สมองน้อย ๆ ของปลาเค็มอย่างเซิ่งซีทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อหาวิธีหลบหนีจากเงื้อมมือของยอดขุนพลแห่งการเคี่ยวเข็ญ
เวินเจ๋อิยังคงประดับรอยยิ้มไว้บนใบหน้าขณะพิจารณาสัตว์พาหนะของเซิ่งซี "นี่คือสัตว์อสูรของศิษย์น้องเล็กอย่างนั้นหรือ? ดูเหมือนจะเป็แค่นกกระเรียนเซียนธรรมดาที่มีระดับพลังเพียงขั้นรวบรวมปราณระดับหนึ่งเท่านั้นเองนะ?"
เซิ่งซีเริ่มมีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี นางรีบโอบกอดนกกระเรียนของนางไว้แน่น
เวินเจ๋อิยิ้มอย่างอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม "ศิษย์น้องเล็กอย่าได้ท้อแท้ไป ในหอตำรามีเคล็ดวิชาที่เหมาะสำหรับให้สัตว์อสูรฝึกฝนอยู่ เดี๋ยวศิษย์พี่จะไปเลือกมาให้เ้าสักสองสามเล่ม ขอเพียงตั้งใจบำเพ็ญเพียร นกกระเรียนธรรมดาก็สามารถจำแลงร่างมนุษย์ได้"
สัตว์อสูรจะจำแลงร่างมนุษย์ได้ อย่างน้อยต้องมีระดับพลังถึงขั้นแปรเทวะเชียวนะ!
ศิษย์พี่รองเป็ปีศาจแบบไหนกันเนี่ย ขนาดนกกระเรียนเขายังไม่เว้นเลย!
เ้านกกระเรียนเซียนที่ตั้งใจจะมานอนแผ่เป็ปลาเค็มไปพร้อมกับเซิ่งซี พอได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับรับไม่ไหวจนสลบเหมือด ร่างของมันดิ่งพสุธาพาเซิ่งซีร่วงลงสู่พื้นทันที
"กรี๊ด เ้านกน้อย ตื่นสิ!" เซิ่งซีกอดนกกระเรียนพลางเขย่าตัวมันสุดชีวิต เสียงกรีดร้องดังสนั่นจนแม้แต่ยวนเซี่ยนที่กำลังเก็บตัวอยู่ยังได้ยิน
เขาเหินกระบี่ออกมาจากเรือน เมื่อเห็นเวินเจ๋อิช่วยรับตัวเซิ่งซีที่กำลังร่วงลงมาไว้ได้ทัน จึงวางใจและกลับเข้าเรือนไปบำเพ็ญเพียรต่อ
เซิ่งซีกอดนกกระเรียนด้วยอาการขวัญหนีดีฝ่อ ขณะยืนอยู่บนศาสตราวิเศษของเวินเจ๋อิ นางพยายามบีบน้ำตาเรียกความสงสาร "ศิษย์พี่รองเ้าคะ นกกระเรียนของข้ามันอ่อนแอขนาดนี้ คงบำเพ็ญเพียรไม่ไหวหรอกเ้าค่ะ"
"ศิษย์น้องเล็ก แม้นกกระเรียนจะเป็สัตว์อสูรระดับต่ำ แต่เราจะดูแคลนพวกมันไม่ได้หรอกนะ ไม่ว่าจะเป็มนุษย์หรือสัตว์อสูร แม้พร์ตอนเกิดมาจะต่างกัน แต่ขอเพียงขยันหมั่นเพียรให้มากพอ ย่อมต้องได้รับผลตอบแทนแน่นอน" เวินเจ๋อิส่งคำปลอบประโลมที่แสนกดดันชุดใหญ่ให้นาง
เซิ่งซีขัดขืนสุดชีวิตไม่ยอมรับ "แต่นกกระเรียนมันไม่อยากฝึกนี่เ้าคะ เราจะไปบังคับมันไม่ได้ใช่หรือไม่เล่า?"
เวินเจ๋อิราวกับฝืนง้างปากเซิ่งซีแล้วกรอกคำปลอบประโลมนั้นเข้าไป "บนูเาแห่งตำรา มีหนทางขึ้นคือความขยันหมั่นเพียร ในทะเลแห่งการบำเพ็ญที่ไร้ขอบเขต ต้องใช้ความพยายามและความมานะเป็เรือ นกน่ะไร้ความหยิ่งยโสได้ แต่จะไร้กระดูกแห่งความทะนงไม่ได้ ในเมื่อเป็นกกระเรียนที่มีรากิญญาและสามารถบำเพ็ญเพียรได้ ก็ไม่ควรปล่อยให้เสียของ"
เ้านกกระเรียนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา พอได้ยินประโยคนี้เข้า ก็สลบเหมือดไปอีกรอบ
เซิ่งซีใช้มือข้างหนึ่งโอบตัวอวบ ๆ ของนกกระเรียน อีกข้างหนึ่งประคองลำคอยาว ๆ ของมันไว้ แล้วกอดคอกันร้องไห้โฮ "นกน้อย ข้าขอโทษเ้าด้วยนะ สัญญาว่าจะพาเ้ามานอนแผ่เป็ปลาเค็มแท้ ๆ แต่สุดท้ายกลับต้องกลายเป็กะหล่ำปลีเน่าไปซะแล้ว ฮือ ๆ ..."
นกกระเรียนส่งเสียงร้องครวญครางอย่างน่าเวทนาและโศกเศร้า
เวินเจ๋อิมองเซิ่งซีด้วยความฉงน "กะหล่ำปลีเน่าคืออะไรหรือ?"
"คือพวกที่ขยันอย่างบ้าคลั่งแต่ผลลัพธ์ดันออกมาไม่ดีน่ะเ้าค่ะ..." เซิ่งซีนึกถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์บนยอดเขาปลาเค็มแล้วรู้สึกว่าไม่อาจปล่อยให้นกกระเรียนที่ไว้ใจนางต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของศิษย์พี่รองได้
"ศิษย์พี่รองเ้าคะ ข้าว่าศิษย์พี่ใหญ่ต่างหากที่้าการเคี่ยวเข็ญจากท่าน ท่านไปเฝ้าดูเขาเถอะเ้าค่ะ"
"ระดับพลังของศิษย์พี่ใหญ่ถึงจุดคอขวดแล้ว ข้ากล่อมไปก็ไม่มีประโยชน์" เวินเจ๋อิถอนหายใจ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เขานึกเสียดายไม่ใช่เื่ที่กล่อมศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้ แต่เป็เพราะเขาสู้ยวนเซี่ยนไม่ได้ เลยใช้กำลังบังคับไม่ได้ต่างหาก
เซิ่งซีพลันพบว่าในเื่การทำให้ยวนเซี่ยนเก่งขึ้นนั้น นางและเวินเจ๋อิมีเป้าหมายตรงกันพอดี จึงรีบหันเหความซวยไปทางอื่นทันที
"ศิษย์พี่ใหญ่บอกข้าเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า เขารู้สึกว่าคอขวดเริ่มขยับแล้ว น่าจะใกล้ถึงเวลาทะลวงเข้าสู่ขั้นิญญาต้นกำเนิดแล้วล่ะเ้าค่ะ ท่านรีบไปดูเขาเถอะ อย่าปล่อยให้ศิษย์พี่ใหญ่แอบอู้นะเ้าคะ"
เวินเจ๋อิเผยสีหน้าดีใจ "งั้นข้าจะไปดูหน่อย"
ยวนเซี่ยนที่อยู่บนยอดเขาอันเต้าพลันรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
...
เมื่อส่งเวินเจ๋อิไปได้แล้ว เซิ่งซีก็แอบหัวเราะคิกคักแล้วเดินกลับไปที่ประตูสำนัก
ประตูสำนักเวิ่นซินตั้งอยู่ระหว่างช่องว่างขนาดมหึมาของขุนเขาสองลูก สองข้างทางคือหน้าผาสูงชันที่เรียบลื่นจนเสียดฟ้า ราวกับูเาลูกใหญ่ถูกผ่าออกเป็สองซีก
ทั่วทั้งสำนักเวิ่นซินถูกปกคลุมด้วยค่ายกลอันซับซ้อน ปกติศิษย์ในสำนักเพียงแค่พกป้ายประจำตัวไว้ก็สามารถเข้าออกได้ตามใจชอบ แต่ตอนนี้เวินเจ๋อิได้ปิดประตูสำนักลงแล้ว ต้องถอนค่ายกลออกก่อนเท่านั้นถึงจะเปิดประตูออกไปได้
บนเส้นทางประตูสำนักเดิม มีค่ายกลสีฟ้าครามกำลังหมุนวนอยู่อย่างช้า ๆ เซิ่งซียืนอยู่หน้าค่ายกล พยายามนึกท่วงท่าการควบคุมค่ายกลของศิษย์พี่รองตอนที่ปิดประตูเมื่อครู่
หรือว่า... นางจะลองทำย้อนกลับดูดีนะ?
นางลูบสร้อยที่คอพลางคิดว่าต่อให้ถอนค่ายกลล้มเหลว อย่างน้อยก็มีของชิ้นนี้ปกป้องอยู่ คงจะไม่เป็ไร
นางส่งสัญญาณให้นกกระเรียนถอยไปไกล ๆ แล้วเริ่มขยับท่าทางเลียนแบบเวินเจ๋อิ แต่ทำทุกอย่างย้อนกลับจากหลังมาหน้า
เมื่อท่วงท่าสุดท้ายสิ้นสุดลง ค่ายกลสีฟ้าครามก็หมุนวนอย่างรวดเร็ว พลังิญญารอบข้างพรั่งพรูเข้ามา และบนประตูสำนักที่ปิดสนิทนั้น กลับปรากฏเส้นทางขึ้นมาอีกครั้งจริง ๆ !
นางต้องเป็อัจฉริยะแน่ ๆ !
เซิ่งซีดีใจจนเนื้อเต้น โดยไม่ได้สังเกตเลยว่าประติมากรรมเต่าั์ข้างประตูสำนักขยับเปลือกตาขึ้นมองนางแวบหนึ่ง นางรีบเรียกนกกระเรียนแล้วโกยแน่บหนีออกจากสำนักไปทันที
เื่จะให้มุมานะบำเพ็ญเพียรน่ะไม่มีทางเสียหรอก ต่อให้ต้องเร่ร่อนไปสุดขอบฟ้า นางก็จะไม่ยอมขยันเด็ดขาด!
...
ภายในเมืองเซียนหยางนั้นเต็มไปด้วยความหรูหราฟุ่มเฟือย ยิ่งเซิ่งซีมีศิลาิญญาให้ใช้ไม่ขาดมือ ชีวิตของนางจึงสุขสบายเป็อย่างยิ่ง
จนกระทั่งสามวันผ่านไป เซียวหลีลั่วก็ส่งข่าวมาบอกว่าการสอบประจำเดือนสิ้นสุดลงแล้ว เซิ่งซีจึงซื้อของขวัญเตรียมไว้และกลับเข้าสำนักอย่างเริงร่า
บนยอดเขาปลาเค็มไม่มีใครมารอรับนาง เซิ่งซีจึงหิ้วของขวัญแยกย้ายไปหาเหล่าศิษย์พี่ของนาง
ยกเว้นเวินเจ๋อินะ เพราะปลาเค็มอย่างนางไม่มีทางไปเสนอหน้าต่อหน้ายอดขุนพลแห่งการเคี่ยวเข็ญเด็ดขาด
ยวนเซี่ยนกำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียร เซิ่งซีจึงวางศิลาบันทึกเสียงไว้แล้วเดินจากไป จากนั้นนางก็มุ่งหน้าไปยังยอดเขาเจี้ยนอี้ที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อเยี่ยมเซียวหลีลั่ว
ทว่าบนยอดเขาเจี้ยนอี้กลับไม่มีเซียวหลีลั่ว มีเพียงหมีดำตัวใหญ่ตัวหนึ่งนอนไขว่ห้างอาบแดดอยู่บนสนามหญ้าหน้าเรือน แถมหมีตัวนั้นยังสวมเสื้อผ้าของเซียวหลีลั่วอยู่อีกด้วย
เมื่อััได้ถึงกลิ่นอายของเซิ่งซี หมีดำตัวนั้นก็ลุกขึ้นนั่งแล้วมองมาที่นาง พร้อมกับโบกมือเรียกอย่างดีใจ "ศิษย์น้องเล็ก!"
นั่นมันเสียงของเซียวหลีลั่วนี่นา!
เซิ่งซีใแทบสิ้นสติ "ศิษย์พี่ห้า? ท่านเป็อสูรหมีที่บำเพ็ญเพียรงั้นหรือเ้าคะ? ในนิยายไม่ได้เขียนไว้นี่นา"
"นิยายอะไรกัน? ข้าเป็คนนะ ที่กลายเป็สภาพแบบนี้ก็เพราะถูกศิษย์พี่รองจับไปทดลองโอสถน่ะสิ..." เซียวหลีลั่วเล่าด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยวพลางทิ้งตัวลงนอนอย่างหมดแรง
"ไม่รู้ว่าโอสถจะหมดฤทธิ์เมื่อไหร่ ถึงจะได้ใบหน้าอันหล่อเหลาบาดใจของข้ากลับคืนมา"
เซิ่งซีจินตนาการภาพหมีดำที่มีหน้าเป็เซียวหลีลั่วแล้วสั่นสะท้าน รู้สึกว่าค่าสติของนางแทบจะติดลบ
นางเดินเข้าไปใกล้ แล้วลองลูบแขนที่มีขนปุยของเขาเบา ๆ ััที่นุ่มนิ่มนั้นทำให้เซิ่งซีรู้สึกคันยุบยิบในใจ
"จริง ๆ แล้วท่านไม่กลับร่างเดิมก็ดีนะเ้าคะ หมีน้อยออกจะน่ารัก" เซิ่งซีอดใจไม่ไหว โผเข้ากอดเซียวหลีลั่วแล้วถูไถไปมาอย่างมีความสุขสุด ๆ
เซียวหลีลั่วพลันรู้สึกหายเศร้าไปได้บ้าง "จริงหรือ?"
"จริงสิเ้าคะ เดี๋ยวข้าจะไปทำจีวรมาให้ท่านใส่ ต่อไปท่านจะได้เป็เทพพิทักษ์ขุนเขาแห่งยอดเขาเจี้ยนอี้ไงเ้าคะ!"
เซียวหลีลั่ว "..." ไม่รู้ทำไม พอจินตนาการว่าตัวเองใส่จีวรแล้ว มันดูซื่อบื้อพิกล
"จริงสิ ทุกครั้งที่มีการสอบประจำเดือน ศิษย์พี่รองจะปิดประตูสำนักเพื่อกันพวกเราหนี ผู้าุโกุยบอกว่าเ้าเป็คนถอนค่ายกลหนีออกไปเองหรือ? เ้าใช้ค่ายกลเป็ด้วยรึ?" เซียวหลีลั่วถาม
เซิ่งซีเล่าสถานการณ์ตอนนั้นให้ฟังคร่าว ๆ และพยายามแบ่งปันประสบการณ์การถอนค่ายกลให้เซียวหลีลั่วฟัง
เซียวหลีลั่วทำหน้างุนงง ในฐานะอัจฉริยะ เขากลับฟังไม่รู้เื่เลยว่าศิษย์น้องเล็กกำลังพูดอะไร "ช่างเถอะ ๆ เื่ถอนค่ายกลน่ะมันต้องใช้พร์ ข้าคงไม่ใช่ทางนั้นหรอก"
นางยังเรียกให้ลวี่เสี่ยงมาด้วย เซิ่งซีจัดวางของอร่อยที่ซื้อมาจากในเมืองทีละอย่าง เตรียมจะเปิดวงน้ำชากับบรรดาศิษย์พี่ ทันใดนั้นเ้านกกระเรียนเซียนที่กำลังบินอยู่บนฟ้าอย่างร่าเริงก็ร่วงลงมาซุกในอ้อมกอดเซิ่งซีเพื่อแกล้งตายทันที
ไม่ไกลนัก เวินเจ๋อิกำลังเหยียบเมฆมงคลเจ็ดสีมาหาพวกเขา ในมือยังถือกระบี่เล่มหนึ่งมาด้วย
เซิ่งซี "!!!"
แย่แล้ว มีกลิ่นอายสังหาร!