คุนเผิงติดตามจุ่นถีและเจียอิ่นเข้าไปในลานเต๋าของทั้งสอง ณ เขาสุเมรุโดยตรง
เมื่อทั้งสามนั่งลงเรียบร้อย เจียอิ่นก็จัดการวางม่านพลังคุ้มกันภายนอกอย่างระมัดระวังอีกชั้นหนึ่ง
เมื่อเห็นท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ของคนทั้งสอง คุนเผิงก็ลอบแค่นเสียงเย็นในใจ
ท่าทางราวกับโจรขโมยของเช่นนี้ หากบอกว่าในใจไม่ได้คิดแผนการชั่วร้ายอยู่ล่ะก็ ต่อให้เป็ผีก็คงไม่เชื่อ
ทว่าคุนเผิงหาได้ใส่ใจไม่ เขาปล่อยให้ทั้งสองจัดแจงข่ายอาคมจนเสร็จสิ้น
เมื่อจัดการธุระตรงหน้าเสร็จ ทั้งสองก็หันมามองคุนเผิงพลางแย้มยิ้มเอ่ยว่า “สหายเต๋า เมื่อครู่ท่านบอกว่าจะช่วยพวกเราจบสิ้นบ่วงกรรมที่มีต่อบรรพชนหงอวิ๋น มิทราบว่าท่านมีวิธีจัดการอย่างไร?”
เจียอิ่นแสร้งถามทั้งที่รู้แก่ใจ บ่วงกรรมใหญ่หลวงถึงเพียงนั้นจะจบสิ้นได้อย่างไร? วิธีการมันก็มีเพียงหนึ่งเดียว... นั่นคือการปลิดชีพหงอวิ๋นเสีย! ทว่ายามนี้เจียอิ่นกลับแสร้งถามซ้ำราวกับตนเองไร้เดียงสาไม่รู้ความ
คุนเผิงลอบกลอกตาในใจ
หากจะเอ่ยถึงความไร้ยางอาย ในพิภพหงฮวงแห่งนี้คงไม่มีใครเกินหน้าคู่หูทิศประจิมคู่นี้ไปได้จริง ๆ
หากเป็คำพูดในยุคหลังคงต้องบอกว่าคนพวกนี้ ‘อยากได้ผลประโยชน์แต่ยังอยากรักษาหน้าตา’ ทั้งที่วางแผนกันมาตลอดแท้ ๆ ยังจะมาทำเป็ไขสือ
ทว่าในเมื่อกุมจุดตายของทั้งคู่ไว้ได้แล้ว คุนเผิงก็มิได้รีบร้อน
เมื่อเห็นทั้งสองทำท่าทีบ่ายเบี่ยง คุนเผิงจึงแสร้งวางท่าบ้าง “พวกท่านมิได้เชิญข้าเข้ามาดื่มน้ำชารึ? ไฉนยามนี้แม้แต่น้ำชาสักจอกยังไม่เห็น”
ได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองคนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เจียอิ่นจะสะบัดมือเรียกกาน้ำชาออกมาวางบนโต๊ะ
ทว่านอกจากน้ำชาเพียงกาเดียวแล้ว กลับไม่ได้มีผลิญญาใด ๆ มาต้อนรับ ช่างแสดงให้เห็นถึงความตระหนี่ถี่เหนียวของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน
คุนเผิงเบ้ปากเล็กน้อยแต่ก็มิได้ติดใจเอาความ หากคนทั้งสองไม่ใช่คนนิสัยเช่นนี้ เขาคงไม่ได้ดั้นด้นมาหาเพื่อร่วมมือกัน
เมื่อเห็นสีหน้ากระวนกระวายของทั้งคู่ คุนเผิงก็เลิกปั่นประสาทแล้วเข้าเื่ทันที “ทุกท่าน พวกท่านย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าบ่วงกรรมที่ติดค้างหงอวิ๋นไว้นั้นมิใช่เื่ที่จะชดใช้ได้ง่าย ๆ ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้พวกท่านมีแผนการอย่างไร?”
จุ่นถีและเจียอิ่นสบตากันก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกัน
“สหายเต๋า บอกตามตรง พวกเราเองก็ยังนึกไม่ออกว่าจะชดใช้อย่างไร บ่วงกรรมแห่งการบรรลุปราชญ์นั้นใหญ่หลวงเกินไป พวกเรามิอาจแบกรับไหว เกรงว่าในวันหน้าคงต้องยอมสยบทำตามคำสั่งของหงอวิ๋นไปตลอดกาล”
เมื่อเห็นทั้งคู่ยอมรับออกมา คุนเผิงก็ะเิเสียงหัวเราะ
“ฮ่า ๆ ๆ ทุกท่าน ข้าขอถามคำเดียว พวกท่านอยากจะอยู่ใต้บัญชาผู้อื่นไปชั่วชีวิตจริง ๆ รึ?”
“ย่อมมิใช่ความปรารถนาของพวกเรา”
เมื่อได้รับคำตอบที่พึงพอใจ คุนเผิงก็เลิกอ้อมค้อม
“ทุกท่าน หงอวิ๋นปราณม่วงหงเิอยู่ แต่ด้วยนิสัยโลเลอ่อนแอเช่นนั้น เขาไม่คู่ควรจะบรรลุเป็ปราชญ์แม้แต่น้อย ข้าคุนเผิง้าปราณม่วงสายนั้น ขอเพียงพวกท่านร่วมมือกับข้า เมื่อข้ากำจัดหงอวิ๋นทิ้งเสีย บ่วงกรรมของพวกท่านย่อมสลายหายไปเองโดยปริยาย”
สีหน้าของจุ่นถีและเจียอิ่นเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยิน
แม้พวกเขาจะเดาคำตอบนี้ไว้อยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินชัด ๆ จากปากคุนเผิง มันก็ยังเป็เื่ที่ต้องคิดหนัก
ทั้งสองลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เจียอิ่นจะถามขึ้นว่า “สหายเต๋าคุนเผิง เื่ที่ท่านจะจัดการหงอวิ๋นได้หรือไม่นั้นข้าขอยกไว้ก่อน แต่เท่าที่ข้ารู้ ยามนี้ในใต้หล้ายังมีปราณม่วงหงเิอีกสายหนึ่งที่ยังไร้เ้าของ เหตุใดท่านจึงไม่ไปตามหาสายนั้น แต่กลับเลือกมาหาเื่หงอวิ๋นแทน?”
คุนเผิงแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน
“ปราณม่วงสายที่สูญหายไปนั้นข้าย่อมรู้อยู่แล้ว แต่ใคร ๆ ก็มองออกว่านั่นคือของที่มรรคาจารย์หงจวินจงใจประทานให้ทงเทียน เพียงแต่ทงเทียนมิได้ไปวังจื่อเซียว ท่านมรรคาจารย์จึงเกรงจะเสียหน้า เลยแสร้งกล่าวว่าให้ผู้มีวาสนาได้”
คุนเผิงมองสถานการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“อีกอย่าง เวลาผ่านไปนานเพียงนี้ ปราณม่วงสายนั้นกลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ใครจะรู้ว่ามันตกไปอยู่ที่ใดกันแน่?
ต่อให้มีใครหาพบ ในท้ายที่สุดก็อาจจะต้องส่งคืนให้ทงเทียนอยู่ดี ข้าคุนเผิงไม่ขอเสียเวลาไปกับการกระทำที่สูญเปล่าเช่นนั้นหรอก”
เมื่อได้รับฟังเหตุผลของคุนเผิง จุ่นถีและเจียอิ่นต่างก็พยักหน้าเห็นพ้อง สิ่งที่คุนเผิงพูดมานั้นมีเหตุผล
ตี้จวิ้นอาจจะหาญกล้าไม่กลัวเกรงสามวิสุทธิ์เพื่อแย่งชิงปราณม่วงสายนั้น ทว่าสำหรับคุนเผิง เขายังมีความหวาดเกรงในบารมีของสามวิสุทธิ์อยู่หลายส่วน
เมื่อเทียบกันแล้ว การลงมือกับหงอวิ๋นนั้นดูจะง่ายดายกว่ามาก
แต่ถึงอย่างนั้น จุ่นถีและเจียอิ่นก็ยังไม่ยอมตกลงง่าย ๆ
“คุนเผิง พวกเราสองคนติดค้างบ่วงกรรมกับหงอวิ๋นอยู่ หากลงมือสังหารเขาด้วยตนเอง ย่อมต้องถูกวิถี์ลงทัณฑ์เป็แน่ เห็นทีครานี้ท่านคงจะมาหาคนผิดเสียแล้ว”
คำพูดของจุ่นถีนั้นมาจากใจจริง หากพวกเขาสามารถลงมือได้ด้วยตนเอง คงไม่ปล่อยให้เื่บานปลายมาจนถึงป่านนี้
ทว่าคุนเผิงเตรียมการเื่นี้มาอย่างดี เขาแย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“ทุกท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิได้บอกให้พวกท่านลงมือสังหารหงอวิ๋นเสียหน่อย”
“โอ้? เช่นนั้นสหายเต๋าหมายความว่าอย่างไร?” ทั้งคู่ถามด้วยความฉงน
คุนเผิงเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“สหายเต๋าทั้งสอง เพียงแค่พวกท่านช่วยล่อหงอวิ๋นให้ออกจากอารามอู่จวงมา ส่วนเื่การลงมือข้าจะจัดการด้วยตนเอง พวกท่านเพียงแค่ช่วยขวางเจิ้นหยวนจื่อไว้ชั่วครู่ก็พอ การทำเช่นนี้มิได้ถือเป็การละเมิดวิถี์”
เมื่อได้ยินข้อเสนอเช่นนี้ ทั้งสองคนก็เริ่มใจสั่นทันที
ไม่ต้องลงมือเองให้ติดบ่วงกรรมเพิ่ม แต่สามารถกำจัดอุปสรรคใหญ่หลวงในชีวิตไปได้ นี่มันเป็โชคหล่นทับชัด ๆ !
ทั้งสองยังคงทำทีเป็ลังเล คุนเผิงก็หาได้เร่งรัดไม่ เขาเพียงแค่นั่งจิบชาอย่างใจเย็นพลางสังเกตท่าทีของคนตรงหน้า
เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดจุ่นถีและเจียอิ่นก็ตัดสินใจได้เด็ดขาด
“สหายเต๋า เื่นี้จะไม่มีสิ่งใดผิดพลาดแน่รึ?”
เมื่อได้ยินคำถาม คุนเผิงก็รู้ทันทีว่าแผนการสำเร็จแล้ว เขาหยิบจอกชาขึ้นมาแล้วเอ่ยอย่างมั่นใจ
“ทุกท่านโปรดวางใจ เื่นี้จะไม่มีทางเกิดอุบัติเหตุใด ๆ แน่นอน”
เมื่อได้รับคำยืนยัน ทั้งสองคนก็นิ่งเงียบไปเป็การตกลง
…
ณ อารามอู่จวง ภายใต้ต้นผลโสม หงอวิ๋นกำลังนั่งเด็ดผลโสมเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
ข้างกายเขามีเจิ้นหยวนจื่อนั่งขัดสมาธิคล้ายกำลังเข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งการบำเพ็ญ
ทว่าเมื่อได้ยินเสียงเคี้ยวของหงอวิ๋น เจิ้นหยวนจื่อก็ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ จนในที่สุดก็ต้องลืมตาขึ้นมามอง
“เ้านี่นะ... วันวัน เอาแต่มานั่งกินนอนกินอยู่ที่นี่ ผลโสมของข้าถูกเ้ากินไปเกือบครึ่งต้นแล้ว แต่พลังบำเพ็ญของเ้ากลับไม่ก้าวหน้าขึ้นเลยสักนิด!”
เจิ้นหยวนจื่อและหงอวิ๋นจัดว่าเป็ยอดผู้บำเพ็ญระดับแนวหน้าของหงฮวง ยามนี้ทั้งคู่ต่างบรรลุขอบเขตกึ่งปราชญ์ขั้นต้นแล้ว
นับั้แ่หงอวิ๋นได้รับปราณม่วงหงเิมา เจิ้นหยวนจื่อก็ล่วงรู้ทันทีว่าสหายรักของตนจะกลายเป็เป้าหมายของคนทั้งใต้หล้า เขาจึงรีบพากลับมาซ่อนตัวอยู่ในลานเต๋าของตนเพื่อให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ
หลายปีมานี้ เจิ้นหยวนจื่อคอยพร่ำเตือนให้หงอวิ๋นตั้งใจเรียนรู้สัจธรรมจากปราณม่วง และห้ามออกไปข้างนอกโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นอาจจะมีภัยถึงชีวิต
แม้หงอวิ๋นจะรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง ทว่าเขาก็ยอมทำตามคำเตือนแต่โดยดี ไม่กล้าออกไปเถลไถลที่ไหน เมื่อรู้สึกเบื่อก็เพียงมานั่งกินผลโสมใต้ต้นไม้ฆ่าเวลาเท่านั้น
ในยุคหงฮวงนี้ รากิญญาฟ้าดินไม่ได้หายากเหมือนในยุคไซอิ๋ว ผลโสมแม้นับเป็ของเลิศรส ทว่าสำหรับผู้ที่อยู่ในขอบเขตกึ่งปราชญ์ มันก็เป็เพียงของว่างเท่านั้น มิได้ช่วยให้เข้าถึงกฎเกณฑ์มหาเต๋าได้แต่อย่างใด อย่างมากก็แค่เพิ่มอายุขัย ซึ่งสำหรับพวกเขามันไม่ได้มีความหมายอะไรเลย
ส่วนเื่ที่ว่ากินแล้วจะบรรลุเป็เซียนทันทีน่ะรึ? ลองไปเดินในหงฮวงดูสิ สุ่มจับใครมาถามก็ได้ ส่วนใหญ่ก็เป็เซียนกันทั้งนั้น
หงอวิ๋นได้ยินคำบ่นก็ทำหน้ามุ่ย กำลังจะอ้าปากเถียง แต่ทันใดนั้น ก็พลันมีเสียงหนึ่งดังแว่วเข้ามาในอารามอู่จวง
“สหายเต๋าเจิ้นหยวนจื่อ สหายเต๋าหงอวิ๋นอยู่หรือไม่ พวกเราสองพี่น้องมาเยี่ยม”
นั่นคือเสียงของจุ่นถีและเจียอิ่นนั่นเอง!