บทที่ 10
ทักษะดาบเขี้ยวพยัคฆ์า
เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การต่อสู้ของเขาอย่างมีประสิทธิภาพ เซียวหลงจึงวางแผนการง่ายๆสำหรับการต่อสู้ในอนาคตของเขา
ไม่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์กับศัตรูที่มีความแข็งแกร่งธรรมดา! สำหรับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย ให้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ "เพลิงพิโรธแห่งพู่กันเทพ" เพียงอย่างเดียว!
เมื่อจัดการกับศัตรูที่ทรงพลังแล้ว สามารถใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกันได้!
นอกจากนี้ภายใต้สถานการณ์ปกติ ตราบใดที่ไม่ถูกคุกคามถึงชีวิต ก็จะไม่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์อย่างพร่ำเพรื่อ และถือว่าพลังศักดิ์สิทธิ์คือ "ไพ่ตาย" เท่านั้น!
เซียวหลงเชื่อว่า ตราบใดที่เขาไม่พึ่งพาพลังศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มากเกินไป เขาก็สามารถสะสมประสบการณ์การต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับทักษะการต่อสู้ของเซียวหลง ครั้งหนึ่ง เซียวหลงก่อนที่จะกลายเป็ "ขยะ" เขาเคยเชี่ยวชาญทักษะการต่อสู้ทั้งสองอย่าง คือหมัดหมาป่าา และทักษะดาบเขี้ยวพยัคฆ์า!
ทั้งสองทักษะนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากบิดาของ เซียวหลง นั่นคือเซียวหลิง ซึ่งทั้งสองทักษะนั้นมีทรงพลังมาก ในตอนนี้เซียวหลงตัดสินใจที่จะรื้อฟื้นความทรงจำนี้ และฝึกฝนทักษะทั้งสองนี้อีกครั้งหนึ่ง
อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็ทักษะการต่อสู้ พลังวิเศษ ยาเม็ด หรือ เครื่องราง ต่างก็มีระดับพลังความแข็งแกร่งของพวกมัน
เริ่มจากระดับต่ำไปยังระดับสูง มีทั้งหมดเจ็ดระดับ: ระดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูง ปฐี ์ อรหันต์ เทพเ้า และทักษะการต่อสู้ และทักษะการใช้ดาบทั้งคู่ ต่างก็เป็ทักษะเขี้ยวพยัคฆ์
แม้ว่ามันจะไม่แข็งแกร่งเท่าทักษะการต่อสู้ระดับเทพเ้า แต่อย่างน้อย ก็สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการต่อสู้ได้ หนึ่งถึงสองระดับ! สำหรับเซียวหลงในตอนนี้ ถือว่าดีมาก เนื่องจากเขาจะสามารถอัพเกรดพลังต่อสู้ให้สูงขึ้นไปได้อีก!
นอกจากนี้ดาบเขี้ยวพยัคฆ์ในมือของเซียวหลง ยังเป็อาวุธวิเศษระดับกลาง ดาบเขี้ยวพยัคฆ์นี้ทำจากฟันหมาป่า ที่มีสีขาวราวหิมะ มีความยาวเพียงฟุตเดียว มันเหมือนกับดาบเล่มใหญ่มากกว่าที่จะเป็เพียงเขี้ยวธรรมดาๆ
น่าเสียดายที่พลังความแข็งแกร่งของร่างเซียวหลงนั้นต่ำเกินไป ที่จะดึงพลังความแข็งแกร่งทั้งหมดของดาบเล่มนี้ออกมา ดังนั้นในการต่อสู้ เขาจึงไม่สามารถปลดปล่อยพลังทั้งหมดของดาบออกมาได้
"ตอนนี้ให้ข้าจะฝึกฝนและฟื้นฟูทั้งสองทักษะนี้ให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมด้วยมือของข้าเอง" เซียวหลงตัดสินใจ และเริ่มฝึกฝนในทันที
สิ่งแรกที่เขาฝึกฝนคือ หมัดหมาป่าา หลังจากนั้น จึงฝึกฝนทักษะดาบเขี้ยวพยัคฆ์า ตามความทรงจำของเขาเท่าที่สามารถจดจำได้ บางทีอาจเป็เพราะร่างกายของเขานั้นคุ้นเคยกับทักษะทั้งสองนี้มานานแล้ว
ใน่บ่าย เซียวหลงจึงได้รับทักษะทั้งสองกลับคืนมา ในยามนี้ราตรีเพิ่งคืบคลานเข้ามา เซียวหลงกำลังฝึกฝนและทดสอบพลังของทั้งสองทักษะของเขากับต้นไม้เบื้องหน้า!
“ หมัดหมาป่าา” เซียวหลงออกแรงเต็มกำลัง และเหวี่ยงกำปั้นโจมตีไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง!
"ตูม ปัง! บนลำต้นของต้นไม้ ปรากฏรูขนาดเท่าถังไม้!
"โอ้ๆ!" เซียวหลงแอบดีใจที่พบว่าพลังของะเิของหมัดหมาป่าานั้นแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมาก ครู่ต่อมา เซียวหลงได้ทดสอบ ทักษะดาบเขี้ยวพยัคฆ์าซึ่งทรงพลังมากกว่า หมัดหมาป่าาเล็กน้อย
เขาสามารถตัดต้นไม้ั์ที่มีความหนาเท่ากับลำตัวของเขาได้ทันที!
“ ฮ่าฮ่าด้วยวิธีนี้ แม้ว่าข้าจะไม่ได้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์.. แต่ความแข็งแกร่งของข้า ก็ยังดีกว่า ผู้ฝึกตนขั้นเหลียนตี้ ที่ไม่มีทักษะการต่อสู้เสียอีก!” เซียวหลงหัวเราะด้วยรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจบนใบหน้าของเขา
ในที่สุดเขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก...หลังจากเมื่อสามารถวางก้อนหิน อันหนักอึ้งในใจลงได้.... เซียวหลงก็เริ่มงุนง่วงขึ้นมาในทันที
ั้แ่เข้ามาในป่าเฮยเฟิง เซียวหลงแทบไม่ได้พักผ่อนมาสองถึงสามวันแล้ว และร่างกายของเขาไม่สามารถทนรับได้ไหวอีกต่อไป
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะนอนหลับฝันดี ภายในคืนนี้ และพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลังจากค้นหาที่พักชั่วคราว นานครึ่งชั่วโมง ในที่สุดเซียวหลงก็พบถ้ำที่เหมาะสม
เซียวหลงจัดกับดักเล็ก ๆ หลายชิ้นที่ทางเข้าถ้ำ เพื่อส่งเสียงเตือนเขาว่ามีคนพยายามเข้ามาใกล้ หลังจากนั้น เซียวหลงจัดแจงกินอุ้งเท้าหมีย่างที่เก็บไว้ในตอนกลางวัน และดื่มน้ำจากลำธาร จากนั้นเซียวหลงก็ผล็อยหลับไป
ณ ห้องหนังสือ ตระกูลเซียว ปรากฏว่าเป็ผู้าุโเซียวฟ่าง ที่กำลังนั่งหลับตาเข้าสมาธิ
เบื้องหน้าเขามี ชายชราร่างบางที่มีคิ้วโก่ง และตาเรียวเล็กแหลมคม ยืนอยู่ตรงหน้าของเซียวฟ่างอย่างเงียบ ๆ
หากเซียวหลงยืนอยู่ที่นี่ เขาสามารถบอกได้ทันทีว่า คน ๆ นี้คือ าุโห้าของตระกูลเซียว..... เซียวไป๋
“ ส่งคนไปแล้วหรือ?” เซียวฟ่างอ้าปากถามอย่างเ็า
"เรียบร้อยขอรับ" เซียวไป๋พยักหน้า และเอ่ยด้วยความยินดี: "ผู้าุโ เราส่งผู้ที่มีความแข็งแกร่ง ขั้นกงหวู่ เป็ผู้นำ และอีก 10 คน ระดับแปดถึงสิบของอาณาจักรถงซวน กำลังจะเริ่มออกเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้!
ในเวลานี้จะไม่มีที่ว่างให้รอดชีวิต... สัตว์ร้ายตัวน้อยจะต้องตาย! "
เซียวฟ่างพยักหน้าและพูดว่า "แล้วเื่อื่นเป็อย่างไรบ้าง?" คราวนี้ ใบหน้าของเซียวไป๋รู้สึกอับอายเล็กน้อย และพูดด้วยเสียงเบาๆ "นี่เป็สิ่งที่ยากที่จะทำ! ผู้าุโรองผู้นี้ ระมัดระวังตัวดีมาก เขาไม่ได้ััอาหารที่ข้าจัดไว้หรือน้ำชาทั้งหมด
ยาพิษนั้นสูญเปล่า และไม่สามารถสังหารเขาได้
เซียวฟ่างขมวดคิ้ว แล้วถอนหายใจ "ตกลงชายผู้นั้น ตกลงรับเงื่อนไขของเราหรือไม่? ปล่อยาุโรองไปก่อน ในตอนนี้ เื่สำคัญที่สุดของเรา คือกำจัดสัตว์ร้ายตัวนั้น โดยเร็วที่สุด"
เซียวฟ่างหยุดพูดไปครู่หนึ่ง จากนั้นเอ่ยขึ้นว่า: "อย่างไรก็ตาม....อย่าพึ่งสังหารผู้าุโสาม และผู้าุโสี่ ก่อนที่เราจะสามารถสังหาราุโรองได้ หากผู้าุโทั้งสองนั้นรู้ว่า....เราวางแผนที่จะสังหารพวกเขา มันจะไม่เป็การดีกับเรา
ตระกูลเซียว หากถูกทำลายลงไปทั้งหมด แม้ข้าจะได้ตำแหน่งมา มันก็ไร้ประโยชน์ "
“ ไม่ต้องกังวล....ข้าจะจัดการตามที่ท่านบอก!” เซียวไป๋พยักหน้า จากนั้นก็ถอนตัวออกจากห้องหนังสืออย่างเงียบ ๆ
ณ จวนตระกูลหลี่ ภายในห้องนอนของหลี่จู
“ ปัง! เปรี๊ยะ กลางห้องนอนมีเสียงของสิ่งของแตกร้าวดังขึ้น
สารเลวผู้นั้น...ข้าจะต้องสังหารมันให้ได้ ดวงตาของหลี่จูกลายเป็สีแดง และเขากวาดข้าวของในห้องนอนของตนเอง ขว้างปาและระบายอารมณ์ความรู้สึก พร้อมคำรามอย่างบ้าคลั่ง
ณ มุมห้องนอน ชายวัยกลางคนยืนอยู่ที่นั่นในความเงียบงัน
"ปัง!" กาน้ำชาสีม่วง กระทบหน้าผากของชายวัยกลางคนอย่างแรง
กาน้ำชาที่กระทบใบหน้าของชายวัยกลางคน แตกร้าวจนน้ำชาราดศีรษะและใบหน้าจนเปียกชุ่ม
หลี่จูเปลี่ยนไปราวกับคนเสียสติ จู่ ๆ ก็คว้าคอเสื้อของชายวัยกลางคน และะโว่า "ผู้บัญชาการหก ข้าจะล้างแค้นได้อย่างไร?"
ชายวัยกลางคนกล่าวโดยไม่แสดงสีหน้า: "เนื่องจากเขาบอกว่า เขาจะรออยู่ในป่าเฮยเฟิง ข้าจะนำกำลังทั้งหมด และบดขยี้เขาเป็ชิ้น ๆ "
"ไม่...!" ดวงตาของหลี่จูกลายเป็สีแดงก่ำ และเขาพูดอย่างขมขื่น: "เ้าอย่าปล่อยมันมันสิ้นใจง่าย ๆ ข้า้าให้มันมีชีวิตที่อยู่ไม่สู้ตาย!"
ชายวัยกลางคนงุนงงและจึงถามขึ้นว่า "ข้าควรทำเช่นใด?" หลี่จูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กัดฟันและพูดว่า "เพราะสารเลวนั่น ตอนนี้ข้ากลายเป็ชายที่ไม่ใช่ชาย! ดังนั้นข้าต้องทำให้มันแย่ยิ่งกว่าข้า
เมื่อพูดถึงเื่นี้ หลี่จู้ก็คลายคอเสื้อของชายวัยกลางคนและพูดว่า "ข้า้าให้เ้าจับมันมาแบบเป็ๆ! ข้าจะไม่เพียงจะทำให้มันเป็เช่นเดียวกับข้า แต่ยังจะตัดแขนขาของมัน ตัดหูและจมูกของมัน ตัดลิ้นและควักลูกตามันทิ้งไปซะ! จากนั้นก็นำร่างของมันไปทิ้งในที่ปลดทุกข์ และปล่อยให้มันสิ้นใจตายอย่างช้า ๆ ด้วยความสิ้นหวัง