
ตอนที่72หลงไป๋
"คิกๆ ..ไม่เป็นไร? องค์ชายสิบสี่พี่หญิงยังมีเนื้อซาลาแมนเดอร์ยักษ์ชั้นเยี่ยมอยู่อีกสองตัว ถ้าท่านกินมันเข้าไปคงจะเพิ่มกายอสูรได้อย่างมากโข จากการแปรรูปด้วยเกล็ดกระทะอาวุธเทพที่ยอดเยี่ยมใบนี้ ขององค์ชายสิบสี่.."
หญิงสาวยิ้มหัวเราะอย่างติดตลกเพื่อปลอบใจชายหนุ่ม
ในใจลึกๆ ของนางก็รู้สึกเสียดายเนื้อซาลาแมนเดอร์ยักษ์ขั้นเทพทั้งสามของเขาตัวนั้นเช่นกัน ถ้าชายหนุ่มได้กินมันด้วยวิธีปรุงสุกแบบนี้ องค์ชายสิบสี่ดีไม่ดีอาจเลื่อนระดับเป็นคนอสูรขั้นหกได้อย่างสบายเลยทีเดียว
มันค่อนข้างยุ่งยากหน่อยที่จะเลื่อนระดับคนอสูรจากขั้นห้าขึ้นไปขั้นที่หก ฟังดูแล้วต่างกันขั้นเดียวห่างชั้นนิดหน่อย แต่ที่จริงแล้วมันห่างไกลกันมากโข ต้องกินเนื้อเป็นพันเท่าของระดับขั้นที่สี่จึงสามารถจะเลื่อนระดับขึ้นสู่ขั้นที่หกได้
ยกเว้นจะหาเนื้อเทพดีๆ มาสักตัวนั่นก็ต้องด้นดั้น ไปถึงอาณาจักรอสูรพฤกษาที่มีเนื้อขั้นเทพเยอะแยะไปหมด แต่ว่าในอาณาจักรอสูรวารีน้ำจืดใครจะมีสิทธิ์ไปได้ มีน้อยยิ่งกว่าน้อยถ้าไม่เป็นองค์รัชทายาทสายตรงขององค์จักรพรรดิอสูรวารีก็อย่าหวังเลย
"เอาอย่างนี้องค์ชายสิบสี่ พี่หญิงคิดว่าท่านน่าจะลองพัฒนากายอสูรจากเนื้อซาลาแมนเดอร์ชั้นเยี่ยมของพี่หญิงทั้งสองตัวนี้ดูซิว่ามันจะสามารถเพิ่มกายอสูรขององค์ชายสิบสี่ได้มากน้อยเพียงใด เป็นไปตามสันนิษฐานที่พี่หญิงคาดเดาไว้หรือไม่ ท่านปรุงสุกเนื้อซาลาแมนเดอร์เหล่านี้กินให้หมดลองดูซิว่าจะได้ผลจริงดังคาดหรือป่าว...."
หญิงสาวหันมาพูดกับชายหนุ่มด้วยอาการตื่นเต้นยินดีและอยากทดลองในสิ่งที่นางคิด
กริชเพชรพยักหน้าเขาใช้เวลาเกือบ สามชั่วโมงในการสวาปามเนื้อซาลาแมนเดอร์ชั้นเยี่ยมขององค์หญิงเจ้าเฟิงไปทั้งหมด ด้วยการทําเนื้อย่างเกาหลีแบบคว่ำกระทะลงแล้วปิ้งย่างกินอย่างเอร็ดอร่อย ชายหนุ่มยังเอาพริกกับกระเทียมมาตำทำเป็นน้ำจิ้มใช้น้ำมหาสมุทร ที่องค์หญิงเจ้าเฟิงเก็บไว้ทำเครื่องสำอาง มาหลอมละลายกลายเป็นเกลือ เพิ่มรสชาติให้กับกริชเพชรขึ้นมาอีกหลายขุม
สุดท้ายหลังจากที่ใช้พลังบอลดวงจิตแก่นแท้ของตัวเองประสานเผาผลาญเนื้อซาลาแมนเดอร์ที่ปรุงสุกหลากหลายวิธีทําผัดกะเพราทั้งต้มทั้งแกงทั้งย่าง จนกายคนอสูรระดับห้าตอนต้นขั้นสมบูรณ์ของกริชเพชรเลื่อนระดับสู่ขั้นที่ห้าตอนปลายเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวไปสู่ขั้นที่หกอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเพราะว่าเนื้อซาลาแมนเดอร์ชั้นเยี่ยม ขององค์หญิงเจ้าเฟิงหมดเสียก่อน
ทั้งสองนั่งมองตากันจากขั้นที่ห้าขึ้นสู่ขั้นที่หกมันช่างห่างไกลกันเหลือเกิน กินเนื้อเข้าไปเท่าไหร่สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่เหมือนมันทับถมไม่เต็มสักที
"สงสัยพวกเราต้องหยุดไว้เพียงแค่นี้ก่อนกายคนอสูรขั้นที่ห้า ก็สามารถเรียนวิชาประสานชีวิตได้แล้วพวกเรา ไปซื้อคาถาที่ตลาดมืดกันเถอะ...."
เสียงของกริชเพชรพูดขึ้นขณะเก็บเกล็ดอาวุธเข้าไปไว้ในถุงนิมิตยอดเยี่ยม หญิงสาวพยักหน้านางเข้ามาอยู่ในห้องนี้ก็พัฒนากายอสูรได้ถึงสามขั้นซึ่งมันยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกินถ้าอยู่ในสภาวะปกติอาจจะใช้เวลาถึงสิบปีเต็มถึงจะหาวิธีในการพัฒนากายอสูร นั่นก็หมายความว่าต้องมีทรัพยากรเหลือเฟือ เพราะอาวุธวิเศษของกริชเพชรทำให้นางได้อานิสงส์พัฒนากายอสูรขึ้นมาอย่างน่ายินดี
"องค์หญิงเจ้าเฟิงห้องแปดเหลี่ยมนั้นสามารถพัฒนาดูดซับสายฟ้าเพิ่มพลังบอลดวงจิตแก่นแท้ ให้สู่ระดับขั้นที่เสมอกับกายอสูรได้แต่มันต้องใช้เวลานานมาก ข้าไม่มีเวลาขนาดนั้น
ตอนนี้ก็คงต้องใช้พลังบอลดวงจิตแก่นแท้ระดับกายอสูรขั้นหกไปก่อน เดี๋ยวเสร็จเรื่องราวจากการประสานวิญญาณให้หนิงหนิง
ข้าจะมาบำเพ็ญตนเพื่อพัฒนาพลังบอลดวงจิตแก่นแท้ให้ถึงระดับคนอสูรขั้นห้าเพื่อเป็นประโยชน์ในการช่วยรบ..."
ชายหนุ่มหันมาบอกหญิงสาวขณะพานางเดินออกจากห้องแปดเหลี่ยม มุ่งสู่ประตูนครอสูรวารีน้ำจืดเพราะองค์หญิงเจ้าเฟิง เสนอความคิดว่า ไม่อยากให้กลับไปดินแดนสมรภูมิเก็บเกี่ยวเพราะกลัวถูกลอบโจมตี หรือสร้างค่ายกลทำร้ายนางไม่ไว้วางใจคนชุดดำทั้งสองคนนั้น
พรึบๆ ๆ!!
"องค์ชายสิบสี่กลายร่างกลับคืนมาเลยนะแปลงกายเป็นหนอนชิเมโจได๋น่าเกลียดโคตรๆ เมื่อไหร่จะถึงสักที..มาขึ้นคอพี่หญิงเดี๋ยวนี้ พี่หญิงจะพาบินไปเอง ขืนท่านเดินทางแบบนั้น ชาติไหนจะถึงนครสักที..เดินด้วยเท้าใช้เวลาครึ่งเดือน แต่ถ้าบินไปแบบนี้ก็ไม่ต่ำกว่าสิบวัน
กลายร่างกลับคืนมาเลย..พี่หญิงเห็นแล้วโคตรหงุดหงิด...."
องค์หญิงเจ้าเฟิงร้องตะโกนบอกกริชเพชรอย่างหงุดหงิดและแง่งอน ในความงี่เง่าของเขาที่ชายหนุ่ม กลายร่างเป็นหนอนชีเมโจได๋เตรียมออกเดินทาง
'อัมมม!! ..จะเอาอย่างนั้นหรอ.. เป็นหนอนชิเมโจได๋ก็ผิดด้วย..เอิ๊กๆ! '
ชายหนุ่มยิ้มเขินๆ แล้วก็กลายร่างกลับคืนมา นึกสงสัยก็แค่เดินทางด้วยหนอนทำไม? นางถึงหงุดหงิดไส่เขาขนาดนี้
วาบๆ!!
องค์หญิงเจ้าเฟิงได้กลายร่างเป็นนางพญานาคีแล้วให้กริชเพชรขึ้นคอ ทะยานข้ามฟากฟ้าไปยังนครใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวัน ก็ปรากฎตัวอยู่หน้าพระนคร หลังจากรายงานตัวผ่านประตูเมือง ก็มุ่งไปสู่อาณาจักรตลาดมืดของตระกูลหลงด้วยอิทธิพลขององค์หญิงเจ้าเฟิง จึงขอเข้าพบเจ้าสำนักตระกูลหลงได้โดยไม่ยากนัก
"คารวะองค์หญิงเจ้าเฟิงและองค์ชายสิบสี่..ท่านมีเรื่องอะไรให้ข้ารับใช้รึ..."
เสียงของหัวหน้าตะกูลหลงกล่าวขึ้น ชายร่างอ้วนหน้าใสมีรอยยิ้มเปื้อนบนใบหน้าตลอดเวลา ด้านหลังยืนด้วยหญิงสาวที่สูงงามระหง แต่หน้าตาเย็นชาดุจพอกด้วยน้ำแข็งแม้แต่ประกายตาก็ไม่เหลือบดูกริชเพชร เป็นภาพที่ขัดกันอย่างสิ้นเชิง
"หลงไป๋คาราวะองค์ชายสิบสี่และองค์หญิงเจ้าเฟิงสิ..."เสียงของผู้เป็นพ่อกล่าวขึ้นเบาๆ เหมือนเตือนนาง ความเย่อหยิ่งของหญิงสาวมีมากมาย นางเหลือบตามองทั้งสองแวบหนึ่งแล้วยกมือคารวะ มิได้พูดว่ากล่าวสิ่งใด
"องค์หญิงเจ้าเฟิงองค์ชายสิบสี่ อย่าถือสาหลงไป๋เลยนะ นางก็เป็นคนแบบนี้แหละองค์หญิงคงจะทราบดี..."
หัวหน้าตระกูลหลงพูดพร้อมกับผายมือเชื้อเชิญให้องค์หญิงและกริชเพชรนั่งโต๊ะรับรอง
"ท่านลุงหลงข้ามีเรื่องที่จะขอความช่วยเหลือจากท่าน..."
องค์หญิงเจ้าเฟิงกล่าวขึ้นมา
"มีอะไรก็บอกกล่าวมาเลยผู้เฒ่าผู้นี้ยินดีรับใช้ราชสำนักอยู่แล้ว องค์หญิงเสด็จมาถึงที่นี่ข้ามีหรือจะปฏิเสธได้..."
เสียงของชายร่างอ้วนกลมกล่าวอย่างยิ้มแย้มหยิบก้านสูบยา ขนาดยาวเกือบฟุตของเขาออกมาเคาะขี้ยาลงบนฐานสำหรับทิ้ง พร้อมกับจุดไฟสูบยาต่ออย่างสบายอารมณ์
"คือมันไม่ใช่เรื่องของข้าหรอกแต่เป็นเรื่องขององค์ชายสิบสี่ เขามีความจำเป็นอยากได้คาถาประสานชีวิต หลอมละลายภูตของท่านลุงหลง..."หญิงสาวกล่าวเบาๆ ขณะชำเลืองมองชายสูงวัยที่กำลังสูบยาเขาชะงักค้างอยู่กับที่ ค่อยๆ ปรายตามามององค์ชายสิบสี่ กริชเพชรที่กำลังจ้องมองรอคำตอบจากเขาอยู่ อดสะดุ้งในปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของประมุขตระกูลหลงไม่ได้
"คาถาชิ้นนี้มันล้ำค่ายิ่งนัก..เป็นคาถาระดับเทพซึ่งไม่เหมือนคาถาอย่างอื่น คาถาบทนี้มีทั้งหมดเก้าชิ้นถูกสร้างขึ้นด้วยมหาบุรุษจอมทัพแห่งอาณาจักรโบราณ ท่านเป็นคนที่ใช้จอมภูตเป็นอาวุธในการสู้รบและตกทอดมาสู่คนของตระกูลท่านนับหลายพันปี คาถาเก้าชิ้นกระจายไปเก้าทวีป
ข้าบังเอิญซื้อมาด้วยราคาสูงและที่สำคัญมันไม่สามารถคัดลอกได้ เพราะมันมีหยาดน้ำประสานชีวิตประกอบอยู่ในคาถาด้วย เมื่อใช้แล้วมันก็สูญสลายไป ราคาค่างวดมันค่อนข้างแพง แม้สมบัติของตระกูลข้าก็ต้องเสียออกไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ถึงจะสามารถซื้อมันมาได้พวกเราต้องการเก็บไว้ประสานภูตอสูรระดับเทพกับภูตประจำตัวที่สัตย์ซื่อไว้วางใจได้ของทายาทข้า เพื่อให้หลงไป๋ขึ้นสู่ยอดคนช่วงชิงฐานะที่ยิ่งใหญ่ในแดนอสูรวารี.."
ชายชราพูดเสียงเข้มขรึมผิดกับบุคลิกท่านอย่างสิ้นเชิง
แสดงว่าคาถาประสานชีวิตบทนี้ที่กริชเพชรต้องการ มันมีคุณค่าสำหรับตระกูลหลงมากมายเหลือเกิน มันเป็นทางลัดที่จะทำให้ตระกูลนี้ผงาดขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ ในดินแดนอสูรวารีในอนาคต
"แต่ตามกฎของตระกูลเราที่ใช้การค้าขายในการสร้างฐานะนั้น การปฏิเสธลูกค้าจึงไม่สามารถทำได้ ผู้อาวุโสของตระกูลเราจึงตั้งกฎ สามอย่างไว้ว่า ถ้าใครจะซื้อคาถาบทนี้ไปต้องมีความสามารถสามอย่าง จึงจะมีคุณสมบัติในการซื้อขายคาถาบทนี้...."
เสียงของเจ้าสำนักหลงกล่าวอย่างจริงจังและเคร่งเครียด แม้แต่กระบอกยาของเขาก็ยังถูกวางไว้ที่แท่นอย่างไม่ใยดี
เพราะคนที่มาซื้อเป็นถึงองค์ชายสิบสี่ของฮองเฮาฝ่ายขวาและมีความสามารถที่จะช่วงชิงรัชทายาทขององค์กษัตริย์อสูรวารีน้ำจืดได้
"เงื่อนไขสามอย่างมีอะไรบ้าง..ท่านเจ้าสำนัก..."
เสียงของกริชเพชรถามด้วยความนอบน้อมและใคร่อยากรู้ อย่างหนึ่งที่ชายหนุ่มรู้มาคือมันมีราคาแพงมากซึ่งกริชเพชรก็พอมีเหรียญดอร์จับจ่ายซื้อสิ่งนี้ได้ ดังนั้นเขาจึงอยากรู้เงื่อนไขข้อต่อไปที่เป็นเงื่อนไขของการซื้อคาถาประสานชีวิตภูตอสูร
"กฎข้อที่หนึ่งก็คือจะต้องมีเงินหนึ่งล้านเหรียญดอร์ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างมาก สองก็คือต้องมีวิทยายุทธสูงส่งสามารถเอาชนะค่ายกลจตุรเทพของตระกูลหลงซึ่งเป็นผู้อาวุโสกลุ่มคนของตระกูลให้ได้ ถึงจะมีสิทธิ์ซื้อคาถานี้ ข้อที่สามส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุดผู้ที่จะครอบครองคาถานี้ต้องไม่เป็นภัยกับตระกูลหลง ดังนั้นกฎข้อสุดท้าย คือคนผู้นั้นต้องรับลูกสาวข้าเป็นคนของเขาด้วยนี่สำคัญมากๆ ..."
เสียงของเจ้าสำนักตระกูลหลงกล่าวขึ้นอย่างเคร่งเครียดชำเลืองตามองลูกสาว ซึ่งตอนนี้ยืนหน้านิ่งสนิทปราศจากความรู้สึกใดๆ เหมือนพอกด้วยน้ำแข็งพันปีก็ไม่ปาน
"หมายความว่าเยี่ยงไรให้นางเป็นคนของผู้ที่ซื้อ ถ้าเช่นนั้นองค์ชายสิบสี่ก็ต้องรับนางเป็นภรรยากระนั้นหรือ..."
เสียงขององค์หญิงเจ้าเฟิงกล่าวขึ้นด้วยความแปลกใจ นางไม่รู้มาก่อนเลยว่าตระกูลหลงจะมีกฎบ้าบอแบบนี้
"ก็ไม่เชิงหรอกนะถ้าผู้ที่ซื้อเป็นชายก็รับเป็นภรรยาก็ได้ หรือเป็นหญิงรับใช้ก็ดี แล้วแต่เขาจะพอใจ แต่ถ้าผู้ที่ซื้อเป็นผู้หญิงก็รับเป็นบ่าวรับใช้ หรือพวกองครักษ์อะไรประมาณนี้.."
เจ้าสำนักหลงกล่าวขึ้นเรียบๆ
"แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนะคนที่จะครอบครองข้าได้ คนผู้นั้นต้องมีฝีมือเหนือชั้นให้ข้ายอมรับได้ก่อน แม้ข้าจะสู้เขาไม่ได้แต่ถ้าไม่ห่างชั้นกันมาก จิตใจข้าไม่ยินยอมข้าก็สามารถจะขอเวลาต่อสู้ฝึกฝนเอาชนะเขาให้ได้ นั่นก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของข้า...."
เสียงของหลงไป๋กล่าวขึ้นนิ่งๆ และราบเรียบ มันเป็นอะไรที่กริชเพชรฟังแล้วโคตรปวดหัวสุดๆ
'อะไรกันนักหนาเนี่ย..เอาชนะการต่อสู้ได้แล้ว ยังจะต้องให้เอาชนะใจให้ได้อีกเหรอ แล้วเมื่อไหร่จะได้ซื้อคาถาประสานชีวิตบทนี้ไปได้ล่ะ เกิดนางไม่ยินดีสักทีเสี้ยววิญญาณหนิงหนิงก็ไม่แตกสลายไปก่อนหรือ...'
กริชเพชรคิดแล้วหงุดหงิดขึ้นมาในใจ
'นี่มันตั้งใจจะไม่ขายของให้กันชัดๆ นี่หว่า..ถึงได้สร้างกฎบ้าบอ มาเป็นข้ออ้างอย่างนี้ เล่นเอาแบบคนซื้อไม่สามารถตัดสินใจซื้อได้เลย นอกจากคนตระกูลหลงจะตั้งใจขายให้ ไม่เช่นนั้นทุกอย่างก็เท่ากับสูญเปล่า เฮ่อ..เอาไงดีละกริชเพชร...'
ชายหนุ่มรู้สึกคิดหนักมันช่างยากยิ่งนักที่จะคิดหาวิธีเอาชนะใจหญิงสาวที่มีบุคลิกเย็นชาจะแอ๊วนางให้ติดยังไงดี
"ท่านเจ้าสำนักข้าไม่มีเวลาเหลือเฟือขนาดนั้นหรอกนะ เรามาตกลงกันดีกว่าว่าทำยังไงให้แม่นางหลงไป๋ที่จะยอมแพ้ แล้วข้าจะพยายามเอาชนะนางในจุดนั้นให้ได้"
กริชเพชรตัดสินใจกล่าวกับเจ้าสำนักหลงตรงๆ เพราะชายหนุ่มก็จนปัญญา ที่จะเอาชนะหัวใจหญิงสาวที่ยืนหน้าเย็นชาอยู่ตรงหน้าเขาได้
"ก็เอาอย่างนี้สิ..ขอให้ท่านเพียงแต่เอาชนะข้าได้โดยที่ข้าเอ่ยปากยอมแพ้ ข้าก็จะให้ท่านพ่อข้าขายคาถาบทนี้ให้กับท่าน และข้าหลงไป๋จะติดตามรับใช้องค์ชายสิบสี่ไปตลอดชีวิต เฮ้อๆ "
หญิงสาวหัวเราะแบบเย้ยหยันบอกชายหนุ่มเพราะนางเคยเห็นเขาต่อสู้กับองค์ชายเจ็ดองค์ชายแปดมาแล้ว หญิงสาวจึงประเมินว่ากริชเพชรไม่สามารถจะเอาชนะนางได้ ตอนนี้กายอสูรของนางสู่ขั้นเก้าแบบสมบูรณ์
แม้องค์ชายสิบสี่จะมีคาถาเรียกอาวุธขั้นเทพก็ไม่อาจจะเอาชนะนางได้แบบง่ายๆ อย่างแน่นอน และที่สำคัญหญิงสาวยังมีวิญญาณอาวุธระดับเทพที่เป็นสมบัติของตระกูลหลงเป็นไม้ตายอีกอย่างที่นางพึ่งสามารถเปิดม่านมิติเรียกมันออกมาช่วยรบได้
หลงไป๋จึงอยากจะใช้เวลานี้มาทดสอบวิญญาณอาวุธระดับเทพของนางกับชายหนุ่มด้วย จึงยื่นข้อเสนอนี้ออกไป ถ้าหญิงสาวคาดเดาผิดอาจพ่ายแพ้กับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า แต่ถ้าให้นางเอ่ยปากบอกยอมแพ้ แค่นางทำปากแข็งไม่ยอมบอกแพ้ซะอย่างใครจะทำไม?
และหญิงสาวเชื่อว่าองค์ชายสิบสี่ก็คงจะไม่ลงมือสังหารนาง แค่เพียงซื้อคาถาบทเดียวเพราะมันจะเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างตระกูลหลงและราชสำนักแน่นอน
"โอ้นางอันนี้..แม่โคตรเขี้ยวเลยจะไม่ให้องค์ชายสิบสี่ ชนะเลยนะถ้าพูดแบบนี้.."
เสียงองค์หญิงเจ้าเฟิงกระซิบบอกกริชเพชรเขาหันมามองหน้าหญิงสาวไม่ค่อยเข้าใจความนัยเท่าไหร่ แต่ด้วยจิตใจที่ห่วงใยหนิงหนิงมากเขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
"ตกลงตามนั้นเริ่มต่อสู้กันได้เลย ข้ามีเวลาน้อยข้าจะต้องกลับไปช่วยภูตอสูรของข้า.."
เมื่อกริชเพชรพูดแบบนั้น หลงไป๋ก็ทะยานออกจากสำนักหอคอยบนกำแพงตระกูลหลงของนางลงไปสู่หน้าประตูเพื่อเปิดฉากการต่อสู้กับชายหนุ่ม
"องค์ชายสิบสี่ถ้าท่านคิดว่าแน่ก็ตามข้ามาเลย ท่านอย่าร้องก็แล้วกันนะ..ถ้าข้าลงมือหนักเกินไป..ฮ่าๆ ๆ ..."
หญิงสาวร้องบอกชายหนุ่มขณะเหินหาวสู่ลานประลองหน้าประตูตลาดมืด
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างทยอยกันมายืนรอบบนกำแพงเมือง เพื่อดูการต่อสู้ของทายาทตระกูลหลงที่ยิ่งใหญ่ในนครอสูรวารีน้ำจืด มีข่าวลือกันมากมายว่านางพัฒนากายอสูรเด่นล้ำกว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่ของราชสำนักไปหลายค่อนตัว
คนที่จะประมือกับนางเป็นถึงองค์ชายสิบสี่ที่สร้างความประหลาดใจทั้งบุ๋นและบู๊ของราชสำนัก จนขณะนี้มีชื่อเสียงเกรียงไกร ข่าวคราวของคนผู้นี้เงียบหาย ขณะที่เข้าไปในสมรภูมิเก็บเกี่ยวเกือบสองเดือน ฉับพลันก็มาปรากฏท้าประลองสู้กับคนของตระกูลหลง
..........................................................................................................................................................