ไมเคิล คูลเลน สะดุ้งตื่น เมื่อมีเสียงสัญญาณเตือนให้รู้ว่า เครื่อง 747 ที่เขาเดินทางมานั้นกำลังจะร่อนลงสู่สนามบินเมืองดับลินแล้วมันมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่เสียงกรีดก้องของเครื่องยนต์กับเสียงที่ดังอยู่ในความฝันของเขา ประสมประสานจนกลายเป็นเสียงเดียวกัน หลังจากนั้นมันจึงได้แยกตัวออก จนกระทั่งเหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่กระหึ่มก้องอยู่ในหู เขาลูบคลำเอกสารที่วางอยู่บนตักเล่นเป็นครู่แล้วจึงจับมันให้รวมกันเข้าเป็นระเบียบกว่าเดิม ทอดสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างตัวเครื่อง จับตามองผืนแผ่นดินที่ดูจะเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะเบื้องล่างนั้นคือแผ่นดินไอร์แลนด์ ที่เขียวชอุ่มด้วยแมกไม้และเมื่อมองเลยไกลออกไป จะเห็นตัวเมืองดับลินอันประกอบด้วยอาคารบ้านเรือนหลากหลายลักษณะตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในความคิดที่เลื่อนลอยนั้น เขาบอกกับตัวเองอยู่ ว่าความฝันที่เกิดขึ้นกับเขานั้น ดูมันจะขยายวงกว้างออกไปทุกที รายละเอียดต่างๆ ดูจะกระจ่างชัดขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่มันไม่เหมือนกับความฝันอื่นก็อยู่ตรงที่ว่า แม้ในยามตื่น ความฝันนั้นก็ยังคงอยู่ไม่ได้ลืมเลือนไปไหนเลยเขาสามารถจะมองเห็นภาพของสิ่งที่มาปรากฏขึ้นในความฝันได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือเครื่องแต่งกาย จะมีก็แต่เสียงเท่านั้น ที่เมื่อยามตื่นอยู่จะไม่ได้ยิน แต่เขาก็รู้ว่าเมื่อเวลามาถึงมันจะต้องปรากฏขึ้นอีกจนได้เขาหยิบปากกาออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขียนลงไปบนหน้าแรกของปึกเอกสารว่า“แบนชี”เขารู้สึกภาคภูมิใจที่สุดที่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่า สิ่งที่มาปรากฏในความฝันของเขานั้น มันคืออะไร ..ความคิดนั้นทำให้เขายิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อนึกถึงว่าตอนที่เขาทำการค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติและตำนานเก่าแก่ของเผ่าชนที่อาศัยอยู่ในคาบสมุทรสนแกนดิเนเวียในสมัยโบราณนั้น เขาเฝ้าฝันเห็นแต่สุนัขป่าที่มีชื่อเรียกกันตามตำนานว่า “เฟนริส วูลฟ์” ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ทีเดียวเขายังจำได้จนกระทั่งทุกวันนี้ ว่าในขณะที่อยู่ในฝันร้ายดังกล่าวนั้น เขาได้สัมผัสลมหายใจที่ลวกร้อน ได้เห็นดวงตาที่แดงโชนที่คอยติดตามเขาไปในความฝันนั้นอย่างไร เขาฝันอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเมื่อเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องนั้นจบลงและขณะนี้เขาก็กำลังเดินทางสู่แผ่นดินไอร์แลนด์ เพื่อทำการค้นคว้าเกี่ยวกับตำนานและเทพนิยายของชนชาวไอริชเผ่าต่างๆเพราะฉะนั้น มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจนักหรือ ถ้าเขาจะฝันถึงปิศาจที่มีชื่อเรียกขานกันตามตำนานว่า “แบนชี” ซึ่งเป็นโหงพรายและกล่าวกันว่า เสียงร้องโหยหวนของนางนั้นคือเสียงแห่ง..ความตาย..!ไมเคิล คูลเลน ได้ตั้งจุดประสงค์ไว้ ว่าระยะเวลา 2 ปีนับแต่นี้ เขาจะเดินทางไปให้ทั่วแผ่นดินที่เรียกรวมๆ กันว่า “เซลติก แลนด์ส์” ซึ่งก็มีทั้งไอร์แลนด์, สกอตแลนด์, เวลส์, ไอซึล ออฟ แมน, บริตานี่, คอร์นเวลล์ และกับบางส่วนของประเทศอังกฤษ เพื่อสำรวจค้นคว้าและศึกษาเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านของชาวเซลส์ทั้งหลาย ซึ่งเขาต้องการจะรวบรวมไว้เป็นหลักฐานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้บุรุษร่างสูงโปร่งเอาเอกสารทั้งหมดใส่ลงในกระเป๋าใบเดียวที่ติดตัวมา ขณะเดียวกันก็อดคิดสงสัยขึ้นมาแวบหนึ่งไม่ได้ ว่าภรรยาจะมารอรับเขาอยู่หรือไม่ แต่ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าถึงอย่างไรเธอก็ต้องมา..ทั้งนี้เพราะคาร์ล่าได้เดินทางพร้อมกับลูกล่วงหน้ามาที่นี่ตั้ง 2 อาทิตย์แล้ว โดยมาพำนักอยู่ในบ้านที่เช่าไว้นอกตัวเมืองดับลิน สำหรับช่วงเวลาที่เขาจะทำงานค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งตลอดเวลา 2 สัปดาห์ดังกล่าว เขามีโอกาสได้พูดกับเธอทางโทรศัพท์เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เนื่องจากเขาต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา จากนิวยอร์กไปลอนดอน จากนั้นก็ต่อไปปารีสก่อนจะย้อนกลับมาลอนดอนอีกครั้ง และตอนนี้เขาก็เดินทางมาถึงดับลินแล้ว เขารู้ว่ามันมีงานหนักที่จะต้องอุทิศทั้งกำลังกายกำลังใจรออยู่ แต่ว่าก่อนหน้าที่จะลงมือทำงานหนักก็ขอพักผ่อนกับครอบครัวให้เต็มที่เสียก่อนเขารู้ว่ามันจะต้องเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างยิ่ง ถ้าเขาจะอุทิศเวลาให้คาร์ล่ากับลูกบ้าง เพราะอย่างน้อยมันก็จะช่วยให้เขากับลูกได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันยิ่งขึ้น และยังจะทำให้เขามีเวลามากพอที่จะสำรวจและทำนุบำรุงสถานะภาพความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาระหว่างตนเองกับคาร์ล่าบ้าง เพราะเมื่อมาถึงวันนี้สัมพันธภาพดังกล่าวดูจะผุกร่อนลงจนแทบจะไม่เหลือชิ้นดีให้เห็นแล้ว เขาคิดว่าเวลา 15 ปีที่ผ่านไปนั่นเอง ที่ทำให้ชีวิตสมรสระหว่างเขากับเธอจืดจางลงเขาสูดลมหายใจลึกเมื่อเครื่องร่อนลงสู่พื้นสนามบิน ในช่วงเวลาดังกล่าว เขามีความรู้สึกอยู่ว่าเสียงเครื่องยนต์ที่กรีดก้องอยู่นั้นเหมือนจะเตือนใจให้เขาหวนคิดไปถึงความฝัน ที่จำหลักอยู่ในความทรงจำอย่างไม่ยอมเสื่อมคลาย
ไมเคิล คูลเลน เดินผ่านประตูอัตโนมัติที่เข้าสู่บริเวณห้องโถงกลางของอาคารสนามบินและได้พบว่า ภรรยากับลูก ได้มานั่งรออยู่ก่อนแล้วที่ม้านั่งแถวหน้าสุด ซึ่งเผชิญอยู่กับประตูนั่นเอง ประตูเพิ่งจะเคลื่อนปิด ตอนที่ลูกทั้ง2 เข้ามาเกาะก่ายอยู่กับแขนแต่ละข้าง“แดดดี้..!”“แด้ด..!”“โอย..นี่แขนพ่อจะหักอยู่แล้วนะ..” เขาแกล้งร้องอุทานออกมาเมื่อลูกสาวกระโดดขึ้นกอดคอไว้แน่น “ไหน..มาให้พ่อดูหน้าหน่อยสิว่าสองอาทิตย์ที่เราไม่ได้เจอกันนี่ ลูกโตขึ้นแค่ไหนแล้ว..” เขายิ้มกว้างให้ลูก “เอ..แต่รู้สึกว่าจะโตกันไม่เท่าไหร่เลยนี่..!”ไมเคิล คูลเลน จูเนียร์ หรือที่ทุกคนในครอบครัวเรียกย่อๆ ว่า “เอ็มเจ” นั้นอายุ 13 แล้ว ทั้งรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงบิดาอย่างที่สุด และมีทีท่าว่าจะเติบโตเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ต่อไปในวันข้างหน้าด้วย เด็กหนุ่มมีเรือนผมสีจางกับดวงตาคู่สีเทาแบบเดียวกับบิดา แต่มีริมฝีปากที่ค่อนข้างเครียดขรึมแบบเดียวกับมารดาสำหรับคริสตินหรือคริสซี่สาวน้อยนั้น อายุอ่อนกว่าพี่ชายเพียง 1 ปี แต่ทุกสัดส่วนบนใบหน้าถอดแบบมาจากมารดาอย่างไม่ผิดเพี้ยน ทั้งเรือนผมสีเข้ม ดวงตาดำขลับและใบหน้าที่ค่อนข้างบึ้งตึงเฉยเมย อย่างไรก็ตาม สาวน้อยยังเนื้อตัวค่อนข้างท้วมเช่นเด็กที่อวบอ้วนมาตั้งแต่เล็ก ไมเคิลอดคิดในใจไม่ได้ว่า ลูกสาวของเขาคงต้องรอเวลาอีกนานกว่าที่จะมีเรือนร่างระหงงดงามเช่นหญิงสาวทั้งหลายหลังจากทักทายกับลูกทั้งสองแล้ว ไมเคิลก็ดินอ้อมราวเหล็กเข้ามาจูบทักทายภรรยา ซึ่งเธอก็ต้อนรับการทักทายของเขาด้วยท่าทางห่างเหินเมินหมางอย่างไรบอกไม่ถูกซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า จริงๆ แล้วคาร์ล่าไม่ได้อยากเดินทางมาไอร์แลนด์เลย ทั้งนี้เพราะเธอมีความเห็นว่า การทำงานค้นคว้าเรื่องนี้ของเขา สามารถนั่งทำอยู่ที่โต๊ะทำงานที่บ้าน หรือไม่ก็อาศัยห้องสมุดของรัฐได้ ไม่จำเป็นต้องลำบากเดินทางมาถึงที่นี่ สิ่งที่สร้างความแค้นใจให้กับคาร์ล่าอย่างที่สุด ก็ตรงที่เธอมีความรู้สึกเหมือนตัวเองถูกขุดรากถอนโคนออกจากสังคมที่ตัวเองเคยคุ้น และต้องติดตามเขามาอยู่ที่นี่โดยไม่จำเป็น ทั้งนี้เพราะเธอมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลา ว่าที่นี่เป็นแผ่นดินที่พระเจ้าทรงลืมไปแล้วด้วยซ้ำที่มันเลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไมเคิลได้เช่าบ้านไว้หลังหนึ่ง ซึ่งอยู่นอกตัวเมือง จะไปไหนมาไหนก็ลำบาก ซ้ำยังอยู่ห่างจากชุมชนอีกด้วย ทำให้คาร์ล่าว้าเหว่อย่างมาก“เป็นยังไงกันมั่งล่ะ? ” เขาเอ่ยถามขึ้นขณะที่เธอเดินนำออกจากสนามบินที่ผู้คนว่างลงมากแล้ว“สบายดี” เธอตอบสั้นๆ “เรื่องการประชุมของคุณเป็นยังไงมั่งล่ะ? ”คำถามอย่างแสดงออกถึงความเอาใจใส่กับงานที่เขากำลังทำอยู่ ทำให้ไมเคิลถึงกับยิ้มออกด้วยความยินดีอย่างยิ่ง“ก็ทำสำเร็จไปหลายอย่างทีเดียวละ ผมคิดว่าอีกไม่นาน ทีวีฝรั่งเศสจะต้องทำหนังสารคดีที่ผมเขียนแน่ๆ เพราะตอนนี้ผมก็ขายงานให้เขาไปหลายชิ้นอยู่เหมือนกัน และเท่าที่ผมรู้ทางข่ายงานของสถานีวิทยุบีบีซี ก็อาจสนใจที่จะร่วมทุนในการสร้างงานร่วมกับข่ายงานโทรทัศน์ของไอริชด้วยนะ”“ของอาร์ทีอี.สินะ” คาร์ล่าเอ่ยขึ้นลอยๆ“คุณว่าอะไรนะ? ”“ก็อาร์ทีอี.เรดิโอ เทเลวิชั่น อีริน หรืออะไรทำนองนั้นนั่นแหละ” เธอพูดเป็นเชิงอธิบาย แต่ความหงุดหงิดไม่พอใจแฝงอยู่ในน้ำเสียงอย่างเห็นได้ชัด“ผมคิดถึงคุณมากเลยนะ” ไมเคิลกล่าวออกไปตอนที่เธอกำลังเผลอตัวซึ่งคาร์ล่าก็เพียงแต่พยักหน้ารับ แต่ไม่ได้ตอบอะไรออกมา..“ผมคิดว่าหนังสือเล่มใหม่ที่ผมเขียน น่าจะทำให้เราได้เงินก้อนใหญ่ทีเดียว”ซึ่งเธอก็เพียงแค่พยักหน้ารับอีกเหมือนเดิม คาร์ล่าแทบไม่เคยให้ความสนใจกับงานเขียนหนังสือของสามีเลยด้วยซ้ำ ไม่สนใจแม้กระทั่งเงินทองที่จะได้มาจากงานอดิเรกดังกล่าว ทั้งนี้เพราะเธอมีความเห็น ว่างานเขียนหนังสือที่เขารักอย่างที่สุดนั้น เป็นสิ่งที่ชักนำให้เขาต้องอยู่ห่างบ้านตลอดเวลา จับเขาล็อกไว้แต่ในห้องทำงาน ซึ่งเท่ากับปัดภาระความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูลูกทั้ง 2 คนมาใส่ไว้ที่เธอคนเดียว คาร์ล่าเสียดายทั้งเวลาและอิสรภาพที่เธอจำเป็นต้องเสียสละโดยไม่เต็มใจอย่างที่สุดขณะก้าวออกจากอาคารสนามบิน ไมเคิลหยุดเดินลงและสูดอากาศชื้นๆ เข้าไปเต็มปอด ฝนเพิ่งจะหยุดตกได้ไม่นาน อากาศจึงเต็มไปด้วยกลิ่นไอของความสดชื่น ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นที่น่ารังเกียจประสมอยู่ในอากาศเช่นในนิวยอร์กหลังฝนตกเลยแม้แต่น้อยจะอย่างไรก็ตาม เขาพบว่าตัวเองกำลังยิ้มอย่างเบิกบานสำราญใจที่สุด พยายามบังคับใจตัวเองไว้ที่จะไม่กล่าวแสดงความยินดีกับตัวเองออกมาที่ได้ “กลับมาถึงบ้าน” อีกครั้งอันที่จริงคำว่า “กลับมาถึงบ้าน” นี้ เป็นคำพูดแบบติดตลกของนักทัศนาจรชาวอเมริกันทั้งหลาย ที่เมื่อเดินทางมาถึงไอร์แลนด์แล้วมักจะต้องพูดว่า..พวกเขามีความรู้สึกเหมือนได้กลับมาถึงบ้านอีกครั้ง..แต่ไมเคิลรู้ดีว่า สำหรับตัวเองแล้วมันหมายถึงอะไร..ทันใด เขาก็เหลือบไปเห็นสายตาของคาร์ล่าที่เคืองค้อนอยู่ด้วยความไม่พอใจ ทำให้รอยยิ้มลบเลือนหายไปจากใบหน้าทันที แต่แม้เธอจะอารมณ์ไม่ดีมันก็ไม่อาจทำให้เขาคลายความเบิกบานใจลงได้เลยพาหนะที่คาร์ล่านำมารับเขาที่สนามบิน เป็นวอลโว่สีเทาเหล็กที่เธอเช่าไว้ใช้ส่วนตัว อาจจะเป็นเพราะความใจร้อนของเธอเองก็ได้ ที่ทำให้คาร์ล่ากลายเป็นคนขับรถเร็วโดยไม่รู้ตัวและหลายครั้งที่ไมเคิลแทบจะร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ว่าเธอจะขับไปชนกับใครเข้า .. !