บทที่ 45 สนมเหมยออกตัวผูกมิตร
บนทางหินหยกที่นับว่ากว้างขวางในราชอุทยาน อวิ๋นอินอินและสนมเหมยต่างหยุดฝีเท้า มองหน้ากันและกัน
“องค์หญิง จะทรงเสด็จเข้าไปหรือเพคะ?”
“กลัวสิ่งใดกัน พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดต่อมโนธรรมในจิตใจเสียหน่อย” อวิ๋นอินอินตบหลังมือของหลานเยว่เบา ๆ บรรเทาอาการวิตกของนาง “วางใจเถิด ยามนี้นางไม่กล้าทำสิ่งใดต่อข้าอย่าเปิดเผยหรอก”
หลานเยว่และหงรื่อพยักหน้า แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ในยามที่กำลังจะประชันหน้ากับสนมเหมย พวกนางทั้งสองก็ยังคงปกป้องอวิ๋นอินอินไว้ที่ด้านหลัง
ในยามที่คนทั้งสองสวนทางกันนั้น สนมเหมยหันศีรษะมองมาที่อวิ๋นอินอิน อวิ๋นอินอินก็หันศีรษะไปมองนางพอดี สายตาของคนทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ อวิ๋นอินอินโค้งริมฝีปาก มอบรอยยิ้มเยาะหยันให้สนมเหมย
จากนั้นเชิดศีรษะเดินต่อไป
“องค์หญิงเก้า!”
เสียงของสนมเหมยดังมาจากเบื้องหลัง อวิ๋นอินอินหัวเราะเสียงเย็น สนมเหมยผู้สูงศักดิ์ถึงกลับเป็นฝ่ายเริ่มทักทายนางก่อน เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ เมื่อมีเสด็จอาให้พึ่งพิง ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เด็กสาวค่อย ๆ หมุนกาย มองไปยังสนมเหมยที่อยู่ห่างออกไปห้าเก้า
“สนมเหมยมีกงการอันใดเพคะ?”
บนใบหน้าของอวิ๋นอินอินประดับด้วยรอยยิ้ม นางถามอย่างน่ารัก สนมเหมยเห็นเช่นนั้น ก็เปลี่ยนเป็นยกยิ้มเช่นกัน เพียงแต่รอยยิ้มนี้เป็นเช่นเดียวกับรอยยิ้มของอวิ๋นอินอิน ไร้ซึ่งความอบอุ่น ไร้ซึ่งความรู้สึก
“องค์หญิงเก้าพำนักอยู่ที่ตำหนักเซ่อเจิ้งหวางคุ้นเคยแล้วหรือไม่?”
“คุ้นเคยสิเพคะ” อวิ๋นอินอินพยักหน้า หรี่ตาแสดงสีหน้ามีความสุขออกมา “เสด็จอาทรงดีต่อข้ามาก ไม่ว่าสิ่งใดล้วนคิดถึงข้า ข้าอยู่ที่นั่น ได้กินอาหารดี ๆ มีอาภรณ์สวย ๆ สวมใส่ ชีวิตผ่านไปอย่างสุขสบายเป็นอย่างมาก”
ในดวงตาของสนมเหมยมีประกายความชิงชังวาบผ่าน
“องค์หญิงก้าวทรงมีชีวิตที่ดี ข้าก็วางใจ”
“อินอินขอบพระทัยพระสนมที่เป็นห่วง กล่าวไปแล้ว ที่อินอินสามารถเข้าไปพำนักในตำหนักเซ่อเจิ้งหวางได้ พระสนมเหมยก็มีส่วนช่วยไม่น้อยเลยทีเดียวเพคะ” กล่าวจบ นางก็ค้อมเอวเล็กน้อย “อินอินขอขอบคุณพระสนมเหมยไว้ ณ ที่นี้เพคะ”
สนมเหมยพลันมีสีหน้าบิดเบี้ยวขึ้นมา แต่ก็ไม่เต็มใจจะแสดงออกว่าถูกเด็กสาวทำให้โมโหเข้าแล้ว
“องค์หญิงเก้า ทรงโทษข้าจริง ๆ วันนั้นที่องค์ชายห้าตกน้ำ ข้าร้อนใจเกินไป เข้าใจท่านผิด ทำให้ท่านต้องได้รับความทรมานอย่างไม่มีสาเหตุ แม้สุดท้ายท่านจะไม่เป็นอันใด แต่ข้าก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจ ท่านช่วยองค์ชายห้าไว้ แต่ข้ายังเข้าใจท่านผิดอีก ขอให้ท่านเห็นแก่ข้าที่ยามนั้นรักบุตรจนจิตใจว้าวุ่นด้วยเถิด”
อวิ๋นอินอินยืนอยู่ตรงนั้น มองงิ้วที่สนมเหมยแสดงคนเดียว ในใจอยากหัวเราะเป็นอย่างยิ่ง
คนน่ะนะ นอกจากจะไม่มีหน้าแล้ว ก็สามารถเปลี่ยนสีหน้าได้ทุกด้านอย่างลื่นไหล ไร้ผู้ต่อกรในใต้หล้า
แต่ในเมื่อนางอยากเล่นงิ้ว เช่นนั้นตนจะแสดงงิ้วสักตอนเป็นเพื่อนนางแล้วกัน อวิ๋นอินอินกลอกตา เอ่ยถามไปตามน้ำว่า
“พระสนมเหมยโปรดวางใจ ข้าย่อมเข้าใจถึงความรักห่วงใยบุตรของท่านในยามนั้น เพราะตอนนั้นเสด็จแม่ของข้าก็…” อวิ๋นอินอินเมื่อกล่าวถึงก็หยุดลง มองสนมเหมยแล้วถามอีกครั้ง “พระสนมเหมย ท่านหาตัวคนร้ายที่ทำร้ายองค์ชายห้าพบหรือไม่?”
“ดูท่าองค์หญิงเก้ายังทรงไม่ทราบ ที่จริงแล้วเป็นจิ่นเอ๋อร์พลาดตกลงในน้ำด้วยตัวเอง แต่ว่าในยามนั้นเด็กคนนี้คงจะตระหนกจนเกินไป จึงรู้สึกว่ามีคนผลักเขา”
“อ้อ ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง”
อวิ๋นอินอินยิ้มรับคำ ทว่าในใจกลับหัวเราะหยัน เมื่อครู่ในตอนที่ได้ยินคำถามของตน รอยยิ้มบนใบหน้าของสนมเหมยแข็งค้างไปเสี้ยววินาที
นางโกหกจริง ๆ
“ใกล้ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว องค์หญิงเก้าจะทรงไปทานด้วยกันที่ตำหนักของข้าหรือไม่?”
อวิ๋นอินอินมองสนมเหมยที่มีสีหน้ากระตือรือร้น ก็แทบจะสงสัยแล้วว่า คนที่ก่อนหน้านี้ทำร้ายตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ใช่นางหรือ
“ขอบคุณในความปรารถนาดีของสนมเหมยเพคะ เพียงแต่ตอนออกมาเสด็จอาทรงตรัสแล้วว่าจะต้องกลับไปทานอาหารที่ตำหนักเซ่อเจิ้งหวางเพคะ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นองค์หญิงเก้าก็รีบกลับไปเถิด แต่ไรมาเซ่อเจิ้งหวางก็ทรงมีราชกิจมาก อย่าให้เขาต้องเสียเวลารอท่าน”
“เพคะ พระสนมเหมย แล้วค่อยพบกัน!”
เมื่อหมุนกายอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าของอวิ๋นอินอินก็ถูกเก็บกลับไปในเสี้ยวพริบตา และที่มาทดแทนคือความเคียดแค้น
เฉกเช่นเดียวกัน สนมเหมยที่มองแผ่นหลังของอวิ๋นอินอิน พริบตาก่อนหน้าบนใบหน้ายังมีรอยยิ้มอ่อนหวาน ให้หลังใบหน้ากลับเต็มไปด้วยจิตสังหาร
“องค์หญิงเพคะ พระองค์มีท่านอ๋องคอยหนุนหลัง ทรงไม่จำเป็นต้องสนทนาเป็นเพื่อนสนมเหมยเช่นนี้” หงรื่อมีสีหน้ารังเกียจ “ข้าไม่อาจทนเห็นใบหน้าเสแสร้งของสนมเหมยได้จริง ๆ เพคะ องค์หญิง พระองค์ยังทรงมีเรี่ยวแรงไปแสดงละครเป็นเพื่อนนางอีก แม้แต่บ่าวยังรู้สึกเหนื่อยใจแทนพระองค์”
“คนเขาเป็นฝ่ายมาผูกมิตรก่อน ข้าคงไม่อาจชักสีหน้ากระมัง อีกอย่าง ก็ถือว่าเล่นเป็นเรื่องสนุก เป็นอย่างไร ละครเมื่อครู่ข้าแสดงใช้ได้หรือไม่?”
“ใช้ได้ ใช้ได้เกินไปแล้วเพคะ พวกบ่าวยังคิดว่าพระองค์จะทรงยุติความบาดหมางสมานฉันท์กับสนมเหมยแล้วเพคะ”
ทั้งสามพูดคุยไปหัวเราะไป ถึงกับเห็นเรื่องเมื่อครู่เป็นเรื่องตลกไปแล้ว
“หลานเยว่ เจ้ากับหงรื่อกลับไปก่อนเถิด หากเสด็จอาถามถึงข้า ก็บอกว่าข้ากลับตำหนักเย็นไปเยี่ยมเสด็จแม่”
มองอวิ๋นอินอินที่หยุดฝีเท้ากะทันหัน หลานเยว่มีสีหน้างุนงง “องค์หญิง พระองค์จะทรงกลับตำหนักเย็น พวกบ่าวต้องไปกับพระองค์ด้วยสิเพคะ หากทรงกังวลว่าท่านอ๋องจะเป็นห่วง ให้หงรื่อกลับไปเพียงผู้เดียวก็ใช้ได้แล้วกระมัง”
“นั่นสิเพคะองค์หญิง แค่เพียงท่าทางรอยยิ้มซ่อนดาบเมื่อครู่ของสนมเหมย บ่าวก็มิกล้าให้พระองค์เสด็จไปผู้เดียวเพคะ” หงรื่อเห็นด้วยกับคำพูดของหลานเยว่
อวิ๋นอินอินเห็นพวกนางสองคนแสดงความเป็นห่วงตนจริง ๆ จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดความจริงกับพวกนาง
“ที่จริงแล้ว ข้าวางแผนจะไปหาอวิ๋นสีหมิ่นน่ะ”
“ไปหาองค์หญิงเจ็ดทำไมกันเพคะ?” หงรื่อยิ่งร้อนใจ “องค์หญิง พระองค์ทรงลืมไปแล้วหรือเพคะ เมื่อก่อนนางช่วยพวกองค์หญิงใหญ่กลั่นแกล้งพระองค์ไว้ไม่น้อย ครั้งก่อนหากมิใช่นางเป็นพยานเท็จ พระองค์ก็ไม่ต้องทรงรับความทุกข์ทรมานมากเช่นนั้น”
“ก็เพราะนางเป็นพยานเท็จข้าจึงได้ต้องไปหานาง ข้าจะไปถามนางว่า ผู้ใดให้นางกล่าวความเท็จให้ร้ายข้ากัน”
หลานเยว่ไม่เข้าใจ “องค์หญิง พระองค์ไปถามตามตรง องค์หญิงเจ็ดจะทรงตรัสความจริงกับพระองค์หรือเพคะ?”
“วางใจเถิด ข้ามีแผนการอันยอดเยี่ยมอยู่” อวิ๋นอินอินยักคิ้วอย่างมั่นใจในตนเอง จากนั้นผลักพวกนางสองคนออก “เอาเถิด พวกเจ้าก็กลับไปก่อน”
กล่าวจบ อวิ๋นอินอินก็หมุนกายจากไป
หลานเยว่มองหงรื่อ หงรื่อก็พยักหน้า จากนั้นรีบเร่งฝีเท้าตามไป
“องค์หญิง ให้หลานเยว่กลับไปคนเดียวก่อนเถิดเพคะ หงรื่อจะไปกับพระองค์ด้วย หากองค์หญิงเจ็ดกล้ารังแกพระองค์ ตัวข้าหงรื่อก็จะพุ่งเข้าไปเสี่ยงชีวิตกับนางเพคะ”
“เอาเถิด ๆ เช่นนั้นเจ้าก็ไปด้วยกันกับข้า”
อวิ๋นอินอินต้านทานไม่ไหว จึงได้แต่พาหงรื่อไปด้วย
อวิ๋นสีหมิ่นกับมารดาของนางเฉิงผินอาศัยอยู่ในอาณาเขตเรือนเดียวกัน ในวังหลังของแคว้นต้าอวิ๋น มีเพียงพระสนมขั้นเฟยและมเหสีเท่านั้นที่มีสิทธิ์มีตำหนักของตน ส่วนระดับผินทำได้เพียงอาศัยอยู่ในเรือนแต่ละหลังทางทิศเหนือของพระราชวังเท่านั้น
เรือนพวกนี้แม้จะหรูหรา แต่เมื่อเปรียบเทียบกับตำหนักแล้ว ก็จะดูเรียบง่ายและธรรมดาอยู่บ้าง
ภายใต้การนำของหงรื่อ อวิ๋นอินอินก็มาถึงเรือนหลังใหญ่ของเฉิงผินอย่างรวดเร็ว
อวิ๋นอินอินมองหงรื่อ ในใจคิดว่า เหตุนางถึงได้คุ้นกับเส้นทางทุกสายในวังหลวงแบบนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พูดไว้อย่างชัดเจนว่าพวกนางไม่สามารถเข้าออกตำหนักเซ่อเจิ้งหวางได้ตามใจ?
“กูกู[1]*ท่านนี้ ท่านสบายดีหรือเจ้าคะ รบกวนเข้าไปรายงานว่าองค์หญิงเก้าทรงต้องการพบองค์หญิงเจ็ด”
หงรื่อเดินไปเบื้องหน้าของนางกำนัลสูงวัยนางหนึ่ง ยิ้มบางกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการมา
นางกำนัลนางนั้นเห็นได้ชัดว่าตื่นตระหนก จึงวิ่งอย่างลนลานเข้าไป
“เฉิงผินเหนียงเหนียงเพคะ องค์หญิงเจ็ดเพคะ ไม่ดีแล้วเพคะ องค์หญิงเก้าผู้นั้นมาแก้แค้นแล้ว”
“อะไรนะ?”
[1] กูกู เป็นสรรพนามที่นางกำนัลที่อ่อนวัยกว่าหรือตำแหน่งด้อยกว่า ใช้เรียกนางกำนัลที่อาวุโสกว่าด้วยอายุหรือระดับขั้น