"ลู่หยางเฉิง!"
เสียงเย็นเยือกดุจสายลมเหมันต์ดังก้องในห้องโถงกว้างของจวนตระกูลลู่ เสียงนั้นแฝงพลังดุจคมดาบที่แหวกผ่านอากาศหนาว ซึมลึกเข้าสู่กระดูก ทุกคำคล้ายพายุที่พัดโหมกระหนำ หนักแน่นจนทุกสิ่งรอบข้างสะท้านไหว คล้ายสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจ
เสียงนี้ไม่ใช่เสียงที่เขาไม่คุ้นเคย แต่กลับเป็เสียงของ ลู่ซื่อหม่า เสียงที่เขาได้ยินมาตลอดชีวิต บิดาผู้ทรงอำนาจ ผู้ปกครองทั้งภายในและภายนอกจวนตระกูลลู่
ลู่หยางเฉิงเงยหน้าขึ้นจากตำราที่กำลังอ่าน ดวงตาคมเรียวนั้นฉายแววสั่นไหวลึกซึ้ง เขารู้ดีว่าเสียงเรียกจากบิดาไม่เคยนำพาเื่ดีมาให้ และครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น ความหนักหน่วงภายในใจของเขาเพิ่มพูนจนแทบจะทนไม่ไหว ขณะที่สายตา เหลือบไปยังประตูห้องใหญ่ราวกับรู้ชะตากรรมล่วงหน้า
ห้องโถงใหญ่ของจวนตระกูลลู่ดูโอ่อ่าและทรงอำนาจ ทุกมุมสะท้อนถึงความรุ่งเรืองและมั่งคั่ง โต๊ะไม้หอมแกะสลัก ลวดลายพยัคฆ์ขาวดุดัน สัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและทรงพลัง ผ้าปูโต๊ะปักลวดลายดอกเหมยที่หยัดยืนกลางหิมะดุจสัญลักษณ์แห่งความอดทน ลำแสงจากตะเกียงน้ำมันแขวนสูงทอดเงาบนพื้นหินขัดมันสะท้อนความเ็า ท่ามกลางความงดงามนี้ กลับมีบรรยากาศที่เย็นยะเยียบราวกับว่าไม่มีชีวิตใดอาศัยอยู่
เสียงฝีเท้าข้ารับใช้ที่เดินผ่านหน้าประตูเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน แต่กลับทำให้ความเงียบยิ่งหนักอึ้งขึ้น
"ลู่หยางเฉิง!" เสียงเรียกนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ครานี้หนักแน่นและเร่งเร้า
ในที่สุด ลู่หยางเฉิงก็ลุกขึ้นยืน ท่ามกลางความสงบภายนอก แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความร้อนรน เขาก้าวเดินอย่างมั่นคงไปยังประตู เสียงรองเท้าเหยียบลงบนพื้นหินเป็จังหวะมั่นคง แต่ละก้าวเหมือนเดินเข้าสู่ศึกที่มิอาจหลีกเลี่ยง ดวงตาของเขามองประตูใหญ่ตรงหน้าราวกับมันคือกำแพงชะตากรรมชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีเข้มหยุดยืนที่ธรณีประตู สูดลมหายใจลึกแล้วก้าวเข้าสู่ห้องโถง ความเงียบที่ก่อตัวคล้ายดาบที่แขวนเหนือศีรษะ เสียงประตูไม้ใหญ่ปิดลงเบา ๆ แต่กลับดังชัดเจนในความรู้สึก ราวกับขังเขาไว้ในแดนต้องห้าม
"ท่านพ่อเรียกข้า มีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ?"
น้ำเสียงของเขาสงบและราบเรียบ แต่แฝงด้วยความตึงเครียดที่ยากปกปิด ดวงตาที่สบตากับบิดาฉายแววกล้าหาญ แม้ใจจะวูบไหวเพียงใดก็ตาม
ลู่ซื่อหม่า ประมุขแห่งตระกูลนั่งอยู่ ณ เบื้องบน ดวงตาของเขาคมดั่งเหยี่ยว จับจ้องไปยังบุตรชายคนรองเหมือนจับตาดูเหยื่ออย่างไม่วางตา
"เ้ารู้หรือไม่ว่า ลู่เหอซิน! นางทำสิ่งใดลงไป?" น้ำเสียงของลู่ซื่อหม่าเย็นเยียบ ดุจสายลมฤดูหนาวที่โอบล้อมดินแดนรกร้าง
ลู่หยางเฉิงก้มหน้าลงต่ำ เขาไม่ได้ตอบในทันที หัวใจของเขาเต้นรัว ความหนักอึ้งในใจยิ่งทวีขึ้น กลับยิ่งรู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน สิ่งที่เขากลัวกำลังเกิดขึ้น เขารู้ดีว่า ลู่เหอซิน ท่านพี่ผู้รักอิสระ คงไปก่อเื่ใหญ่จนเกินแก้ไขอีกครา ท่านพี่ผู้ไม่เคยสนใจศักดิ์ศรีของวงค์ตระกูล แม้เขาจะเคยสงสัยว่าท่านพี่เห็นความสำคัญของตระกูลหรือไม่ แต่ในฐานะบุตรชายคนรอง เขารู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถาม มีแต่ต้องก้มหน้ารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่เขาที่ก่อปัญหา แต่ทุกคราที่มีเื่เดือดร้อน กลับเป็เขาที่ต้องรับภาระ และครั้งนี้ดูเหมือนว่าผลลัพธ์จะร้ายแรงเกินกว่าที่เขาจะรับมือไหว
"ข้าขออภัยแทนนาง หากท่านพี่ได้กระทำสิ่งใดที่ทำให้ท่านพ่อขุ่นเคือง" คำตอบของเขานุ่มนวลและระมัดระวัง ทว่ามันไม่อาจลดโทสะของบิดาได้
ลู่ซื่อหม่าลุกขึ้น ดวงตาแดงกร้าว เสียงฝ่ามือกระแทกโต๊ะไม้ดังอึ้ง
"มิใช่เพียงข้าไม่พอใจ! นางทำให้เกียรติยศของตระกูลต้องหม่นหมอง! นางลอบไปยังหอคณิกา เมามายร้องรำให้บุรุษชม เ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่า 'หญิงสาวไร้ยางอายเหมือนดอกบัวจมโคลนตม'? ผู้คนในเมืองหลวงจะคิดอย่างไรกับเื่นี้!"
ลู่หยางเฉิงก้มหน้าลงต่ำ สติสัมปชัญญะเริ่มพร่ามัว เขารู้ดีว่าการตอบกลับในเวลานี้จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น จิตใจของเขารู้สึกเหมือนถูกบีบรัดด้วยข้อผูกมัดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
"เ้ารู้หรือไม่ว่า การกระทำของนางสั่นคลอนเกียรติยศแห่งตระกูลเพียงใด?" ลู่ซื่อหม่าเดินอย่างหนักหน่วง เสียงรองเท้าของเขาดังก้องในห้องโถงที่เงียบสงบ
ลู่หยางเฉิงเงียบ น้ำเสียงและท่าทีของบิดาเป็ดั่งพายุที่พัดซัดจิตใจเขาจนแทบพังทลาย คำพูดนั้นเหมือนคมดาบที่กรีดลึกลงสู่หัวใจ ลู่หยางเฉิงก้มลงคุกเข่าอย่างสิ้นหวัง และกระแทกศีรษะลงกับพื้นด้วยความตั้งใจอ้อนวอนบิดา
"ขอท่านพ่อโปรดระงับโทสะ ข้าผิดเองที่ดูแลท่านพี่ไม่ดี หากมีสิ่งใดที่ข้าสามารถทำเพื่อกอบกู้เกียรติของตระกูลได้ ข้ายินดีรับผิดชอบทุกสิ่ง"
ลู่ซื่อหม่ามองเขาด้วยสายตาเ็า เขายืนนิ่งราวกับหินผา
"เ้าจะรับผิดชอบอย่างไร! หากนางต้องถวายตัวเข้าวังในสภาพเช่นนี้ เกียรติยศของตระกูลเราย่อมพังพินาศ!"ลู่หยางเฉิงกำมือแน่น สายตาที่มองพื้นสะท้อนความอ่อนล้าและเ็ป แต่เขาก็ไม่กล้าโต้เถียง
"ข้าขอให้ท่านพ่อวางใจ ข้าจะหาทางกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลให้จงได้"
ลู่ซื่อหม่าเดินเข้ามาใกล้ สายตาคมจับจ้องบุตรชายเต็มไปด้วยแรงกดดัน"ในงานเลี้ยงตระกูลหลี่ เ้าจงปลอมตัวเป็สตรีแทนซินเอ๋อร์ จงไปกอบกู้ชื่อเสียงของตระลู่ในฐานะพี่สาวของเ้า ส่วนข่าวลือนั้นข้าจะจัดการเอง!"
ดวงตาของลู่หยางเฉิงเบิกกว้างในทันที เขาหายใจสะดุดราวกับมีคมมีดบาดที่ลำคอ ความตกตะลึงและปฏิเสธปรากฏชัดในแววตาของเขา แต่เขาถูกสอนว่าการโต้เถียงกับบิดาไม่ใช่สิ่งที่ควรกระทำ
“ปลอมตัวเป็สตรี…” เขาทวนคำราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
ลู่ซื่อหม่าไม่สนใจปฏิกิริยานั้น สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว“ใช่! เ้าจงสวมชุดของสตรี เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและใช้ภาพลวงกลบภาพจริง เ้าจะต้องทำให้ทุกคนลืมสิ่งที่นางกระทำ!”
ลู่หยางเฉิงกลืนน้ำลายลำบาก สายตาหลุบต่ำ มองปลายรองเท้าของบิดา เขาอยากจะปฏิเสธ อยากจะบอกว่าเื่นี้เป็ไปไม่ได้ แต่น้ำเสียงของบิดาที่แฝงไปด้วยอำนาจและความคาดหวัง ทำให้คำพูดใด ๆ ล้วนติดอยู่ในลำคอ
“ข้า…” เสียงของเขาเบาหวิว เขาหายใจลึกเพื่อรวบรวมความกล้า “ท่านพ่อ... ข้าเกรงว่าข้าอาจไม่เหมาะสม…”
“ความเหมาะสมไม่ใช่เื่ที่เ้าจะต้องตัดสิน!” ลู่ซื่อหม่าแทรกขึ้นทันที
“เ้ามีหน้าที่ทำให้สิ่งที่ข้าสั่งให้สำเร็จ! หรือเ้าจะเลือกให้ข้าใช้วิธีอื่น?”
ลู่หยางเฉิงเงียบไป ในใจเขารู้ดีว่าการปฏิเสธคำสั่งของบิดาไม่ได้มีทางเลือกที่ดีกว่านัก ความเงียบของเขาเป็การตอบรับอย่างไม่เต็มใจ
“ดี! ข้าจะให้หยู่เหวินเตรียมตัวให้เ้า เช่นนั้นเ้าจงแต่งกายเป็สตรีไปงานเลี้ยงพร้อมข้า!”
ลู่ซื่อหม่าหันหลังกลับไปโดยไม่รอฟังคำใดเพิ่มเติม ปล่อยให้ลู่หยางเฉิงยืนอยู่เพียงลำพังในห้องโถงอันกว้างใหญ่
"ทำไมทุกสิ่งจึงต้องตกอยู่ที่ข้าเสมอ?" คำพูดนั้นหลุดออกจากใจของเขามาเบา ๆ เขาหันไปมองแสงจากตะเกียงน้ำมันที่สะท้อนบนพื้น ราวกับเปลวไฟแห่งโชคชะตาที่ค่อย ๆ คุกคามความสงบของเขา
อันอันหญิงรับใช้ของลู่เหอซินเดินเข้ามาอย่างเงียบงัน ก่อนจะวางถ้วยชาอย่างเบามือลงและคุกเข่าตรงหน้าเขา "คุณชายลู่...บ่าวขออภัยที่ล่วงเกินท่าน แต่ได้โปรดท่านช่วยคุณหนูด้วยเถิด นางไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเื่นี้ ท่านได้โปรดเห็นแก่ใจอันบริสุทธิ์ของนางด้วยเถิดเ้าค่ะ..."
"ใจอันบริสุทธิ์?" คำถามนั้นหลุดออกจากปากของเขา ดวงตาของลู่หยางเฉิงแฝงไปด้วยความขมขื่น
"สิ่งที่นางทำเรียกว่ามีใจอันบริสุทธิ์...ฮ่า" เขาผ่อนลมหายใจออก เค้นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งไปพร้อมกับน้ำตาในใจ ก่อนจะกระแทกถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะจนเสียงดังลั่น ถ้วยน้ำชากลิ้งไปข้าง ๆ เสียงแตกเปล่งดัง หญิงรับใช้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลัวเกรงถึงอารมณ์ของเขา จึงรีบเผ่นออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว มือที่จับถ้วยน้ำชาเบา ๆ สั่นสะท้านไปกับการเคลื่อนไหวของนาย
"ท่านแม่... ข้าเหนื่อยเหลือเกิน... ท่านแม่เคยสอนข้าว่า ต้นไผ่ที่โอนอ่อนต่อสายลม ย่อมรักษารากไว้ได้เสมอ... ให้ข้าเสียสละเพื่อครอบครัว เพื่อความสงบสุข... แต่เหตุใดเล่า ท่านพี่และท่านพ่อจึงผลักดันข้าไปสู่ความเ็ปซ้ำแล้วซ้ำเล่า? หรือการเสียสละของข้าไม่มีที่สิ้นสุดเลยหรือ..."
เขารู้ว่านางเป็ที่รักยิ่งของทุกคนในตระกูล ทุกคนยินดีให้อภัยแก่นางเสมอ ไม่ว่าจะทำสิ่งใด แม้กระทั่งเื่ที่ทำให้ตระกูลเสื่อมเสีย แต่เขา...กลับไม่เคยได้รับการยอมรับเช่นนั้น เขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพียงเพราะเขาเกิดเป็บุตรชายคนรองโชคชะตาดูเหมือนจะเล่นตลกกับเขาเสมอมา ั้แ่เด็กเขารู้ดีว่า เขาไม่เคยเป็ที่โปรดปราน เพราะมีท่านพี่ทั้งสองผู้ซึ่งเป็ความหวังของตระกูล ทำให้เขาต้องเป็คนคอยตามเช็ดล้างเื่ราวที่ไม่ได้ก่อ ในหัวใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวังและความแค้นใจ ที่ถูกตีตราว่าเป็ เพียงบุตรชายคนรอง
"ทำไม...ทำไมต้องเป็ข้าเสมอ..." เขาคิดในใจ น้ำตาที่เขากลั้นเอาไว้มานานเริ่มรินลงมาจากดวงตาอย่างเงียบเชียบ มันเป็น้ำตาของความผิดหวัง น้ำตาของผู้ที่รู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอีกแล้ว…