ฟังคำพูดของเซี่ยงตง ปากก็ยิ้มแทบฉีกถึงติ่งหู“หลังจากนี้หลิงหลิงของเราก็ลำบากต้องให้ตงจื่อพากลับไปด้วย เดี๋ยวถ้าพี่มีเวลาว่างจะพาไปเลี้ยงข้าวนะ”
“พี่น้องกัน พูดอะไรแบบนั้น ไม่ห่างเหินไปหน่อยเหรอ” เซี่ยงตงยิ้มพลางเอ่ยถามฉวี่หลิง“หลิงหลิง พ่อของหนูมีธุระต้องไปทำ หนูกลับบ้านกับอาก่อนได้หรือเปล่า”
“ค่ะ” ฉวี่หลิงพยักหน้าสะพายกระเป๋าสะพายหลังเดินตามหลังเซี่ยงตงออกจากตลาดไป
ฉวี่เหวินจวินนำไม้คานกับหลัววางไว้บนรถแทรกเตอร์ของเซี่ยงตงแล้วหันมาเอ่ยกับฉวี่หลิงที่นั่งอยู่ในรถ “หลิงหลิงกลับบ้านไปกับตงจื่อก่อนพ่อทำธุระเสร็จเดี๋ยวก็กลับแล้ว”
“ค่ะพ่อ” ฉวี่หลิงมองไปยังฉวี่เหวินจวิน “พ่อเองก็ระวังตัวด้วยนะคะ”
“จ้ะลูก” ฉวี่เหวินจวินเอ่ยพลางพยักหน้า
เซี่ยงตงออกรถเสียงสั่นะเืของรถแทรกเตอร์มุ่งตรงไปยังเส้นทางกลับระหว่างเส้นทางโคลงเคลงอยู่บ้าง เซี่ยงตงขับรถไปพลางพูดคุยกับฉวี่หลิงไปพลางผ่านไปได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็กลับมาถึงหมู่บ้านเจ๋อซี
“ขอบคุณค่ะ อาเซี่ยง” ฉวี่หลิงลงจากรถยืนอยู่ที่ข้างทาง ยิ้มกริ่มพลางเอ่ยถามเซี่ยงตง “อาเซี่ยงจะเข้าไปดื่มชาคลายกระหายในบ้านหนูก่อนไหมคะ”
เซี่ยงตงที่นั่งอยู่บนรถโบกมือปฏิเสธ“วันนี้อายังมีธุระต่อ ต้องไปแล้วละ ตรงนี้แดดแรงมาก หลิงหลิงรีบกลับเข้าบ้านไปเถอะนะ”
“งั้นลาก่อนค่ะอา” ฉวี่หลิงยิ้มพลางเอ่ยคำลา พร้อมสะพายกระเป๋าสะพายหลังมุ่งหน้ากลับบ้าน
เซี่ยงตงมองหลังที่เดินไปอย่างไม่ช้าไม่เร็วของฉวี่หลิงแวบหนึ่งในใจนึกชื่นชมลูกสาวคนนี้ของพี่ฉวี่ ไม่เจอกันพักเดียวรู้สึกว่านิสัยจะโตขึ้นมากการกระทำก็ใจกว้าง มองแล้วไม่เหมือนว่ามาจากหมู่บ้านเล็กๆ อย่างหมู่บ้านเจ๋อซี
ฉวี่หลิงกลับไปที่บ้านเปิดประตูเข้าไปไม่เห็นหวังย่าเหม่ยผู้เป็แม่วันที่อากาศร้อนอย่างนี้แม่ของเธออาจจะยังทำงานอยู่ที่ท้องนา
ฉวี่หลิงคิดไปในใจก็ค่อนข้างเ็ปแทน ถ้าตัวเธอเองอายุมากกว่านี้ก็ดีสิ ตอนนี้เธอยังเด็กเกินไปดังนั้นจึงทำได้เพียงแค่เื่ที่พอจะทำได้อย่างการแบ่งเบาภาระภายในบ้าน
เธอดูเวลาก็เริ่มซาวข้าวหุงข้าว
รอจนถึงเวลาที่หวังย่าเหม่ยกับฉวี่เหวินจวินกลับมาก็พบว่าข้าวและกับข้าวทำไว้เสร็จสรรพแล้ว
ต้มจืดผักกาดเขียวมันฝรั่งซอยรสเผ็ดอมเปรี้ยวจานหนึ่ง เนื้อหั่นฝอยผัดพริกเขียวจานหนึ่งตามด้วยผักดองเค็มอีกจาน กับข้าวที่เรียบง่ายแบบนี้ หวังย่าเหม่ยชิมไปคำหนึ่งรู้สึกว่าอร่อยมากๆ
“หลิงหลิงผัดกับข้าวเป็ั้แ่เมื่อไรกัน แถมยังทำอร่อยขนาดนี้เสียด้วย” ความเผ็ดอ่อนๆ ของพริกเขียวกับกลิ่นหอมของหมูสามชั้นหั่นเป็เส้นผสมเข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อมทำให้ฉวี่เหวินจวินตักข้าวสวยที่ทั้งหอมและเหนียวเข้าปากคำใหญ่
“อร่อยก็กินเยอะๆ นะคะ” ฉวี่หลิงตาไวมือไวรับชามมาจากหวังย่าเหม่ยออกตัวเติมข้าวให้เธอ เธอเมื่อกาลก่อนทำกับข้าวมาเยอะนัก ฝึกปรือฝีมือมามาก ไม่กล้าพูดว่าดีแค่ไหนทว่าอาหารสีสันดูดีรสชาติครบครัน ก็สามารถทำออกมาได้
ฉวี่เหวินจวินอดไม่ได้ที่จะชื่นชม“หลิงหลิงฉลาดจริงๆ ผัดกับข้าวครั้งแรกก็ผัดได้ดีขนาดนี้เชียว”
ฉวี่หลิงตอบรับสายตาที่ชื่นชมอย่างจริงใจของฉวี่เหวินจวินในใจค่อนข้างเขินอาย อีกอย่างเธอไม่ใช่เด็กอายุหกขวบ ชมกันตรงๆ แบบนี้ ในใจของเธอจึงยังรู้สึกแปลกๆนิดหน่อย
หลังกินข้าวเสร็จแล้วหวังย่าเหม่ยก็ให้ฉวี่หลิงกลับห้องไปอ่านหนังสือจดจำตัวหนังสือ เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนในเดือนกันยายนนี้
ฉวี่หลิงกลับห้องไปอย่างว่าง่ายแต่ไม่ได้อ่านหนังสือ หลังจากปิดประตูแล้ว เธอก็เปิดกระเป๋าสะพายและหยิบกริชออกมา
เมื่อหยิบออกมาจากกล่องฉวี่หลิงก็รู้สึกว่ากริชสั่นะเืเบาๆ อยู่ในมือของตัวเอง
ภายใต้แสงไฟสลัวคมมีดของกริชยิ่งแผ่ความหนาวเย็นออกมาราวกับเป็บ่อน้ำเย็น บนด้ามมีลวดลายประดับโดยรอบดูลึกลับแต่ก็ไม่ฉูดฉาด มองปราดแรกไม่สะดุดตานัก มองอีกครั้งถึงได้รู้สึกว่าไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
ฉวี่หลิงประเมินกริชเล่มนี้ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจ ขณะที่เธอลูบคลำลวดลายบนตัวกริช จู่ๆ ตรงหน้าก็สว่างวาบขึ้นเธอพึมพำเสียงเบา “เ้านี่ราวกับไข่มุกเปื้อนฝุ่น หลังจากย้อนกลับมาในชาตินี้ ฉันรับรู้ได้ว่าเ้าเหมือนดั่งน้ำเย็นที่เงียบสงบและซ่อนเร้นเกลียวคลื่นเอาไว้ราวกับเ้ากลั่นตัวรวมเข้ากับหิมะ ทั้งยังมีนิสัยเ้ายศเ้าอย่างแสนทะนงตัวฉะนั้นฉันจะเรียกเ้าว่า ‘คมหิมะ’ ดีไหมเ้าว่าอย่างไรล่ะ”
กริชส่งเสียงหวีดหวิวแ่เบาราวกับตอบรับฉวี่หลิงอย่างไรอย่างนั้น
ฉวี่หลิงพลิกกริชไปมาอยู่หลายรอบแล้วจึงนำคัมภีร์โบราณเทียนอี้เหมินที่ซ่อนไว้อย่างมิดชิดออกมาอ่านต่อจากเดิม
เทียนอี้เหมินนั้นหลังจากสืบทอดมาจากลัทธิเต๋า แล้ววิวัฒนาการมาเป็สำนักปรัชญาคัมภีร์นี้ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น ศิษย์พี่คนก่อนๆ ต่างพัฒนาและสืบค้นอย่างทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจเนื้อหาคัมภีร์ค่อยๆ กว้างขึ้นและเข้าใจยากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นหากศิษย์รุ่นหลังสติปัญญาไม่สูงพอแม้แต่ความหมายของคัมภีร์ก็ยังอ่านไม่เข้าใจ หากกล่าวถึงฉวี่หฺวา แต่เดิมเขามีสัญชาตญาณและสติปัญญาที่ดีเลิศทว่าก็ร่ำเรียนเคล็ดลับของสำนักได้เพียงสี่ส่วนเท่านั้น
เนื้อหาที่ฉวี่หลิงอ่านมีอยู่มากมายโดยรวมความรู้ในสำนักหลักๆ แบ่งเป็สองส่วน คือการบำเพ็ญเพียรภายนอกและภายในภายนอกนั้นใช้วิธีฝึกเพื่อให้ได้ความปราดเปรียวว่องไว ความทรหดอดทนของร่างกายเข้าต่อสู้จริงเพื่อพัฒนาการต่อสู้ เหมือนกับการฝึกความชำนาญ
ส่วนบำเพ็ญเพียรภายในมีปรัชญาเป็หลัก รวมถึงสภาวะทางอารมณ์
สิ่งที่ต้องเรียนรู้ในเทียนอี้เหมินรวมถึงการเสี่ยงทายการรักษาโรค ดูโหงวเฮ้ง การทำนาย สภาพจิตใจ ทุกศาสตร์ต่างมีความสำคัญมากโดยเฉพาะสภาพจิตใจ บางคนที่มีจิตใจโหดร้ายรีบร้อนที่จะสำเร็จวิชาจึงไปฝึกฝนวิชานอกรีตเพื่อทำร้ายผู้คน นี่คือสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่สำหรับศิษย์ในสำนัก
ฉวี่หลิงตกอยู่ในภวังค์ของหนังสือไม่ทันได้รู้ตัวท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว จนกระทั่งหวังย่าเหม่ยเรียกเธอไปอาบน้ำบ้วนปากเธอถึงได้ตื่นจากภวังค์
หลังจากที่ฉวี่หลิงรีบร้อนอาบน้ำบ้วนปากแล้วก็ขึ้นไปนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ทำการหายใจฝึกสมาธิตามวิธีในคัมภีร์ เริ่มต้นการฝึกปรือของเธอ
ไม่ทันไรฉวี่หลิงรู้สึกราวกับสติแวบหนึ่งหลุดพ้นออกจากร่างกาย เธอล่องลอยติดตามความรู้สึกในณ ขณะนั้น ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปเท่าไรแล้ว จนกระทั่งที่ข้างหูได้ยินเสียงไก่ขันดังลอดมา
ฉวี่หลิงลืมตาขึ้นผลักบานหน้าต่างออกมองควันไฟที่อยู่ไกลออกไป รู้สึกว่าแม้ตัวเองจะไม่ได้นอน จิตใจกลับอิ่มเอมไม่มีความรู้สึกอ่อนเพลียเลยแม้แต่น้อย
เธอยืดตัวบิดเอวหลังจากแปรงฟันเสร็จ ก็รีบเร่งวิ่งออกไปข้างนอก
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950