คนบ้านสาม รวมถึงหลินเว่ยเว่ย ต่างกำลังนั่งบรรจุสีผึ้งลงในตลับไม้ เด็ก ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนก็ทำตามได้อย่างง่ายดาย
หลินลี่แอบมองผู้เป็นป้าเป็นระยะ ตั้งแต่ตอนนั้นมานางก็ไม่เคยพูดเรื่องหีบสมบัตินั่นเลย ในนั้นยังมีหลายอย่างที่มีค่าอีกมากมาย
หญิงสาวนึกว่าสินเดิมของป้ารองไปอยู่กับบ้านสามีหมดแล้ว แต่กลับยังมีซุกซ่อนไว้อีก คงจะเหมือนเรื่องที่ดินเป็นแน่
ไม่ใช่ว่าหลินเว่ยเว่ยไม่อยากอธิบายหลานสาวที่กำลังสงสัยเรื่องนี้ แต่นางไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรตั้งหาก
ในนั้นนางจำได้แค่ปิ่น นอกนั้นนางไม่รู้ว่ามันเป็นของใคร เครื่องประดับอันอื่นนางก็ไม่เคยเห็นผ่านตามาก่อน
โดยเฉพาะป้ายชื่อหยก
ถ้ามันเป็นหยกที่ล้ำค่าควรเมืองจริง ๆ ทำไมมันมาอยู่กับหญิงสาวบ้านนอกธรรมดา ๆ ผู้หนึ่งด้วย
หลินเว่ยเว่ยเลยคิดให้ตัวเองสบายใจว่า หลินลี่จำผิด นางอาจจะจำลักษณะทั้งหมดของมันไม่ได้ เห็นว่าคล้าย ๆ ก็เหมารวมไปหมด
แต่หลินเว่ยเว่ยคิดผิด หลินลี่เป็นลูกเศรษฐีที่มีงานอดิเรกซื้อหยกเป็นเพื่อนปู่ ไม่งั้นนางคงไม่ตรงไปร้านขายหยกตอนที่เห็นมันครั้งแรก
“ป้ารอง ถ้าข้าเป็นท่านข้าจะนอนใช้ตำลึงอย่างเดียว ไม่หาอะไรทำให้เหนื่อยกายหรอก” หลินลี่พูดติดตลกเมื่อเห็นผู้เป็นนอนเอนหลังบนตั่งไม้
หลินเว่ยเว่ยแค่นหัวเราะ “ถ้าเจ้าคิดก่อนพูดสักนิดจะรู้ว่า คนที่สรรหาทำคือเจ้าตั้งหาก เป็นข้าที่เอาแต่ถลุงก้อนตำลึงตั้งแต่ต้น”
หลินลี่ยิ้มแห้ง นางเหมือนเปิดแผลให้ป้ารองเข้ามาตีซ้ำ เป็นนางที่หางานให้ผู้เป็นป้าตั้งหาก
“แหะ ๆ ข้ากลัวป้ารองจะเบื่อเกินไปตั้งหาก” หลินลี่หัวเราะเก้อ
หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยถามสิ่งที่นางไม่มั่นใจออกมา “เจ้ามั่นใจใช่หรือไม่ว่ามันจะขายได้”
“โอ๊ย ข้ามั่นใจ ท่านตากัวแนะนำคนที่ไว้ใจให้ข้าไว้แล้ว เดี๋ยวข้าจะเอาไปฝากขาย เห็นท่านยายบอกว่าขนาดในเมืองหลวงยังหายาก อย่างไรก็ขายได้ เพียงแต่ได้ราคาเท่าใดก็อีกเรื่อง” หลินลี่เล่าสิ่งที่ตัวเองวางแผนให้ป้ารองฟัง
ตั้งแต่เห็นคนขายรังผึ้งในตลาด นางก็คิดทุกอย่างแล้วไปปรึกษากับท่านตาเจ้าของโรงเตี๊ยม รวมถึงตลับนางก็ไปสั่งไว้ แต่กลับข้ามบางอย่างที่สำคัญที่สุดอย่างวิธีทำสีผึ้ง
หลินเว่ยเว่ยไม่ได้มีปัญหากับแผนของหลานสาว หลินลี่เป็นเด็กที่มีความกระตือรือร้นสูง นางควานหาทุกอย่างที่จะทำให้ทุกคนสุขสบาย นั่นเป็นนิสัยที่ทำให้ใครก็ตกหลุมรักหลินลี่
หลินเว่ยเว่ยเกือบลืมบางอย่างไป ก่อนที่หลินลี่จะเจอกับกัวห้าวหยางพระเอกของเรื่องในตอนที่ให้ความช่วยเหลือกองทัพ ทั้งคู่บังเอิญเจอกันในตลาดก่อน
ทั้งหลินลี่ยังรู้จักกับอดีตแม่ทัพใหญ่ที่ปลดเกษียณมาใช้ชีวิตที่เมืองต้าหลางกับฮูหยินผู้เฒ่าสองคนอย่างเงียบ ๆ
นางจึงเป็นที่เอ็นดูของผู้ใหญ่ในตระกูลกัวเป็นอย่างมาก เพราะในตอนแรกแม่ทัพกัวก็ไม่ได้ชมชอบนางเท่าไรนัก แต่ได้สองเฒ่าที่ทำตัวเป็นเฒ่าจันทราผูกด้ายแดงให้ทั้งคู่ได้พบปะกันบ่อยครั้ง
บางทีท่านตากัวของนางก็อาจจะเป็นอดีตแม่ทัพใหญ่ที่น่าเกรงขามก็เป็นได้
เป็นเรื่องดีแล้วที่หลินลี่รู้จักคนที่มีอำนาจเช่นนั้นไว้ นางยังต้องประสบเคราะห์กรรมจากคนรอบตัวอยู่เรื่อย ๆ
อีกไม่นานหลินเว่ยเว่ยก็คงจะต้องไปจากหมู่บ้านต้าหนิว ไม่ว่าหลินลี่จะตัดสินใจตามนางไปหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ
นางเพียงมาอยู่อาศัยเฉย ๆ ในตอนแรกนางแค่อยากไถ่โทษกับเด็กบ้านสามที่ป้ารองคนเก่าทำไว้ แต่อยู่นานไปก็รู้สึกผูกพันจนนางไม่อยากจากไป
แต่ท้องที่กำลังโตขึ้นทุกวัน ๆ นางอาจเป็นช่องทางที่ทำให้บ้านใหญ่เอามาโจมตีพวกเด็ก ๆ ได้
ถ้าถึงเวลาอย่างไรนางก็ต้องไป
….
หลินลี่เห็นว่าทุกคนกำลังพักผ่อนกันอยู่นางจึงอาสาที่จะทำกับข้าวมื้อเย็น นางจึงเข้าไปในห้องใต้ดินเพื่อเอาเสบียงที่เก็บไว้
ห้องใต้ดินอยู่ใต้ห้องของป้ารอง เพราะป้ารองต้องการที่จะอยู่ห้องเดิม ทั้งนางยังอาสาจะดูแลห้องใต้ดินให้ ตอนที่พวกเขาไม่อยู่บ้าน
หลินลี่เดินเข้ามาในห้องของป้ารอง ในห้องมีเพียงเตียงเพียงอันเดียวเท่านั้น นางมองรอบ ๆ ก็ไม่พบหีบสมบัติแล้ว สงสัยป้ารองจะเก็บมันไว้ห้องใต้ดินเพราะปลอดภัยกว่า
หลินลี่ปีนลงมาอย่างระมัดระวัง พร้อมกับตะเกียงในมือ นางหยิบเนื้อแห้ง และไข่ไก่ใส่ตะกร้า สายตานางกวาดมองหาหีบสมบัติอย่างอยากรู้อยากเห็นแต่ก็ไม่พบ
มันหายไปไหน!
หลินลี่ค้นหาทุกซอกทุกมุมแล้วก็ไม่พบ หีบนั่นไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็หนักมากเช่นกัน หนักเกินไปที่จะให้คนที่ตั้งครรภ์อยู่ยกมัน และป้ารองก็รู้ดีว่านางไม่ควรยกของหนัก
หรือนางจะเอาไปฝังไว้แล้ว?
ไม่มีทาง เมื่อวานหลินฮวาขอมานอนเป็นเพื่อนป้ารอง หลินฮวาเป็นคนตื่นง่าย ไม่มีทางที่ป้ารองจะแอบเอาไปซ่อนในตอนกลางคืน โดยที่ไม่มีใครได้ยิน
หลินลี่ส่ายหัวสะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว ในเมื่อมันเป็นของป้ารอง ไม่ว่านางจะเอาไปซ่อนไว้ไหน ก็เป็นเรื่องของป้ารองแล้ว
ต่อให้มันราวกับหายไปในอากาศก็ตาม
…
ในยามเหม่า คนทั้งบ้านสามตื่นมาพร้อมกัน และกำลังเตรียมให้พี่ใหญ่ของบ้าน หลินลี่หอบขี้ผึ้งที่ถูกบรรจุลงตลับเรียบร้อยใส่ไว้ในตะกร้า พร้อมผักป่าคลุมไว้ด้านบน
ครั้งนี้นางยังเดินทางเกวียนวัวของลุงหู ไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วนหนีไม่พ้นคำนินทาว่าร้าย แต่หญิงสาวไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจ เพราะไม่ใช่แค่นางคนเดียวที่เจ็บปวด แต่ยังมีครอบครัวที่ต้องเลือดร้อนแน่ถ้าได้ยินคำว่าร้ายจากแม่นางพวกนี้
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ๆ และเดินขึ้นไปนั่งบนเกวียน ช่วงนี้ค่อนข้างสงบหูเพราะบ้านใหญ่กำลังวุ่นวายกับขบวนเจ้าสาวของหลินซูเจียว
นางไม่เข้าใจว่าป้ารองปล่อยวางเรื่องนี้ไปได้อย่างไร บ้านใหญ่ช่างหน้าไม่อาย ครอบครัวนี้ก็น่ารังเกียจมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว จนนางไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย
หลินลี่มัวแต่จมกับความคิดของตัวเอง จนลืมสังเกตว่าเหล่าสตรีพวกนั้นนางกำลังจะเริ่มแล้ว
‘บ้านที่มีสาวเทื้อ เด็กกำพร้า และเด็กขี้โรค ช่างรวมความอัปมงคลไปไว้ในที่เดียว’
‘ตั้งแต่นางกลับมา ข้าก็พึ่งเคยเห็นนางครั้งเดียว สภาพนางดูไม่จืด แต่ก็ยังเป็นนางจิ้งจอกที่เอาแต่ยั่วยวนบุรุษตามเคย ผู้ชายบ้านข้าก็เอาแต่มองนาง’
‘ใช่ มีที่ไหนสตรีดี ๆ ที่ไม่แต่งออกไปเสียที ต่อให้งดงามแค่ไหน ถ้าเป็นสาวเทื้อเหมือนหลินเว่ยเว่ยข้าก็ขอตายดีกว่า’
หลินลี่กัดฟันกรอดอยู่คนเดียว พวกนางจงใจให้ได้ยินชัด ๆ ส่วนใหญ่พวกนางมักจะเหน็บแนมป้ารองบ่อยที่สุด อาจเป็นเพราะนางยังเด็กไม่มีเรื่องให้พูดถึงเท่าป้ารอง
นางเงยมองสตรีทั้งสองที่นั่งจับกลุ่มกัน พวกนางหยุดพูดทันทีที่เห็นสายตาหญิงสาวที่พึ่งพ้นวัยปักปิ่น มองด้วยสายตาที่เย็บวาบ
หลินลี่ไม่ได้หันไปมองพวกนางอีก แต่นางหันไปคุยกับวัวที่ลากเกวียนแทน “เจ้าวัวเจ้านี่ช่างโชคดีจริง ๆ ที่อัปลักษณ์มาตั้งแต่เกิด จึงไม่ต้องไปตาย เพราะหน้าตางดงามเกินไปจนคนอิจฉา”
“นังเด็กบ้านหลิน เจ้าว่าข้า” พวกนางเมื่อฟังแล้วรู้สึกว่าโดนนังเด็กบ้านหลินด่าเสียแล้ว
“ข้าพูดตอนไหน?” หลินลี่ยังทำหน้าสงสัย
“เจ้าว่าพวกข้าอัปลักษณ์เหมือนวัว” สตรีทั้งสองยังเอ่ยอย่างโมโห
“อยู่ดี ๆ พวกป้าก็คิดว่าตัวเองเป็นวัว แล้วจะมากล่าวโทษข้าได้อย่างไร” หลินลี่ยังคงยั่วยุอีกฝ่าย
เพราะใกล้ถึงประตูเมืองแล้ว ก่อนที่พวกนางจะได้พูดอะไร หญิงสาวก็ชิงกระโดดลงจากเกวียนวัวอย่างรวดเร็ว และฉีกยิ้มกว้างให้พวกนาง ปล่อยให้สตรีทั้งสองหน้าดำคล้ำด้วยความโมโหไป
หญิงสาวก้าวย่างด้วยความเร็ว นางต้องการที่จะขายพวกมันจะแย่ เพราะทุกวันนี้นางใช้ตำลึงเงินของป้ารองทั้งนั้น ร่างเล็กมัวแต่ดีใจจนลืมมองทาง เงยหน้ามาอีกครั้ง นางก็ชนบุรุษผู้หนึ่งเข้าเต็ม ๆ
ตะกร้าที่ใส่สีผึ้งกระจัดกระจายไปทั่ว หลินลี่รีบเก็บพวกมันใส่ตะกร้า ชายหนุ่มที่ชนตะกร้าหล่น ก็กำลังช่วยนางเก็บเช่นกัน
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม กำลังจะเอ่ยขอบคุณอีกฝ่าย แต่เมื่อเห็นหน้านางก็แทบหุบยิ้มไม่ทัน สายตาของนางเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคืองแทน จำไม่ผิดแน่
“เจ้าหัวขโมย!!”